Filter
Exclude
Time range
-
Near
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
The four astronauts on NASA’s Artemis II mission captured more than they bargained for when they photographed the nightside of Earth, right after starting their historic journey to the moon. livescience.com/space/space-…
2
10
1,348
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
An analysis of corn, cassava and coca plants discovered with sacrificed Inca children reveals they died during the reign of one of the last Inca emperors. livescience.com/archaeology/…
2
5
1,399
Replying to @LiveScience
No proof of climate change
22
นักวิจัยใช้ AI ตรวจเลือดจางผ่าน 'ดวงตา' โดยไม่ต้องใช้เข็มเจาะเลือด คนกลัวเข็มถูกใจสิ่งนี้ นักวิจัยได้พัฒนาระบบใหม่ที่ใช้เพียงการถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ที่ดวงตาเพื่อประเมินระดับเม็ดเลือดแดง ซึ่งหมายความว่าเราอาจไม่ต้องเจ็บตัวจากการใช้เข็มเจาะเลือดอีกต่อไป แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะยังไม่พร้อมเข้ามาแทนที่การเจาะเลือดแบบเดิมแบบ 100% แต่มันมีศักยภาพสูงมากในการเป็น 'เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น' เพื่อหาผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจเลือดอย่างละเอียดต่อไป ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อย หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? การตรวจวัดค่าเลือดแบบไม่ใช้เข็มไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2021 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เคยอนุมัติอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Pronto-7 ซึ่งใช้วิธีฉายแสงผ่านเล็บมือเพื่อวัดระดับฮีโมโกลบิน แต่ปัญหาคือ 'สีผิว' มีผลต่อความแม่นยำของอุปกรณ์นี้ ทำให้ผลที่ได้ในกลุ่มคนผิวเข้มคลาดเคลื่อนได้ แต่ 'ตาขาว' ของมนุษย์เรามีเม็ดสีน้อยมากและมีลักษณะแทบจะเหมือนกันในทุกกลุ่มประชากร ทำให้เทคโนโลยีใหม่นี้ จึงมีประโยชน์จากข้อได้เปรียบตรงนี้พอสมสมควร ขั้นตอนการทำงาน หลักการทำงานก็จะไม่ได้ซับซ้อนมากครับ เริ่มแรกคือใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยาย 50 เท่า ถ่ายวิดีโอความยาว 10 วินาทีบริเวณตาขาวของผู้เข้ารับการทดสอบ ซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Video-to-Vessels จะเข้ามาจัดการวิดีโอ โดยตัดการกะพริบตา การขยับดวงตา หรือการเปลี่ยนแปลงของแสงออกไป เพื่อแปลงภาพให้กลายเป็นภาพนิ่งแบบไทม์แลปส์ของเส้นเลือดในดวงตา และใช้โมเดล AI ที่ชื่อว่า VesselNet จะวิเคราะห์รูปแบบการไหลเวียนของเซลล์เม็ดเลือด เพื่อทำนายระดับฮีโมโกลบินและปริมาณเม็ดเลือดแดง ปีเตอร์ แคมป์เบลล์ (Peter Campbell) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาจาก มหาวิทยาลัยโอเรกอนเฮลธ์แอนด์ไซเอนซ์ (Oregon Health & Science University) ให้ความเห็นถึงความพิเศษของงานวิจัยนี้ว่า "งานวิจัยชิ้นนี้มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นการใช้ภาพผิวด้านหน้าของดวงตา แทนที่จะเป็นเส้นเลือดที่จอประสาทตา ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว มันอาจถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสมาร์ตโฟนได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพากล้องถ่ายภาพจอประสาทตาที่มีราคาแพง" AI ระบุภาวะฮีโมโกลบินต่ำแม่นยำถึง 83% จากการทดสอบกับอาสาสมัคร 224 คน ซึ่งมีทั้งคนสุขภาพดีและผู้ป่วยมะเร็งที่มีโรคทางระบบเลือด พบว่า AI สามารถระบุภาวะฮีโมโกลบินต่ำได้ถูกต้องแม่นยำถึงประมาณ 83% ดร. คริสตีน คีเร (Christine Kiire) จักษุแพทย์จากที่โรงพยาบาลตาออกซฟอร์ด (Oxford Eye Hospital) มองว่า "ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ คือการใช้ติดตามผลอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือช่วยระบุตัวผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้" อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ beartai.com/read/1501548/ ที่มา : livescience #BTbeartai #AIตรวจเลือดจาง #AIตรวจตา #วงการแพทย์
5
2
862
Why are some constellations visible for only part of the year? buff.ly/LN6FBrL Some stars and constellations are ever-present in the night sky, visible all year-round, while others disappear and reappear depending on the season. Good explainer @LiveScience #Astronomy
10
17
115
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
June 13, 2026: Our weekly roundup of the latest science in the news, as well as a few fascinating articles to keep you entertained over the weekend livescience.com/planet-earth…
1
3
1,210
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
NASA and Lockheed Martin's experimental X-59 aircraft has broken the sound barrier, achieving a speed of Mach 1.1. The feat could set the stage for "quiet" supersonic flight. livescience.com/space/space-…
2
1
6
1,640
UN เตือน AI อาจกินพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกถึง 3% หลายคนมักมีความเชื่อว่า ยิ่งโมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกพัฒนาให้เก่งขึ้นเท่าไร มันก็จะยิ่งใช้พลังงานและทรัพยากรลดลงในอนาคตมากเท่านั้น รายงานล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าแนวคิดที่ดูสมเหตุสมผลนี้ แท้จริงแล้วเป็นหลุมพราง เพราะในความเป็นจริง การใช้พลังงานของ AI อาจพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่า จนกินสัดส่วนถึง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2030 และ AI ก็อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับที่ปล่อยจากประเทศอังกฤษทั้งประเทศ และต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนระบบ มากกว่าปริมาณความต้องการน้ำดื่มรายปีของประชากรทั้งโลกรวมกันเสียอีก หลุมพรางทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า 'Jevons paradox' รายงานคาดการณ์ว่ารูปแบบการเติบโตของ AI จะเข้าข่ายหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า 'Jevons paradox' ตั้งชื่อตามนักเศรษฐศาสตร์ วิลเลียม สแตนลีย์ เจวอนส์ (William Stanley Jevons) ที่เคยสังเกตพบปรากฏการณ์นี้ กับการใช้ถ่านหินในอังกฤษยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งหลักการนี้อธิบายว่า เมื่อเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น มันกลับไม่ได้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรลงตามที่คาดหวัง แต่ในทางกลับกัน เมื่อ AI มีราคาถูกลงและทำงานได้ดีขึ้น มันจะยิ่งดึงดูดให้คนนำไปใช้งานในปริมาณที่มหาศาลและหลากหลายมากขึ้น จนหักล้างผลดีจากการประหยัดพลังงานไปจนหมด ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญ เมื่อปีที่แล้ว Data center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับ 11 ของโลก ถ้าหากการใช้ไฟฟ้าของ AI เพิ่มขึ้นสองเท่าตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2030 จริง โลกจะต้องใช้ต้นไม้ถึง 6,700 ล้านต้นที่ปลูกทิ้งไว้นานกว่า 10 ปี เพื่อมาชดเชยคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แล้วศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะต้องการน้ำสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตร และกินพื้นที่หน้าดินมากกว่าเมืองเม็กซิโกซิตีถึงเกือบ 10 เท่า ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและภาระทางสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการผลาญทรัพยากรแล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของยุค AI ปัจจุบันมีเพียง 32 ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับคลาวด์สำหรับ AI โดย 90% ของความจุกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกาและจีน สิ่งนี้สร้างช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างประเทศผู้สร้าง และประเทศผู้บริโภค ซึ่งประเทศกลุ่มหลังมักต้องเป็นผู้แบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการทำเหมืองแร่เพื่อประกอบอุปกรณ์ หรือปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ beartai.com/read/1501785/ ที่มา : livescience #BTbeartai #UN #AI #เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ #ปัญญาประดิษฐ์
10
15
1,306
Shows that climate is a complex system with many factors not taken into account by useless climate models 🤔 "Earth's underground fungal network is so massive, it would span 10% of the Milky Way, map reveals" - LiveScience #SmartNews l.smartnews.com/p-7TPre1A4/e…
9
Replying to @LiveScience
I thought @TomCruise already did this?
50
Replying to @LiveScience
👍🚀
55
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
People with a rare condition experience "pauses" in their heart beat that cause them to faint. A new procedure could change their lives, research suggests. livescience.com/health/heart…
2
6
1,489
NP AGARWAL世界一フォローを目指しますAiming best in world. retweeted
Around 58 of Indonesia's Tapanuli orangutans were crushed or buried alive by landslides brought on by the climate-change-fueled Cyclone Senyar. livescience.com/animals/prim…
1
3
5
1,476