ผลผลิตที่ผิดพลาดจากระบบการศึกษาที่แสนดี

Joined May 2020
3,178 Photos and videos
ถึงจะบังคับตัดผม คุณอาจจะได้ร่างกายฉันไป แต่คุณไม่มีทางได้ใจแน่นอน ถ้าเชื่อว่าเด็กทุกคนแตกต่างหลากหลายกัน ผู้ใหญ่ต้องเชื่อใจและปล่อยให้พวกเขาได้ค้นหาตัวตน ทดลองหาทรงผมที่เหมาะกับตัวเอง รู้จักดูแลสุขอนามัยของทรงผมที่เขาเลือกเองก่อน เพราะเด็กจะรู้จักคุณลักษณะอย่าง กาลเทศะ มารยาท และระเบียบวินัย เพราะได้เรียนรู้และรับผิดชอบผลจากการเลือกของตัวเอง ไม่ใช่เพราะทำอะไรเหมือน ๆ กันตามคำสั่ง กฎทรงผมที่บังคับให้เด็กทุกคนไว้ทรงผมเหมือนกัน จึงไม่ได้ปลูกฝังวิธีอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่างหลากหลาย ได้แต่ขู่ให้กลัวและทำตามโดยไม่ตั้งคำถามอะไร —— #นักเรียนเลว #เสรีทรงผม #วินัยเชิงบวก
21
13
1,165
Update: ครูลงโทษนักเรียนคัดข้อความ 500 จบ แกล้งสั่งเก็บขยะจนกว่าครูจะกินข้าวเสร็จ เหตุนักเรียนไม่เข้าสวดมนต์ . 16 มิถุนายน 2569 -- ผู้ร้องเรียนรายหนึ่งเปิดเผยว่า น้องสาวของตนซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมืองระยอง ถูกครูสั่งลงโทษให้คัดข้อความว่า "หนูจะไม่อยู่บนห้องตอนเที่ยงแล้วค่ะ" จำนวน 500 จบ และให้เก็บขยะภายในโรงเรียนในช่วงพักกลางวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ . สาเหตุเป็นเพราะไม่เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ เนื่องจากนำกระเป๋าไปเก็บไว้บนห้องเรียน นอกจากนี้ยังถูกตัดคะแนนความประพฤติ 2 คะแนนในข้อหาอยู่บนห้องเรียนช่วงพักกลางวัน . ผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า สาเหตุที่น้องนำกระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้องเรียน เพราะนำอาหารกลางวันมาเอง เมื่อรับประทานเสร็จจึงเก็บกล่องอาหารใส่กระเป๋าและนำกระเป๋าไปเก็บ ไม่ได้มีเจตนาจะอยู่บนห้องเรียนในช่วงพักกลางวันแต่อย่างใด . ต่อมาในวันเดียวกัน แม่ของนักเรียนได้โทรศัพท์พูดคุยกับครูผู้สั่งลงโทษ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษดังกล่าว โดยผู้ร้องเรียนระบุว่าครูยินยอมลดจำนวนการคัดลายมือลงภายหลังการพูดคุย . ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักเรียนได้นำงานคัดลายมือไปส่งและปฏิบัติตามคำสั่งเก็บขยะแล้ว . แต่ระหว่างการลงโทษ ครูยังสั่งให้เก็บขยะต่อเนื่องจนกว่าครูจะรับประทานอาหารเสร็จ และต้องนำขยะที่เก็บได้ไปส่งให้ครูตรวจ หากครูไม่อยู่ที่ห้องพักครู นักเรียนจะต้องเก็บขยะต่อไปจนกว่าจะพบครู . ผู้ร้องเรียนระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของน้องสาวอย่างเห็นได้ชัด โดยมีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่ค่อยพูดคุยกับคนในครอบครัว และกังวลว่าจะถูกครูกลั่นแกล้งอีก เช่น การถูกกดคะแนนหรือผลการเรียน . —— #นักเรียนเลว
12
121
101
15,023
Update: อัปเดตกรณีร้องเรียนครูอาชีวะ คุกคามทางเพศ-ใช้ความรุนแรง หลังกระบวนการล่าช้าเป็นปี . 16 มิถุนายน 2569 -- จากกรณีที่ครูรายหนึ่งของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งออกมาช่วยเหลือนักเรียน 3 คน ซึ่งระบุว่า พวกตนถูกครูฝ่ายปกครองละเมิดสิทธิ ทั้งการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย และการคุกคามทางเพศ เช่น ดึงสายเสื้อใน ตรวจร่างกายโดยวิสาสะล้วงจับภายใน หรือแม้กระทั่งการพูดเหยียดเพศ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงปี 2567-2568 และมีผู้เสียหายบางรายเป็นนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ . หลังทราบเรื่อง ครูผู้ร้องเรียนได้พานักเรียนและผู้ปกครองเข้าร้องเรียนต่อผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงยื่นเรื่องต่อหน่วยงานต้นสังกัดและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัย อย่างไรก็ตาม กระบวนการรับเรื่องในช่วงแรกเป็นไปอย่างล่าช้า และผู้เสียหายรู้สึกกังวลว่าจะถูกเพ่งเล็งหรือได้รับผลกระทบจากการออกมาร้องเรียน . ต่อมาในปี 2568 ผู้ร้องเรียนระบุว่า สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เร่งตรวจสอบอย่างจริงจัง ขณะที่ผู้ร้องเรียนและผู้เสียหายพยายามติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกรงว่าปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไขและอาจส่งผลกระทบต่อนักเรียนคนอื่นในอนาคต . สามารถอ่านรายละเอียดข่าวก่อนหน้านี้ได้ที่: facebook.com/share/p/1ExwEti… . อัปเดตล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ครูผู้ร้องเรียนรายดังกล่าวเปิดเผยว่า ภายหลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่พอใจนักเรียนและครูที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารหลายคน รวมถึงตนเองด้วย โดยได้รับแจ้งเหตุผลว่าเป็นการลดความขัดแย้งภายในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม บุคลากรที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่สอนตามปกติ . ผู้ร้องเรียนยังระบุว่า หลังเกิดกระแส ด้านสถานศึกษาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอบนเพจ ซึ่งผู้ปกครองและผู้เสียหายมองว่ามีลักษณะล้อเลียนเหตุการณ์ที่เป็นข่าว และสื่อสารในทำนองว่านักเรียนเป็นฝ่ายสร้างปัญหา ทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจและไม่ประสงค์เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยในเวลาต่อมา . นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนระบุว่า ในช่วงกลางปี 2568 ได้มีการหารือระหว่างผู้บริหาร ผู้เสียหาย ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง แต่บรรยากาศการพูดคุยเน้นไปที่ผลกระทบต่อชื่อเสียงของสถานศึกษาและความกังวลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร มากกว่าการพูดถึงแนวทางเยียวยาผู้เสียหายหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียน . อีกประเด็นที่ผู้ร้องเรียนตั้งข้อสังเกต คือ กระบวนการสอบสวนภายในสถานศึกษาซึ่งดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 โดยคณะกรรมการสอบสวนได้เรียกบุคคลบางส่วนเข้าให้ข้อมูล แต่ไม่ได้เชิญผู้เสียหายหรือผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์โดยตรงเข้าร่วมให้ปากคำ ทั้งที่เป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และได้รับผลกระทบโดยตรง . เมื่อผู้เสียหายสอบถามเหตุผลที่ไม่ได้รับการเรียกเข้าให้ข้อมูล ได้รับคำตอบว่าได้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว และหากต้องการดำเนินเรื่องต่อให้ร้องเรียนผ่านกระทรวงศึกษาธิการเอง ทำให้ผู้เสียหายมองว่ากระบวนการสอบสวนอาจไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร้องทุกข์มีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ . ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 กลุ่มศิษย์เก่าซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวจึงเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง เพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา และกำกับดูแลกระบวนการสอบสวนให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย . —— #นักเรียนเลว
17
17
1,920
Update: นักเรียนร้องครูวิทยาลัยในขอนแก่น ใช้คำหยาบ อ้างถูกปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้านการเรียน . 16 มิถุนายน 2569 -- นักเรียนรายหนึ่งของวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอ.กระนวน จ.ขอนแก่น ร้องเรียนพฤติกรรมครูผู้สอนรายหนึ่ง โดยระบุว่าถูกใช้ถ้อยคำหยาบคาย กล่าวหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมด้านการประเมินผลการเรียน จนรู้สึกว่าครูมีอคติต่อตน . ผู้ร้องเรียนเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2568 ระหว่างเข้าพบครูเพื่อนัดแก้ผลการเรียน โดยอ้างว่าครูใช้ถ้อยคำหยาบคาย เช่น คำว่า "อีสัตว์" พร้อมพูดในลักษณะประชดประชัน ถากถาง และแสดงสีหน้าไม่เหมาะสม เช่น การเบะปากใส่ . ผู้ร้องเรียนระบุว่า ต่อมาในวันเดียวกัน ครูคนดังกล่าวได้เรียกผู้ปกครองเข้าพบ โดยมีคุณยายและพี่สาวเดินทางมาพบแทน ระหว่างการพูดคุย ครูได้กล่าวหาว่าผู้ร้องเรียนมักพูดนินทาครูให้เพื่อนฟัง ซึ่งผู้ร้องเรียนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง . นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังอ้างว่า ก่อนหน้านี้ครูเคยแจ้งข้อมูลต่อผู้ปกครองคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหลายครั้ง เช่น กรณีแจ้งว่าผู้ร้องเรียนไม่เข้าแถวตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งที่ขาดเพียงวันเดียว หรือกรณีแจ้งว่าขาดเรียนหลายคาบ ทั้งที่ขาดเพียงคาบเดียว . ผู้ร้องเรียนระบุเพิ่มเติมว่า ครูคนดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้านักเรียนหลายคนเป็นประจำ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บริหารวิทยาลัยกลับแสดงกิริยาที่แตกต่างออกไป . ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนเรียกร้องให้วิทยาลัยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของครูรายดังกล่าว และดำเนินการตามความเหมาะสม โดยระบุว่าต้องการให้มีบทลงโทษทางวินัยอย่างจริงจัง หรืออย่างน้อยให้ครูแสดงความรับผิดชอบและสำนึกต่อการกระทำที่เกิดขึ้น . —— #นักเรียนเลว
4
8
989
เอไอกำลังจะแย่งงานมนุษย์ —— #นักเรียนเลว
16
27
1,777
เดือนมิถุนายนได้เวียนมาอีกครั้งในปี พ.ศ.2569 นับเป็นปีที่สองที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ แก้กฎหมายจาก “ชายต่อหญิง” สู่ “บุคคลต่อบุคคล” ภาพนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญต่อสังคมไทยว่า สังคมไทยเริ่มมองเห็นและให้การยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบางครั้งเอง เราก็อาจคิดว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศมาก และถือเป็น “สวรรค์” ของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็ก ๆ ใน “สวรรค์” ที่ว่ากลับต้องเผชิญปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ตลอดเวลา และยังไม่ได้รับการแก้ไขเสียที ปัญหาที่ว่าคือเรื่องของกฎทรงผม แม้ว่าในปัจจุบันกฎทรงผมจะไม่ได้มีข้อบัญญัติตามกฎหมายแล้ว เพราะกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ไปแล้ว และได้ปรับให้เป็นตามที่โรงเรียนจะกำหนด แม้ฟังดูเหมือนกับว่ากฎทรงผมจะหายไปจากระบบการศึกษาไทยแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น และกฎทรงผมตามโรงเรียนที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ยังคงมีพื้นฐานมาจากกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ข้อ 4 วรรค 1 ระบุไว้ว่า “นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เกินตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย” และวรรค 2 ระบุว่า “นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย” หากสำรวจกฎทรงผมโรงเรียนในปัจจุบันแล้วก็จะพบว่า มีลักษณะที่สอดรับกับระเบียบกระทรวงฯ เช่น กฎของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏในคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2568 มีใจความโดยสังเขปว่า “นักเรียนชายมัธยมศึกษาตอนต้นให้ไว้ผมรองทรง ด้านบนยาวไม่เกิน 4 เซนติเมตร หรือรองหวีเบอร์ 2 ไม่กันกรอบหน้า หากเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ไว้ผมรองทรง ด้านข้างและด้านหลังสูง 4 เซนติเมตร ด้านบนยาวไม่เกิน 6 เซนติเมตร ไม่กันกรอบหน้า ด้านนักเรียนหญิงจะไว้สั้นหรือยาวก็ได้ หากสั้นให้ยาวเสมอปลายคาง หากไว้ยาวให้รวบให้เรียบร้อย ผูกโบ ไม่ปล่อยผมประหน้า กรณีไว้ผมยาว หากเป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นความยาวต้องไม่เกินขอบล่างปกเสื้อ หากเป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจะต้องยาวไม่เกิน 8 นิ้วจากปกเสื้อ ทั้งนักเรียนชายและหญิงห้ามดัดผมหรือย้อมผม” อนึ่ง ให้กำหนดเสียก่อนว่าในตัวกฎและระเบียบกระทรวงฯ นี้ คำว่า “ชาย” และ “หญิง” ให้หมายถึงเพศกำเนิดของนักเรียน เมื่อกำหนดดังนี้แล้ว เท่ากับว่านักเรียนคนใดมีเพศกำเนิดเป็นเช่นไร ก็กำหนดให้ต้องตัดผมตามที่ระเบียบกำหนดไว้อย่างนั้น จะเห็นได้ว่าตัวบทไม่ได้ให้พื้นที่แก่นักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ หากนักเรียนที่มีเพศกำเนิดเป็นชายแต่มีเพศแสดงออกเป็นหญิงต้องการจะไว้ผมยาว ก็ยังไม่สามารถไว้ได้ ในทางกลับกัน หากนักเรียนที่มีเพศกำเนิดหญิงแต่มีเพศแสดงออกเป็นชายต้องการจะไว้ผมสั้นอย่างชาย ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน กฎทรงผมนี้ได้สร้างความลำบากใจให้กับนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศไม่น้อย เพราะไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่แสดงออกของตนได้อย่างอิสระเสรี แต่กลับต้องอยู่ภายใต้กฎที่เขียนเอาไว้เพียงแค่ “ชาย-หญิง” ตามเพศกำหนดในกฎระเบียบเท่านั้น นอกจากกฎดังกล่าวจะจำกัดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวนักเรียนแล้ว ก็ยังจำกัดการแสดงออกให้อยู่ในกรอบบทบาททางเพศอีกด้วย หากวิเคราะห์ลงไปก็จะพบว่า กฎทรงผมยังคงสะท้อนอุดมการณ์ของสังคมชาย-หญิงสองขั้ว (Gender binary) ให้เห็นอยู่ กล่าวคือ ระบบยังคงมองเห็นเพศว่ามีเพียงชายและหญิงซึ่งกำหนดด้วยเพศกำเนิด และชายและหญิงต่างมีลักษณะที่ต้องปฏิบัติตามแบบแผนของสังคม เท่ากับว่ากฎทรงผมไม่ได้มองเห็นนักเรียนไปมากกว่าสองเพศ คือชายและหญิง และยังคงว่าเพศทั้งสองนั้นคือเพศที่ “ปกติ” ดังนั้น ผู้ที่กฎมองว่า “ไม่ปกติ” ก็ต้องทำตามกฎที่ “ปกติ” เพื่อที่จะเป็น “ปกติ” ในสังคม กฎดังกล่าวจึงมีนัยยะปลูกจิตสำนึกเรื่องอุดมการณ์สังคมชาย-หญิงสองขั้วลงไปในตัวนักเรียน ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการมีตัวตนของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศในระบบการศึกษาไทย น่าตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดระบบการศึกษายังคงยึดถือและส่งต่อค่านิยมที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยเช่นนี้อยู่ แม้ว่าสังคมจะเดินทางไปไกลจากนั้นแล้วก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งเช่นกันที่คำนึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพด้านความหลากหลายทางเพศ และอาศัยอำนาจการยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 เพื่อออกกฎทรงผมให้สอดคล้องกับค่านิยมในยุคใหม่ กล่าวคือ เมื่อไม่มีระเบียบกระทรวงฯ กำหนดกฎทรงผมในภาพใหญ่ โรงเรียนจึงออกกฎให้นักเรียนสามารถไว้ทรงผมตามเพศที่แสดงออกได้ นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับนักเรียนในโรงเรียนนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนดังกล่าวก็ยังถือว่าเป็นส่วนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ภาพใหญ่ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องกฎทรงผมในโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัย สร้างความลำบากใจแก่นักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ และปลูกฝังอุดมการณ์สังคมชาย-หญิงสองขั้วต่อไป แม้กฎกระทรวงฯ จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่มรดกยังคงอยู่ กฎทรงผมในโรงเรียนจำนวนมากยังคงริดรอนสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่เนือง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่หากวิเคราะห์เพิ่มเติมแล้ว กฎทรงผมในปัจจุบันยังคงซ่อนอุดมการณ์สังคมชาย-หญิงสองขั้วอยู่จนน่าตั้งคำถาม เราจะพูดได้อย่างไรว่าประเทศไทยมีเสรีภาพแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือเป็น “สวรรค์” ของคนกลุ่มนี้จริง ในเมื่อนักเรียนใน “สวรรค์” ที่ว่ายังถูกโซ่ตรวนแห่งอุดมการณ์พันธนาการไว้ หากเราจะกล่าวเช่นนั้นได้จริง ก็เห็นควรจะพิจารณากฎข้อนี้ใหม่โดยพิจารณาเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย อันเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนโดยเท่าเทียมกันด้วย written by หิวข้าว —— #นักเรียนเลว #เสรีทรงผม #PrideMonth2026
41
39
3,197
Update: นักเรียนรอซื้อข้าวจนเป็นลม-ต้องเรียนพละออนไลน์ หลังจำนวนเด็กพุ่งทะลุ 6 พันคน ผู้ปกครองห่วงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนแออัด . 12 มิถุนายน 2569 -- นักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในเขตวัฒนา ร้องเรียนปัญหาความแออัดภายในโรงเรียน หลังโรงเรียนเปิดรับนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จนปัจจุบันมีนักเรียนเกือบ 6,000 คน เพิ่มขึ้นราว 2,000 คนจากปี 2567 แต่พื้นที่โรงเรียนมีเพียง 14 ไร่ ส่งผลต่อการเรียนรู้และความเป็นอยู่ของเด็กในโรงเรียน . ผู้ร้องเรียนระบุว่า ทั้งห้องสมุด โรงอาหาร และพื้นที่ส่วนกลางแออัดมาก บางคาบเรียนต้องใช้โรงอาหารเป็นห้องเรียนแทน ขณะที่ช่วงพักกลางวัน เด็กจำนวนมากต้องเบียดเสียดรอซื้ออาหาร จนเพื่อนของผู้ร้องเรียนเคยเป็นลมระหว่างรออาหารและไม่ได้ทานข้าวเที่ยงในวันนั้น . เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ไม่พอ โรงเรียนได้ปรับบางรายวิชาเป็นการเรียนออนไลน์ แม้แต่วิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้น ม.4 ก็ยังมีการเรียนออนไลน์ ให้นักเรียนศึกษาจากเทปบันทึกการสอน (ในตารางสอนระบุเป็น Flipped Classroom) ผู้ร้องเรียนมองว่าวิธีดังกล่าวทำให้คุณภาพการเรียนลดลง และทำให้นักเรียนเสียโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนในห้องเรียน . ขณะเดียวกัน โรงเรียนกำลังก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ร้องเรียนระบุว่าพื้นที่สีเขียวเกือบทั้งหมดของโรงเรียนต้องหายไปจากการก่อสร้างตึกเพิ่ม ทำให้นักเรียนเหลือพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมน้อยลง . ถึงอย่างนั้น นักเรียนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนราว 80,000 บาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่บริการในโรงเรียนกลับไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ เช่น - มีการลดกิจกรรมและเปลี่ยนอุปกรณ์การเรียน เช่น ยกเลิกทัศนศึกษาดูงานนอกโรงเรียน บางวิชายกเลิกการเรียนในห้องคอมพิวเตอร์แล้วไปใช้ห้องเรียนปกติแทน - อาหารกลางวันมีไม่เพียงพอ หรือมีให้ในปริมาณน้อยมาก ทั้งที่จ่ายค่าอาหารเฉลี่ยวันละ 100-200 บาทต่อคน - ไม่มีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม อุปกรณ์ส่งเสริมสุขภาพและกีฬาก็มีไม่เพียงพอ - จ่ายค่าบำรุงสระว่ายน้ำ 500 บาทต่อปี แต่จะเข้าใช้บริการได้ในครั้งแรก ต้องมีเอกสารรับรองการตรวจสุขภาพก่อน - ในบางวิชาเอก ก็มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนไม่เพียงพอสำหรับทุกคน ทั้งที่อุปกรณ์มีราคาเพียง 100-200 บาท นักเรียนต้องจ่ายค่าวิชาเอก 20,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ นักเรียนวิชาเอกนี้ยังต้องจ่ายค่าเข้าค่ายอีก 3,000 บาท ไม่เช่นนั้นจะไม่ผ่านเกณฑ์จบการศึกษา . ก่อนหน้านี้ ปัญหาดังกล่าวเคยถูกนักเรียนวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อปี 2567 แต่นักเรียนถูกโรงเรียนสั่งให้ลบเนื้อหา ขณะที่ผู้ร้องเรียนเองก็เคยยื่นเรื่องต่อกระทรวงศึกษาธิการในปี 2568 แต่เรื่องร้องเรียนกลับถูกยุติในระบบโดยไม่มีคำชี้แจง . ด้านผู้ปกครองมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย โดยบางส่วนกังวลว่าความแออัดและการเรียนออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการทางสังคมของนักเรียนในระยะยาว . —— #นักเรียนเลว
14
217
189
32,614
Update: ครูปกครองบุกห้องเรียน กล้อนผมเด็กจนแหว่ง เย้ยเด็กคงชอบโดนตัดผม . 12 มิถุนายน 2569 -- จากกรณีที่มีการร้องเรียนเมื่อเดือน พ.ค. 69 นักเรียนรายหนึ่งถูกครูใช้กรรไกรตัดผมจนแหว่ง เนื่องจากถูกมองว่าไว้ผมยาว ทั้งที่ไม่เคยได้รับทราบระเบียบทรงผมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยครูจะวัดความยาวผมด้านหน้าและตัดทันทีหากเห็นว่ายาวเลยคิ้ว ล่าสุดยังมีการคุกคามสิทธินักเรียนอย่างต่อเนื่อง . ผู้ร้องเรียนเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 69 ครูฝ่ายปกครองคนหนึ่งได้เข้ามาในห้องเรียนและตัดผมนักเรียนชั้น ม.3 หลายคน แม้นักเรียนเหล่านั้นจะไว้ทรงผมตามเกณฑ์แล้วก็ตาม . ครูใช้กรรไกรตัดผมด้านบนและด้านหน้าจนแหว่ง ครูยังสั่งห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพ และมีพยานรวมถึงกล้องวงจรปิดภายในห้องเรียนบันทึกเหตุการณ์ไว้ [ภาพในข่าวเป็นภาพในเหตุการณ์กรณีก่อนหน้านี้] . หลังการตัดผม ครูยังสั่งให้นักเรียนกวาดเศษผมและนำไปทิ้งเอง นักเรียนรู้สึกอับอายจากเพราะถูกตัดผมจนแหว่ง เสียทรง รู้สึกแย่ต่อการกระทำของครู ทำให้บรรยากาศการเรียนภายในห้องเรียนไม่ปลอดภัย . นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังระบุว่า ระหว่างเกิดเหตุมีครูอีกคนกล่าวว่า “สงสัยคงจะชอบโดนฝ่ายปกครองตัดผมมั้ง” ซึ่งผู้ร้องเรียนมองว่าเป็นการซ้ำเติมความรู้สึกของนักเรียน และยิ่งสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่ผู้ที่กำลังถูกบังคับตัดผมอยู่แล้ว . —— #นักเรียนเลว
29
23
3,231
ผมยาวแล้ว แต่ต้องแต่งบอย มันได้เหรอ? ปี 2026 แล้ว สายด่วนการศึกษา 1579 จะให้คำตอบอะไรเรา ถ้านักเรียน LGBTQIA ต้องการไว้ผมยาว และแต่งกายชุดนักเรียนหญิง มาฟังกัน —— #นักเรียนเลว #เพื่อนฝากถาม #สายด่วน1579 #PrideMonth2026
16
16
3,032
โรงเรียน "ชื่อดัง" มีอยู่ทุกภาค โรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ถ้าเราลองลงไปดูรายละเอียดดี ๆ เราจะเจอว่าหลาย ๆ โรงเรียนในเครือก็มักจะเป็นการเปลี่ยนชื่อมากกว่าการสร้างใหม่ แต่ไม่ว่าจะสร้างใหม่หรือเปลี่ยนชื่อ ปรากฏการณ์เครือข่ายโรงเรียน "ชื่อดัง" นี้ก็แสดงให้เห็นปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาที่พ่อแม่บุตรหลายไม่ไว้วางใจในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนใกล้บ้าน นักเรียนเลวจึงอยากพาทุกคนไปสำรวจปรากฏการณ์นี้กันว่าสถานการณ์เครือข่ายโรงเรียน "ชื่อดัง" เป็นอย่างไร —— #นักเรียนเลว #โรงเรียนชื่อดัง
1
33
51
8,806
เครือ "โรงเรียนดัง" ที่สร้างใหม่เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล หากสังเกตแผนที่จะพบว่าโรงเรียนในเครือโรงเรียนดังที่สร้างใหม่แทบทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในขณะที่โรงเรียนเปลี่ยนชื่อแทบจะอยู่ในภูมิภาคอื่นทั้งหมด ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่าทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์เน้นสร้างโรงเรียนใหม่ในกรุงเทพฯ แต่แค่เปลี่ยนป้ายให้โรงเรียนในภูมิภาคอื่น —— #นักเรียนเลว #โรงเรียนชื่อดัง
1
5
1,068
ทำไมโรงเรียนถึงแห่เปลี่ยนชื่อตามโรงเรียนดัง? เพราะระบบการศึกษาของเราเหลื่อมล้ำสูง โรงเรียนที่มีคุณภาพ (หรือถูกมองว่ามีคุณภาพ) กระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพและปริมณฑล ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและนักเรียนจึงขึ้นอยู่กับ "​ชื่อ" ของโรงเรียนดังต่าง ๆ ว่าสามารถการันตีการศึกษาที่มีคุณภาพได้ กลับกันจึงเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนชื่อตามเพื่ออาศัย "ความศักดิ์สิทธิ์" ของชื่อเหล่านี้เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ทางคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนตนเอง ว่าสามารถให้การศึกษาที่มีคุณภาพได้ทัดเทียมโรงเรียนชื่อดังเหล่านั้น แต่น่าสนใจว่าท้ายที่สุดการเปลี่ยนชื่อตามโรงเรียนดัง พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมได้จริง หรือเป็นเพียงการพยายามเอาใบบัวมาปิดช้างตายทั้งตัว อย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาไทย? —— #นักเรียนเลว #โรงเรียนชื่อดัง
2
6
931
Update: ครูลงโทษเด็กทิ้งขยะ กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนต้องเข้าโรงพยาบาล . 9 มิถุนายน 2569 -- นักเรียนชั้น ป.4 ในอ.สังขะ จ.สุรินทร์ เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังผู้ปกครองระบุว่าถูกครูสั่งลงโทษด้วยการกระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนมีอาการบาดเจ็บที่ขา เดินลำบาก และต้องพักรักษาตัวต่อเนื่องหลายวัน . แม่ของเด็กเล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หลังครูเข้าใจว่าเด็กเป็นผู้ทิ้งขวดน้ำในสนามฟุตบอล จึงเรียกมาพบและสั่งให้กระโดดตบ เด็กเล่าว่าระหว่างทำโทษรู้สึกเหนื่อยมาก และไม่สามารถทำต่อได้ ก่อนจะกลับบ้านโดยไม่ได้บอกผู้ปกครอง . วันถัดมา ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าเด็กเดินผิดปกติและมีอาการปวดน่อง ปวดข้อเท้า อ่อนเพลีย จึงพาเข้ารับการรักษา แพทย์พบภาวะความดันต่ำและปัสสาวะสีเข้ม ก่อนส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า . ครอบครัวระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เด็กยังเดินได้ไม่ปกติและต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่ญาติรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการลงโทษนักเรียนในลักษณะดังกล่าว . แม้ผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูจะเดินทางไปเยี่ยมอาการของเด็กและมอบเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่ครอบครัวปฏิเสธรับเงินและนำไปลงบันทึกประจำวัน พร้อมตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับครูที่ถูกกล่าวหา แม้ครูปฏิเสธ . ด้านตำรวจ สภ.สังขะ รับเรื่องไว้ตรวจสอบแล้ว เนื่องจากคำให้การของครูและนักเรียนยังไม่ตรงกัน โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ประสานศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก . —— #นักเรียนเลว
4
28
18
3,393
เปิดเทอมใหม่นี้ นักเรียนเลวจะพาทุกคนมาทบทวนระเบียบทรงผมของประเทศไทยอีกครั้ง ว่าสรุปแล้ว “นักเรียนมีเสรีทรงผมหรือไม่” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ยกเลิกระเบียบทรงผมเป็นที่แล้วเสร็จ แต่ถึงกระนั้นนักเรียนหลาย ๆ คนก็ยังถูกคุณครูกำชับว่าให้ตัดผมให้เรียบร้อย ความยาวต้องไม่เกินเท่านี้บ้างเท่านั้นบ้าง ถ้าไม่ทำตามก็อาจถูกตัดคะแนนความประพฤติได้ ทั้ง ๆ ที่ยกเลิกกฎกระทรวงไปแล้ว โรงเรียนมีอำนาจอันชอบธรรมใดถึงสามารถกำหนดระเบียบทรงผมได้? อำนาจอันชอบธรรมในการกำหนดทรงผมนั้น กระทรวงศึกษาฯ ได้ส่งไม้ต่อให้โรงเรียนผ่าน “แนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและนักศึกษาของสถานศึกษา” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 ใจความสำคัญของเอกสารชิ้นนี้ คือ โรงเรียนสามารถกำหนดระเบียบทรงผมได้ตามความเหมาะสม และหากนักเรียนไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว คุณครูหรือบุคลากรสามารถปรับปรุงพฤติกรรมหรือลงโทษได้อย่างเหมาะ โดยไม่ให้กระทบสิทธิ เสรีภาพในร่างกายของนักเรียนโดยตรง เมื่อพิจารณาดูแล้ว เอกสารดังกล่าวมีความย้อนแย้งในตัวเองอยู่พอสมควร ที่ระบุว่า “ทั้งนี้ ไม่ควรดำเนินการใด ๆ ในลักษณะที่อาจกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพในร่างกายอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของนักเรียนและนักศึกษาโดยตรง” แต่การที่โรงเรียนมีสิทธิกำหนดระเบียบทรงผม มีสิทธิลงโทษนักเรียนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ และมีสิทธิเหนือร่างกายและเสรีภาพของนักเรียน อำนาจนี้ที่สถานศึกษามี กำลังขัดแย้งกับข้อความที่กระทรวงศึกษาฯ ระบุมาอยู่หรือเปล่า? หากต้องการตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของผู้เรียนจริง ๆ ระเบียบทรงผมยังควรมีอยู่จริงหรือ? โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ทิ้งไว้ข้างต้นว่า “นักเรียนมีเสรีทรงผมหรือยัง” นั่นก็คือ “ไม่” นั่นเอง เพราะโรงเรียนยังมีสิทธิ์กำหนดระเบียบทรงผมอยู่ (เหมือนเดิม) —— #นักเรียนเลว #เสรีทรงผม
3
19
23
3,002
Update: ผู้ปกครองท้วง รร. ใช้อำนาจกฎหมายใด บังคับตัดผม-ขู่หักคะแนนเด็ก ด้าน รร. อ้างผู้ปกครองเซ็น MoU แล้ว . 4 มิถุนายน 2569 -- ผู้ปกครองรายหนึ่งร้องเรียนกรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเพชรบูรณ์ ตรวจระเบียบทรงผมนักเรียนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยลูกชายของตนถูกแจ้งว่าไม่ผ่านการตรวจ แม้ทรงผมจะอยู่ในสภาพเรียบร้อย . ตามคำบอกเล่าของผู้ร้องเรียน ครูสั่งให้นักเรียนตัดผมด้านบนเบอร์ 4 และด้านข้างเบอร์ 2 หากไม่ตัดให้สั้นตามที่กำหนด จะถูกพาไปตัดผมที่ร้านโดยมีค่าใช้จ่าย 50 บาท และถูกหักคะแนนความประพฤติ โดยครูอ้างว่าเป็นไปตามบันทึกข้อตกลง (MoU) ที่ผู้ปกครองลงนามไว้ในที่ประชุมผู้ปกครองช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา . ผู้ร้องเรียนระบุว่า ลูกชายมาขอให้พาไปตัดผมตามที่ครูสั่ง เพราะไม่ต้องการถูกหักคะแนนความประพฤติ พร้อมเล่าว่าลูกมีอาการเสียใจจนร้องไห้เมื่อพูดถึงเรื่องดังกล่าว . ภายหลัง ผู้ร้องเรียนได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนทางโทรศัพท์ ซึ่งยืนยันว่า หากนักเรียนไม่ไว้ทรงผมตามที่โรงเรียนกำหนด จะต้องถูกพาไปตัดผมโดยเสียค่าใช้จ่าย 50 บาท และถูกหักคะแนนความประพฤติ . ต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน ผู้ร้องเรียนได้ติดต่อสายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 เพื่อสอบถามถึงแนวปฏิบัติดังกล่าว โดยได้รับคำชี้แจงว่า สามารถดำเนินการได้หากเป็นไปตามข้อตกลงร่วมระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง แต่เป็นจริงนักเรียนไม่ได้รับทราบด้วย . ผู้ร้องเรียนตั้งข้อสังเกตว่า นักเรียนไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือแสดงความเห็นต่อข้อตกลงดังกล่าว และต้องการทราบว่าโรงเรียนมีอำนาจตามกฎหมายในการบังคับตัดผม เรียกเก็บค่าใช้จ่าย และหักคะแนนความประพฤติในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ . —— #นักเรียนเลว
2
10
15
3,805
Update: นักเรียนกว่า 94% เคยใช้ AI ช่วยเรียน ใช้สรุปบทเรียน-ค้นข้อมูลทำรายงาน . 3 มิถุนายน 2569 -- ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) สำรวจนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและ ปวช. จำนวน 1,777 คน พบว่า นักเรียน 1,675 คน หรือ 94.26% เคยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยในการเรียน ขณะที่มีเพียง 102 คน หรือ 5.74% ที่ไม่เคยใช้ . การใช้งาน AI ที่พบบ่อยที่สุดคือ การสรุปเนื้อหา รองลงมาคือการค้นข้อมูลทำรายงาน การแปลภาษา และการช่วยคิดไอเดียโครงงาน นอกจากนี้ยังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งใช้ AI ตรวจงานก่อนส่งครู ช่วยตอบการบ้าน และทำงานนำเสนอ . ผลสำรวจยังพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลจาก AI ทุกครั้ง โดย 52.9% ระบุว่าตรวจสอบเพียงบางครั้ง ขณะที่ 43.4% ตรวจสอบทุกครั้ง และ 3.7% ไม่เคยตรวจสอบความถูกต้องเลย . วิชาที่นักเรียนใช้ AI มากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ รองลงมาคือภาษาต่างประเทศ และวิทยาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่งพา AI ในวิชาที่ต้องใช้ความแม่นยำหรือทักษะด้านภาษา . ในด้านนโยบายของโรงเรียน นักเรียน 76.2% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้ในบางวิชา มีเพียง 2.64% ที่ครูห้ามใช้โดยเด็ดขาด . อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการนำ AI ไปใช้ทำงานส่งครู พบว่า 49.52% เคยใช้ AI แต่ไม่เคยถูกครูจับได้ ขณะที่ 26.51% เคยถูกจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่ง และ 23.97% ระบุว่าไม่เคยใช้ AI ทำงานส่งเลย . —— #นักเรียนเลว
1
5
17
4,206
Update: รัฐบาลเตรียมปรับวิชาประวัติศาสตร์ ให้เด็กเรียนรู้บทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ . 2 มิถุนายน 2569 -- ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจพัฒนาการของชาติไทยและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น . ศ.ยศชนัน ระบุว่า การเรียนประวัติศาสตร์รูปแบบใหม่จะลดการท่องจำ และเน้นการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจที่มาของประเทศ รวมถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง . “ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ” ยศชนัน กล่าว . นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะปรับการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและภาษาไทยควบคู่กันไป โดยเน้นการสร้างระเบียบวินัย จิตสาธารณะ และทักษะการคิดวิเคราะห์ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านพิพิธภัณฑ์ ชุมชน และสื่อดิจิทัลมากขึ้น . —— #นักเรียนเลว
18
32
35
157,504
Update: รร. กลับมาบังคับชุดลูกเสือเต็มยศ หลังเคยผ่อนปรนแล้วเห็นว่า "ไม่ค่อยมีความเป็นระเบียบ" ด้านครูเชื่อ เด็กมีเงินพร้อมจ่าย . 2 มิถุนายน 2569 -- ผู้ปกครองนักเรียน ป.4 รายหนึ่งโวย กรณีโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในภาคใต้ กลับมาบังคับให้เด็กแต่งชุดลูกเสือเต็มยศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป หลัง เคยอนุโลมให้สวมเพียงหมวกและผ้าผูกคอ . ผู้ร้องเรียนระบุว่า ครูวิชาลูกเสือแจ้งเรื่องดังกล่าวผ่านกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง พร้อมให้เหตุผลว่าในช่วงที่อนุโลมการแต่งกาย นักเรียน “ไม่ค่อยมีความเป็นระเบียบ” โดยโรงเรียนจะออกหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง . หลังทราบข้อมูล ผู้ร้องเรียนได้แสดงความเห็นคัดค้านในกลุ่มไลน์ พร้อมอ้างอิงแนวปฏิบัติของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติที่อนุโลมให้แต่งเครื่องแบบลูกเสือแบบลำลองได้ แต่ครูยังยืนยันว่าโรงเรียนจะกลับมาใช้การแต่งชุดเต็มยศ . ผู้ร้องเรียนมองว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครอง ขณะที่ครูตอบว่า “โรงเรียนนี้เป็นเด็กมีเงิน พร้อมจ่าย” . เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ผู้ร้องเรียนได้รับข้อมูลว่า ครูได้อธิบายให้นักเรียนเห็นว่า การแต่งชุดลูกเสือเต็มยศนั้นมีเกียรติและวินัย ขนาดโรงเรียนอื่นที่อนุโลมการแต่งกายก็ยังมีคนเลือกแต่งชุดเต็มยศ และระบุว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดลูกเสือไม่ได้สูงขนาดนั้น . ปัจจุบัน ผู้ร้องเรียนกำลังรวบรวมรายชื่อผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงระเบียบดังกล่าว เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการบริหารโรงเรียน อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามครูว่าสามารถดำเนินการร้องเรียนในช่องทางดังกล่าวได้หรือไม่ กลับไม่ได้รับคำตอบ . —— #นักเรียนเลว
5
63
41
8,097