Joined September 2009
2,755 Photos and videos
[ #สว. เสียงข้างมากตีตกญัตติเลื่อนให้ความเห็นชอบ ‘เลขาฯ กฤษฎีกา - ศาลปกครองสูงสุด’ ชี้ต้องทำไปตามระบบราชการ ] . เมื่อสักครู่นี้ผมได้เสนอญัตติด้วยวาจาขอให้เลื่อนการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด ออกไปก่อนเพื่อรอฟังผลคดีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา . โดยผมให้เหตุผลว่าขณะนี้คดีที่ กกต. ดำเนินการพิจารณา สว. กว่า 130 ท่านกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต. ใหญ่สุดท้ายและคาดว่าจะได้คำตอบภายในเดือนสิงหาคมนี้ จึงเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบเลขาธิการกฤษฎีกาและคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด . ซึ่งการชะลอนี้ไม่ได้ทำให้อำนาจของ สว. เสียไป หากแต่ภายในเดือนสิงหาคมนี้มีความชัดเจนจาก กกต. ทาง สว. ก็ยังสามารถกลับมาพิจารณาให้ความเห็นชอบได้อยู่ดี แต่หาก สว. ยังดึงดันให้ความเห็นชอบในห้วงเวลานี้จะส่งผลเสีย 2 ทาง ทางหนึ่งคือจะเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยแก่สังคม อีกทางหากไม่เห็นชอบก็จะไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเสนอชื่อ . ทั้งนี้หลังจากผมเสนอญัตติมีสมาชิกวุฒิสภาหลายรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับญัตติของผม โดยส่วนใหญ่ชี้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความของวุฒิสภา หากแต่เป็นเรื่องการเลื่อนไหลตามระบบราชการ และทั้งเลขาธิการกฤษฎีกาและตุลาการศาลปกครองสูงสุดก็ไม่ได้มีกระบวนการคัดเลือกจากการรับสมัคร . เมื่อมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าไม่ควรเลื่อนการพิจารณาดังนั้นที่ประชุมจึงต้องลงมติ โดยที่ประชุมได้ลงมติไม่เห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 18 เสียง ไม่เห็นด้วย 142 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง . อนึ่ง แม้ที่ผ่านมากรณีไม่ใช่องค์กรอิสระ สว. ชุดปัจจุบันจะให้ความเห็นชอบทั้งหมด ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด 1 คน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 1 คน และอัยการสูงสุด 1 คน แต่สำหรับองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี สว. ชุดปัจจุบันไม่เห็นชอบไปแล้ว 9 คน ทั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คน กกต. 1 คน ผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน ป.ป.ช. 2 คน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2 คน เป็นต้น
19
21
740
พรุ่งนี้ #สว เตรียมให้ความเห็นชอบเลขาฯกฤษฎีกา(นพดล เภรีฤกษ์) 9 ตลก.ศาลปค.สูงสุด ตั้งกมธ.สอบประวัติฯ 1ว่าที่อัยการสูงสุด
1
13
20
447
เลขาฯกฤษฎีกา และ 9 ตุลาการศาลปค.สูงสุด
3
3
166
20.55 น #เฟสล่ม ไม่ได้คิดไปคนเดียว
1
1,041
[ ถอดรหัส “คำแนะนำ ปธ. ศาลฎีกา” ในวันที่ผู้มีอำนาจยังเดินหน้า “ฟ้องปิดปาก” ประชาชน ] . เมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2569) เพจสำนักข่าว The Isaan Record ได้จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “คดีฟ้องปิดปาก: ศึกษาคำแนะนำประธานศาลฎีกา” โดยมีผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ดำเนินรายการโดย หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record . [ การฟ้องปิดปากสื่อมวลชนกับการทำให้ผู้ส่งสารเงียบเสียง ] . โกวิทเปิดเผยว่าตอนที่หทัยรัตน์ได้รับหมายศาลก่อนตนก็เป็นห่วง เนื่องจากการโดนคดีความไม่ใช่เรื่องสนุกและเป็นภาระหลายประการไม่ใช่แค่เรื่องการพิสูจน์และต่อสู้คดี หากกระบวนการยุติธรรมไว้ใจได้และมีมาตรฐานก็จะไม่ค่อยกังวล แต่คดีฟ้องปิดปากมักต้องต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานจนบั่นทอนกำลังใจที่เคยมีในช่วงต้น เมื่อทราบว่าถอนฟ้องหทัยรัตน์ไปแล้วก็โล่งใจขึ้นเพราะจะได้มุ่งมั่นกับการทำงานมากขึ้น . แต่หลังจากนั้นสัปดาห์หนึ่งหมายศาลก็ส่งถึงมือตน แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าน่าจะโดนฟ้องทั้งคู่ในฐานะบรรณาธิการสื่อก็ตาม การโดนคดีความทำให้การทำงานสื่อสารมวลชนยากขึ้นเพราะต้องต่อสู้คดี ยิ่งองค์กรขนาดเล็กอย่าง The Isaan Record การต้องให้คนอื่น ๆ ในองค์กร มาช่วยต่อสู้คดีก็ยิ่งทำให้งานลำบากยิ่งขึ้น แต่ตนไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด แต่ปัญหาคือเมื่อตนโดนหมายศาล เพื่อนร่วมวิชาชีพกลับรู้สึกเดือดร้อนด้วยน้อยมาก ใช้เวลาหลายวันกว่าจะออกมาเคลื่อนไหว ช่วงแรก ๆ แทบไม่มีใครทำอะไรเลย สมาคมวิชาชีพก็เงียบมาก คดีของหทัยรัตน์มีการเอาไปคุยในวงประชุมแต่ไม่มีแถลงการณ์ ส่วนคดีของตนไม่มีเลย แม้การเคลื่อนไหวจะช่วยได้ไม่มากนักแต่ก็เป็นการแสดงจุดยืน เราทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่สมาคมอยากสนับสนุนผ่านการจัดอบรม สถาบันการศึกษาก็สอน แต่ก็เป็นเพียงในห้องเรียนเท่านั้น เมื่อเกิดเรื่องจริงก็เงียบกริบ . การเคลื่อนไหวเพิ่งเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เคลื่อนไหวซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ก่อนพิพากษา 1 วันทนายก็ประเมินให้เบาใจ เมื่อพิพากษายกฟ้องแล้วไม่ถือว่าเป็นโชคดีของตนแต่ควรเป็นบรรทัดฐานให้ไม่รับฟ้องหรือยกฟ้องโดยเร็วต่อไป แม้ศาลจะยกฟ้องตนในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่วันต่อมาคือวันที่ 9 มิถุนายนศาลก็กลับฟ้องอรนุช ผลภิญโญ นักสิทธิมนุษยชนที่ไปช่วยแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่า จึงทำให้ไม่แน่ใจในบรรทัดฐานของศาล . เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนตน หากคดีเช่นนี้หยุดนักข่าวให้หงอหรือเป๋ได้ก็ยุ่งแล้ว ไม่ควรให้ฟ้องปิดปากได้ตั้งแต่ต้น เมื่อโดนเข้าไปก็ทำลายเสรีภาพในการพูด ทำให้นักข่าวไม่กล้าทำข่าวเชิงลบ นักสิทธิมนุษยชนไม่กล้าวิจารณ์ ทนายไม่กล้าตั้งคำถาม นักการเมืองไม่กล้าอภิปราย สังคมจะพ่ายแพ้ แม้ตนจะไม่กลัวแต่แม่ตนก็กลัวมาก เรื่องนี้ส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย . [ประสบการณ์และคดีความของนักวิชาการอิสระ] . ด้านสฤณีระบุว่าทั้งชีวิตตนโดนฟ้องเป็นจำเลยมา 4 คดี ซึ่งไม่ได้กระทบกับตนมากเพราะคิดว่าตนไม่ผิด แต่คนรอบตัวก็กังวล คดีแรกคือละเมิดอำนาจศาล โดยมีหมายศาลจากศาลฎีกามาส่งที่บ้านทำให้แม่ตกใจมาก เมื่อคดีแรกแรงแล้วคดีต่อ ๆ มาเป็นคดีหมิ่นประมาทก็ดูจะเบาลงมา ส่วนคดีที่กัลฟ์ฟ้องก็มีการไกล่เกลี่ยและเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลในแบบที่ตนยอมรับได้เพราะไม่ถึงกับขาดอิสรภาพในการวิจารณ์ . สำหรับอีก 2 คดีล่าสุดเกี่ยวกับ “มหากาพย์นายหน้า” เริ่มจากการขู่ฟ้องก่อนโดย Ben Smith และวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง โดยไปฟ้องที่ศาลอาญาธนบุรีซึ่งไกลจากบ้านตน ซึ่งคนฟ้องอ้างว่ามากินกาแฟที่นี่แล้วอ่านเจอ ปัจจุบัน Ben Smith ได้ถอนฟ้องไปแล้ว ก่อนหน้านี้ตนก็ได้คุยกับทนายว่าจะใช้ ม.161/1 ส่วนคดีของวรภัคเพิ่งรับฟ้องไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพื่อนของตนก็สงสัยว่าคำแนะนำประธานศาลฎีกาไม่มีผลหรือ โดยตนถูกฟ้องทั้งฟ้องหมิ่นประมาทและ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งโจทก์อ้างว่าข้อกล่าวหาของตนทำให้ รมช. คลังเสียหายจนต้องลาออก ถือเป็นการทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เข้าข่ายกฎหมายนี้ . [อ่านรายงานทั้งหมดที่นี่ facebook.com/share/p/18mxCD4… ]

9
19
791
pulony ยังเข้าได้ปกติ แม้วานนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ กอ.รมน.จ่าย 2.1 แสนแก่ 2 นักปกป้อสิทธิ เหตุคุมเว็บนี้ทำ IO โจมตีใส่ร้ายคุกคาม
2
70
77
2,663
วันก่อนผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์คุณวีย์ผ่านรายการ Daily Post ถึง คืออิทธิพลของ สว. และทิศทางการเมืองไทย โดยเฉพาะกับประเด็นที่มีการพูดถึง "ระบอบสีน้ำเงิน" . ประเด็น รมช.DE ต่อว่า รองประธานวุฒิสภา จนต้องกล่าวขอโทษ . จากการตั้งกระทู้ถามสดของ สว. นันทนา ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE เรื่อง AI Passport แต่ทางรัฐมนตรีไม่ได้มาตอบเองและส่งรัฐมนตรีช่วย (คุณแนน) มาแทน จนเกิดการปะทะคารมและใช้คำเสียดสีกันในสภา แต่จุดที่น่าสนใจทางการเมืองคือ ท่าทีของรองประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมตอนนั้น กลับใช้วิธี "กราบขอโทษ" รัฐมนตรีช่วยแทนที่จะใช้ข้อบังคับสภาตามปกติ (เช่น การสั่งให้ถอนคำพูด) จริงอยู่ที่คำว่า "กราบขอโทษ" มักเป็นคำติดปากรองประธานท่านนี้ ถ้าลองไปย้อนดูแกมักใช้คำนี้ แต่เลี่ยงไม่ได้ที่ภาพออกมาจะกลายเป็นฝ่ายรัฐมนตรีมาข่มประธานและวุฒิสภา ทำให้สังคมยิ่งตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงและจุดยืนของสภากับพรรคการเมืองใหญ่ . ประเด็น สว.เสียงส่วนใหญ่ หรือหลายคนนิยามว่าน้ำเงินนี้ ถือเป็นด่านหินสุดขั้วในการแก้รัฐธรรมนูญ . เมื่อพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุว่าต้องอาศัยเสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 (ประมาณ 67 เสียง จาก 200 เสียง) ซึ่งดูเหมือนเป็นเสียงข้างน้อย แต่ในความเป็นจริง วุฒิสภาชุดนี้มีกลุ่มก้อนเสียงข้างมากที่โหวตไปในทิศทางเดียวกันอย่างเหนียวแน่นถึง 140-160 เสียง ดังนั้น เสียงข้างน้อยใน สว. (ที่มีไม่ถึง 50 คน แถมใน 50 คนนี้ก็ใช่ว่าความคิดเรื่องรัฐธรรมนูญจะเหมือนกัน มีตั้งแต่สนับสนุนแก้เต็มที่ จนถึงคัดค้านแก้ไขเต็มที่เช่นกัน) จึงไม่มีพลังพอที่จะต่อรองใดๆ ได้เลย หากกลุ่ม "สว.กลุ่มใหญ่" ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใด ประเด็นนั้นก็จะไม่มีทางผ่านสภาไปได้ กลไกนี้จึงเป็นการรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่มีการแบ่งโควต้าหรือการปกป้องเสียงข้องน้อยเหมือนในฝั่ง สส. . ประเด็น อำนาจชี้ชะตาองค์กรอิสระ และผลประโยชน์ทับซ้อน . ต้องขีดเส้นใต้เลยว่า สว. มีอำนาจสำคัญในการ "ให้ความเห็นชอบ" บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น กกต., ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ) โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียงแค่ 101 เสียงเท่านั้น จุดที่น่ากังวลที่สุดคือเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ปัจจุบัน กกต. มี 7 ท่าน โดย 4 ท่านได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไปแล้ว ในขณะเดียวกัน กกต. ชุดนี้ก็กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน (ที่มีข้อครหาว่าได้มาโดยมิชอบหรือไม่) การให้ความเห็นชอบคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือวินิจฉัยถูกผิด ไม่ต่างอะไรกับการเลือกกรรมการมาตัดสินตัวเอง เรื่องนี้จึงถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์เนื่องจากความทับซ้อนในบทบาทดังกล่าว . องคาพยพทางการเมืองเชิงสถาบันต่างๆ ดูเหมือนจะสท้อนภาพ "ระบอบสีน้ำเงิน" เป็นอย่างดีที่ดูจะเอื้ออำนวยและเปิดทางสะดวกให้กับเครือข่ายอำนาจนั้น หากรวบไว้หมด เวลาผลงานออกมาดี ถูกใจคนทุกกลุ่ม บริหารความคาดหวังได้ดีคุณก็ได้หน้า แต่หากเกิดความผิดพลาด รัฐบาลจะต้องรับแรงกระแทกกลับไปพลัสๆ แน่นอน และการรวบอำนาจก็มักเป็นอย่างหลังด้วย . ทางออกที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่ควรมองว่าการคัดค้านจากฝ่ายค้านหรือ สว. เสียงข้างน้อยเป็น "ภัยคุกคาม" เพราะการท้วงติงเหล่านั้นจะช่วยปิดจุดบอดและทำให้การบริหารประเทศรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน youtu.be/YirSnNcFB6A?si=OHM_…
4
11
670
2 วันนี้ ผมเห็นคนพูดเรื่องที่ว่า สว.จะยื่นสอบจริยธรรม อ.นันทนา ผมก็สงสัยว่า เอ่ เขาไปเอาข่าวมากจากไหน เห็นมีการพูดแถมไปวิเคราะห์กันไปไกล ปรากฏว่าผมไปเจอสื่ออย่างน้อย 3 หัว ที่พาดหัวว่า "สว.จ่อยื่นสอบ" ก็คิดว่าน่าจะมาจากตรงนี้แน่ๆ แต่พอไปดูเนื้อข่าว จุดน่าสังเกตคือ ข่าวอ้างเพียง "แหล่งข่าวจากสว." นี่คือไม่ระบุตัวด้วย แถมแหล่งข่าวที่ว่าก็พูดเชิงวิเคราะห์ว่า "มีโอกาสที่สว. 'บางคน' 'จะยื่น' จะเห็นว่าน้ำหนังของความเป็นไปได้มูฟนี้ห่างจากคำว่า "จ่อ" มาก นอกจากเป็นเพียงการวิเคราะห์ของแหล่งข่าวแล้ว ยังใช้คำว่า บางคน แถมยังใช้ว่า จะยื่น ไม่ใช่ ยื่น . ดังนั้นผมอยากให้พิจารณาข่าวอย่างระมัดระวังหน่อยครับ ยิ่งข่าวที่มันเข้ากับสมตฐานในใจเรายิ่งต้องเอ๊ะให้มากขึ้น ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันมี สว. ที่รู้สึกไม่พอใจไหม เท่าที่ผมเห็นและได้ยินมา มีไม่พอใจแน่ แต่ถึงกับไปยื่นร้องจริยธรรมขนาดที่เอาไปพาดหัวหรือวิเคราะห์กันไปไกลไหม ผมยังไม่เห็น ณ ตอนนี้นะครับ . ส่วน อ.นันทนา แกเคยโดนสว.ยื่นสอบจริยธรรม ก็ตอบว่าโดนครับ จากกรณีที่มีคนร้องว่าหมิ่นอาชีพ สว.อีกคนหนึ่ง (ซึ่งผมมองอย่างไรก็ไม่ถึงกับดูหมิ่น ) ซึ่ง สว.ก็มีมติส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ไปแล้ว คนละกรณีกับเรื่องนี้ . ไม่ได้จะมีดีเฟนให้ใคร แต่ถ้าเราจะวิเคราะห์ไปต่อ มันควรจะยืนบนข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักกันหน่อย ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นเราตั้งหุ่นฟางขึ้นมาเอง แล้วก็ไล่ทุบไล่ตีมัน ปรากฏว่าคนขโมยข้าวบินหนีไปไกลแล้ว
14
16
640
[ เมื่อ IO โดยรัฐถูกเปิดโปงกลางศาล เมื่อภาษีที่ถูกหารกลับมาทำลายประชาชนเอง ] . ในโลกปัจจุบันคำว่า “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ไอโอ” (IO) กลายเป็นคำที่ได้ยินกันจนชินหู หลายคนตั้งคำถามมาตลอดว่าสิ่งที่เรียกกันว่าไอโอนี้ แท้จริงแล้วคือเครื่องมือรักษาความมั่นคงหรือเป็นเพียงเครื่องมือที่หน่วยงานรัฐใช้โจมตีและกลั่นแกล้งประชาชนที่มีความเห็นต่างกันแน่ . เรื่องราวนี้กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อ “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters ถูกกลุ่มบัญชีอวตารบนโลกออนไลน์รุมถล่มและคุกคามอย่างหนัก เพียงเพราะทำหน้าที่ตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับเหตุการณ์ลอบยิง สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ จนนำไปสู่การร้องเรียนให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาตรวจสอบขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง . ที่ผ่านมาเมื่อมีประเด็นที่มีการพูดถึงเรื่องไอโอ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ส่วนกลาง มักจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งเสมอ โดยยืนยันว่าหน่วยงานไม่มีนโยบายทำไอโอเพื่อบิดเบือนข้อมูลหรือสร้างความเกลียดชัง สิ่งที่ทำมีเพียงแค่การประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อเตือนภัยประชาชนตามกรอบของกฎหมายเท่านั้น . แต่คำปฏิเสธนั้นเริ่มฟังไม่ขึ้นเมื่อเรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพราะตัวแทนจาก กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เข้าชี้แจงและยอมรับกลางที่ประชุมเป็นครั้งแรกว่าในอดีตเคยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในลักษณะไอโออยู่จริง แม้จะพยายามอ้างว่าปัจจุบันไม่ได้ทำแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยมีรายงานผลการตรวจสอบชี้ชัดตั้งแต่ปลายปี 2568 แล้วว่าปฏิบัติการไอโอและการทำบัญชีเฝ้าระวังประชาชนของหน่วยงานความมั่นคงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน . ในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในชั้นศาล เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีที่ อังคณา นีละไพจิตร และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยศาลชี้ชัดว่าเว็บไซต์ไอโอชื่อดังในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ชอบโพสต์โจมตีผู้เห็นต่างนั้น อยู่ภายใต้การควบคุมของ กอ.รมน. จริง พร้อมสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ลบข้อมูลทั้งหมดและจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองคน คำพิพากษานี้จึงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนข้อกล่าวหาให้กลายเป็นความจริงที่รัฐไทยไม่อาจดิ้นหลุด . อีกมุมหนึ่งในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยสารพัดข้อมูลข่าวสารและความขัดแย้ง เราจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกและไม่เหมารวมว่าความเห็นของคนที่เข้ามาต่อว่าหรือเห็นต่างจากคนในสังคมทุกคนจะต้องเป็นไอโอของรัฐไปเสียหมด เพราะในสังคมประชาธิปไตยย่อมมีประชาชนจริง ๆ ที่มีความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งพวกเขามีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความไม่เห็นด้วย ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดกฎหมายหรือคุกคามคนอื่น แต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงและศาลได้ตัดสินความผิดนั้นคือไอโอจัดตั้งที่ใช้งบประมาณและกลไกของรัฐสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาเพื่อจงใจบิดเบือนข้อมูลและด้อยค่าประชาชนอย่างเป็นระบบ . ความจริงที่เจ็บปวดของเรื่องนี้คือเงินชดเชยค่าเสียหายที่ศาลสั่งให้รัฐจ่าย รวมถึงเงินที่นำไปใช้สร้างระบบไอโอมาตลอดหลายปีล้วนมาจากเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น กลับกลายเป็นว่าประชาชนต้องทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษี แล้วรัฐก็นำเงินนั้นไปสร้างไอโอมาโจมตีประชาชนอีกที พอประชาชนฟ้องชนะคดี รัฐก็ต้องเอาเงินภาษีอีกก้อนไปจ่ายเป็นค่าปรับ ขณะที่เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาที่สั่งการกลับไม่ต้องรับผิดชอบหรือควักเงินตัวเองเลยแม้แต่บาทเดียว . แม้เศษเสี้ยวหนึ่งของขบวนไอโอจะถูกเปิดโปงแล้วในชั้นศาล แต่สิ่งที่สังคมต้องช่วยกันขับเคลื่อนต่อจากนี้คือการเรียกร้องให้รัฐใช้กฎหมายฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาคืนให้แผ่นดิน และต้องช่วยกันตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพเพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้เป็นอาวุธกลับมาทำร้ายประชาชนด้วยกันเองอีก . นอกจากจะพูดถึงการเท่าทันสื่อแล้ว เราเองในฐานะประชาชนก็ควรเท่าทันปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจนถึงการโฆษณาชวนเชื่อจนกระทั่งกลอมเกล่าทางสังคม สร้างเรื่องเล่าที่เป็นอันหนึ่งเดียว ไม่เปิดให้มีกระบวนการตั้งคำถามหรือคิดเชิงวิพากษ์ในเรื่องเล่านั้น ๆ ด้วย
2
24
32
1,124
ซิงเกิ้ลใหม่เก็ตสึโนวาหรือไง เวทีรับฟังความคิดเห็น ที่ไม่อยากรับฟังความคิดเห็น
1
18
21
723
จะมีเหตุผลอะไรที่ กกต.ต้องส่งกฤษฎีกา ตีความอำนาจกก.ประเมิน ถ้า 'น้าแสวง' ผ่านการประเมิน
2
11
23
722
บัส เทวฤทธิ์ retweeted
11 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 10:20 น. ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีไอโอของสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยศาลแพ่งพิพากษาแก้ให้สำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล กอ.รมน. จำเลยที่หนึ่ง ลบข้อความและนำภาพถ่ายออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด (1)
2
326
235
50,553
วิปวุฒิ ให้โควต้า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ 1 ที่นั่งเตรียมนั่งใน กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ที่นั่งที่เหลือให้ 20 กมธ.สามัญฯจับฉลาก
2
4
4
529
เราแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราไปพร้อมจัดทำใหม่ทั้งฉบับได้ เช่น ประเด็นอำนาจ/ที่มา สว. คืนกลไกถอดถอนองค์กรอิสระ ฯลฯ อย่างนี่หลังก็ทำประชามติไปพร้อมกับประชามติที่จะถึงนี้เลย ไหนๆล่าชื่อแล้ว แถมแก้รายมาตราพ่วงเลย
8
8
359
ตั้งแต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ปี 66 เปลี่ยนจากถ้วนหน้า มาเป็นรายได้น้อย ตอนนี้ก็บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มเงื่อนไขกรองอีกเพียบ เราย้อนกลับไประบบสังคมสงเคราะห์แทนการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า
1
17
21
558
[ขอคลังทบทวนเกณฑ์ '#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ' หวั่นเพิ่มเงื่อนไขสกัดคนรวย แต่สะเทือนคนจนตัวจริง] . วานนี้ (9 มิถุนายน 2569) ผมได้ปรึกษาหารือผ่านประธานวุฒิสภา ส่งต่อไปยังคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิ์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปัจจุบัน . แม้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังยกเลิกเกณฑ์ที่นำเรื่องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของบุตรมาเป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม พบว่ายังมีหลักเกณฑ์อื่นๆ ในรอบนี้ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจนส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยอย่างกว้างขวาง . โดยประเด็นแรกคือ การเพิ่มเกณฑ์ตัดสิทธิ์กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งในการกลั่นกรองรอบก่อนหน้านี้คนกลุ่มนี้ไม่เคยถูกตัดสิทธิ์ แม้เกณฑ์อายุจะกำหนดไว้ที่ 18 ปีขึ้นไปทำให้กลุ่มนักเรียนได้รับผลกระทบน้อย แต่กลุ่มนักศึกษา โดยเฉพาะระดับ ปวส. นักศึกษา กศน. หรือผู้ที่เรียนนอกระบบการศึกษากลับมีจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งผมมองว่ารายได้และการช่วยเหลือไม่ควรมองแค่ตัวบุคคล แต่ควรมองในลักษณะครอบครัว การที่ลูกนักศึกษาได้รับสิทธิ์นี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวยากจนได้เป็นอย่างดี . นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์ใหม่เรื่องการกำหนดให้ผู้ที่มีหนี้สินเกิน 100,000 บาท จะถูกตัดสิทธิ์ทันที ซึ่งนายเทวฤทธิ์เห็นว่าเกณฑ์นี้อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงในสังคม เพราะคนที่มีหนี้สินเกินแสนบาทไม่ได้แปลว่าเขามีศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือมีกำลังในการแข่งขันเสมอไป แต่ในทางกลับกัน หลายคนโดยเฉพาะในภาคการเกษตรต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน หรือประสบปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ จนทำให้มีหนี้สินท่วมตัว การนำเกณฑ์หนี้สินมาตัดสิทธิ์จึงเป็นการซ้ำเติมผู้ที่กำลังเดือดร้อน ยังไม่รวมถึงเกณฑ์เดิมที่จำกัดการถือครองที่ดินทำกินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ หรือที่ดินนอกภาคการเกษตรไม่เกิน 1 ไร่ ซึ่งในความเป็นจริง การมีที่ดินในจำนวนดังกล่าวไม่ได้การันตีว่าบุคคลนั้นเป็นคนรวย และผู้ถือครองหลายคนยังคงเป็นผู้ยากไร้ . ท้ายที่สุดผมเข้าใจและเห็นด้วยกับความพยายามของภาครัฐในการพุ่งเป้าหรือล็อคเป้าหมายเพื่อให้งบประมาณสวัสดิการไปถึงคนจนอย่างตรงจุด แต่การเพิ่มเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจกลายเป็นดาบสองคม ที่แม้จะช่วยสกัดกั้นคนรวยไม่ให้เข้ามาสวมสิทธิ์ได้จำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจทำให้รัฐต้องสูญเสียและตัดสิทธิ์คนจนตัวจริงไปเป็นจำนวนมหาศาล จึงขอฝากผ่านประธานวุฒิสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เร่งทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือของรัฐสามารถครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนกลุ่มที่ควรจะได้รับสิทธิ์อย่างแท้จริง #บัตรคนจน
8
8
654
กรณีคุณฐิติเชฏฐ์ ที่ยังเป็น กกต.อยู่ สว.ยังไม่เห็นชอบคนมาแทนนั้น อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไว้แต่แรกว่า ไม่ควรวิเคราะห์คนที่ สว.ให้ความเห็นชอบเท่านั้น แต่ให้ดูคนที่ยังไม่มีคนมาแทนด้วย
1
2
7
394
[ Conforall ยื่นสภาฯ เร่งล่า 5 หมื่นชื่อดันร่าง รธน. ฉบับประชาชน ชูเลือกตั้ง สสร. 100% ลั่นกลไกต้องยึดโยงประชาชน ตัดวงจรผูกขาดขั้วอำนาจใหญ่ ] . วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญหรือ Conforall เข้ายื่นหนังสือแสดงเจตจำนงต่อรัฐสภาเพื่อริเริ่มกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยมีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง พร้อมด้วยนันทนา นันทวโรภาส สุนทร พฤกษพิพัฒน์ และเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เป็นตัวแทนร่วมรับหนังสือ . ทางเครือข่ายฯ ระบุถึงเจตนารมณ์ในการยื่นร่างครั้งนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นมรดกทางกฎหมายที่จัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยทั้งในแง่ที่มาและเนื้อหา มีลักษณะลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเอื้ออำนวยอำนาจให้แก่สถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ในการเข้ามาแทรกแซง ยับยั้ง หรือขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตย . ผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ออกมาใช้สิทธิถึง 36.8 ล้านเสียง และมีฉันทามติเห็นชอบท่วมท้นถึง 21.6 ล้านเสียง ตอบรับคำถามที่ว่าควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่เด็ดขาดแล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการกติกาชุดใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง . สำหรับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยการเพิ่ม "หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด 100% ภายใต้หลักความหลากหลายและการมีส่วนร่วม โดยยึดหลักคิดสำคัญ 4 ข้อ หรือ "4D" ประกอบด้วย . D-Democracy (หลักความเป็นประชาธิปไตย): มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ มีความรับผิดชอบในการรับฟังเสียงสะท้อนของสังคม D-Diversity and Inclusive (หลักความหลากหลายและความครอบคลุม): เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่ม ทุกเพศสภาพ เพศวิถี เชื้อชาติ อายุ และประสบการณ์ภูมิหลัง ได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการ D-Deliberate (การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ): สร้างบรรยากาศการถกเถียงอย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความคิดเห็นประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดรับฟังเป็นพิธี D-Delivery (ความมีประสิทธิภาพ): เพื่อไม่ให้กระบวนการจัดทำเนิ่นนาน ล่าช้า หรือล้มเหลว จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์โลก . ในการนำหลักการ "4D" ไปปฏิบัติจริง ทางกลุ่มได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 3 ช่วงเริ่มจาก "ช่วงต้นน้ำ" ที่กำหนดให้ สสร. ทั้งหมด 300 คนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขต (ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) จำนวน 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงพื้นที่ และ สสร. แบบบัญชีรายชื่อ (ระบบสัดส่วน) อีก 150 คน เพื่อให้ได้ตัวแทนเชิงประเด็น นโยบาย อุดมการณ์ หรือกลุ่มประชากรที่หลากหลาย . ถัดมาคือ "ช่วงกลางน้ำ" สสร. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสารจากประชาชนมาวางเป็นกรอบการรวบรวมและยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน (มาจาก สสร. 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 10 คน) พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมซักถามและกำกับดูแลอย่างครอบคลุม . และสุดท้าย "ช่วงปลายน้ำ" สสร. จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย ก่อนจะส่งต่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติในด่านสุดท้ายเพื่อยืนยันอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ . ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายฯ แถลงเน้นย้ำว่าเหตุผลที่ภาคประชาชนจำเป็นต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เนื่องมาจากร่างแก้ไขที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มการเมืองขั้วอำนาจเดิมนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เพราะไม่มีคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนเลือก สสร. แต่เป็นเพียงกระบวนการลากตั้งหรือ "จิ้มเลือก" ที่ผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองสายสีน้ำเงิน ทั้งยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องความโปร่งใสในการเลือกตั้งว่าไม่สิทธิ์ที่จะมาขัดขวางเจตจำนงของประชาชน หากรัฐสภายังดันทุรังให้อำนาจกลุ่มการเมืองเหล่านี้ผูกขาด ทางเครือข่ายจะรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกัน "โหวตโน" ในทุกช่องทาง . ทั้งนี้ทางกลุ่มมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อให้มากกว่า 50,000 รายชื่อได้ภายในเวลา 1 เดือนเพื่อให้ทันต่อการบรรจุระเบียบวาระเร่งรัดของฝั่งรัฐบาล . (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม facebook.com/share/p/17bqh2b… )
12
16
504
วันก่อนผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์คุณแอน กุลธิดา เพื่อวิเคราะห์ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.256 ของกลุ่ม สว. เสียงข้างน้อย โดยมีประเด็นชวนพิจารณาดังนี้ครับ . 1. โมเดล "แยกคนร่าง" กับ "คนฟังเสียง" ออกจากกัน . เพื่อแก้โจทย์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง" ร่างฉบับนี้จึงออกแบบองค์กรขึ้นมาใหม่ 2 ชุด ทำงานคู่ขนานกัน ประกอบด้วย . A. สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน 200 คน มาจากการ "เลือกตั้งโดยตรง" แบ่งเป็นตัวแทนระดับจังหวัด 100 คน และระดับประเทศ (บัญชีรายชื่อ) อีก 100 คน ย้ำว่าสภานี้ไม่ได้ทำหน้าที่ 'จรดปากการ่างรัฐธรรมนูญโดยตรง' แต่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)" ในการเปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชน สร้างฉันทามติ และมีอำนาจ "รับรองร่างสุดท้าย" ก่อนไปทำประชามติ . B. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ โดยให้รัฐสภาเป็นผู้โหวตเลือก ทำหน้าที่เป็น "ช่างเทคนิค" นำความต้องการของประชาชนจากสภาการมีส่วนร่วมฯ มาจรดปากกาเขียนเป็นมาตราต่างๆ โดยมีกรอบเวลาทำงานทั้งสิ้น 360 วัน . 2. เมื่อเทียบกับร่างของพรรคภูมิใจไทย คือ การตัดเงื่อนไขอำนาจ สว. . ร่างของพรรคภูมิใจไทย กำหนดให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญก่อนไปทำประชามติต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 4 (ประมาณ 50 เสียง โดยข้อเท็จจริงขณะนี้ก็คือเสียงข้างมากของ สว.นั่นเอง เพราะข้างน้อยไม่ถึง 50 คน) เปรียบเสมือนให้อำนาจออก "ตั๋วผ่านทาง" แก่ สว. (เสียงข้างมาก) ทำให้คนร่างต้องเกรงใจและจัดวางเนื้อหาที่เอื้อต่อ สว. เป็นหลัก (เสมือนเอา สว. ตัวตึงๆ มาวางไว้กลางห้องร่างกฎหมาย) ซึ่งอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "รัฐธรรมนูญปกสีน้ำเงิน" . ขณะที่ ร่างของ สว. เสียงข้างน้อย จึงให้ "สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน" เป็นผู้โหวตชี้ขาดร่างสุดท้ายแทน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของผู้เล่นในสภาเดิม . 3. แม้ผมจะยืนยันว่า ประชามติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าต้องร่างใหม่ทั้งหมด ตราบเท่าที่ไม่ไปแก้ระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐ เพราะต้องไม่ลืมว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ก็เป็นการร่างในรัฐธรรมนูญ 60 ดังนั้นมี ม.255 ที่กำกับเรื่องที่ห้ามแก้ไขอยู่ แต่เพื่อลดความหวาดระแวงของฝั่งอนุรักษ์นิยมร่างของ สว.กลุ่มนี้จึงวางไว้ว่า ให้นำหมวด 1 และ 2 ของรัฐธรรมนูญ 60 มาใส่ไว้เลย นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่เป็นหลักการสำคัญต้องบัญญํติ เช่น การกระจายอำนาจ เป็นต้น . 4. ความท้าทาย 140 เสียง เพราตาม รัฐธรรมนูญ ม.256(1) นั้น หากมี สว. เข้าร่วมลงชื่อ มันไม่ใช่แค่ 100 รายชื่อในการรับรองร่างนี้ แต่ต้องเป็น 1 ใน 5 (140 เสียง จาก 700 เสียง) ของรัฐสภา โดยขณะนี้กำลังประสานเพื่อพูดคุยกับพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ และที่สำคัญ สว. ด้วยกัน แม้ไม่ได้รายชื่อ แต่ร่างนี้ก็เป็นเครื่องมือในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ . ผมยังตั้งข้อสังเกตถึงพรรคเพื่อไทยที่ยอมถอยและถอนชื่อจากร่างของตนเอง โดยอ้างว่ากลัวขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ทั้งที่ในเดือนตุลาคม 2568 พรรคร่วมรัฐบาลรวมถึงภูมิใจไทยก็เคยโหวตรับหลักการร่างที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันนี้มาแล้ว และที่สำคัญครั้งนั้นขาดเสียง สว. ไปเพียง 6 เสียง คือได้เสียง สว.ถึง 60 กว่าเสียงไปแล้ว ทั้งที่คำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่งออกมาเดือนเดียวเท่านั้นเอง . 5. แผนสำรอง (Plan B) หากร่างตกสภา แน่นอนว่าเราต้องการได้เกิน 140 เสียง เพื่อให้ได้เสนอร่างนี้เข้าไป และระหว่างทางเราจะได้สื่อสารพูดคุยกับเพื่อสมาชิก แต่หากสุดท้ายไม่ถึง 140 ชื่อ ก็คงต้องแปลงเป็นคำ "แปรญัตติ" เสนอต่อไป . อีกประเด็นที่สำคัญหากการแก้ทั้งฉบับไปต่อไม่ได้จริงๆ สิ่งที่ต้องยืนหยัดแก้แบบ "รายมาตรา" ให้ได้ คือ "ที่มาของ สว. (มาตรา 107)" ที่มีปัญหาอย่างชัดเจน รวมถึงกลไกการตรวจสอบองค์กรอิสระ จริงๆ ประเด็นหลังนี้หากแก้ก็ต้องทำประชามติ ก็น่าจะทำไปพร้อมกับประชามติครั้งที่สองนี้ไปเลยก็ได้ youtube.com/watch?v=HtOJcTtW…
3
12
748