[หยุดงบฯ สัมมนา-พาคนเที่ยว แล้วเอามาลงทุนกับห้องสมุดและหนังสือ]
ในภาพคือผลประกอบการของผมจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งได้มีโอกาสแวะไปซื้ิอหามาเมื่อวานนี้ เดินชมงานเข้าเพียง 3 บูธ ราวชั่วโมงครึ่งได้หนังสือมาดังที่เห็นแล้วต้องร้องบอกตัวเองว่าพอก่อน จากนั้นจึงนั่งหารือกับมิตรสหายท่านหนึ่งราว 3 ชั่วโมง ก่อนแยกย้ายพร้อมกับไอเดียหลายๆ อย่างพรั่งพรู
หลายคนบอกว่าหนังสือทุกวันนี้แพง!, ผมเห็นด้วยเพราะจำนวนในการจัดพิมพ์แต่ละปกมันลดลง แต่ต้นทุนส่วนใหญ่ที่ใช้มันยังเท่าเดิม (นักเขียน-นักแปล เท่าเดิมแน่ๆ ทั้งๆที่ควรจะได้เพิ่ม สายส่งอันนี้มากสุดและไม่แน่ว่าวิกฤตน้ำมันแพงแบบนี้เผลอๆ อาจขอเพิ่มอีกซึ่งตอนี้ก็จะแตะ 50 % แล้ว)
สำนักพิมพ์ก็เลยต้องตั้งราคาสูง คนที่สามารถเข้าถึงหนังสือด้วยการซื้อเป็นเจ้าของเองจึงมีน้อย ขณะที่จะให้คนอื่นๆ ที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของแต่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ ก็ไม่ค่อยเห็นหน่วยงานรัฐ กระทรวง กรม กอง หรือแม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนทำเรื่องทำนองนี้
ตัดงบฯ สัมมนา, ตัดงบฯ พาคนไปเที่ยว, ตัดงบฯ โครงการไม่เกิดประโยชน์ เอามาลงทุนกับการสร้างห้องสมุดดีๆ ซื้อหนังสือดีๆ เข้าห้องสมุด เอาแค่เฉพาะ อปท. ทั่วประเทศ 7,000 กว่าแห่ง ลงทุนกับโรงเรียนในสังกัดของตัวเองอย่างละแห่ง แค่นี้ก็ช่วยสำนักพิมพ์ได้เยอะแล้ว
แล้วถ้า “รัฐบาล” เอาด้วยล่ะ? เข้ามาดูเรื่องอุตสาหกรรมหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ทำแบบสักแต่ว่าทำๆ ไปให้จบๆ ในลักษณะของกระทรวงเกรดบี โดยรัฐมนตรีโควต้ามุ้ง
ผมเห็นด้วยกับญัตติของ Napat Jittapinankanta - ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ที่ขอให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังสือ และสร้างวัฒนธรรมการอ่านเพื่อคุณภาพชีวิตประชากร