อ่านข่าวเกมเพิ่มเติมที่ : gamingdose.com

Joined November 2013
6,370 Photos and videos
สุขสงบแบบยืนเม้มปากกดแพรี่
1
104
210
7,422
🔱 เรามี God of War ถึง 3 เกมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ย้อนไปเมื่อ 16 ปีก่อนตอนที่ God of War III (2010) วางจำหน่าย แฟรนไชส์เทพแห่งสงครามก็ถูกแช่แข็งไปอย่างยาวนานหลายปี จนแฟนเกมหลายคนคิดว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นการกลับมาของ Kratos ในโลกของวิดีโอเกมอีกแล้ว แต่หลังจากผ่านไป 6 ปีเต็ม ผลงานเกม God of War ภาคใหม่ก็ได้เปิดตัวแบบสุดเซอร์ไพรส์ในงาน E3 2016… ถึงขั้นที่คนดูตะโกนกันลั่นสนั่นฮอลล์ จนกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ในตำนานที่เกมเมอร์ยังคงจดจำกันได้ดี ท้ายที่สุด God of War ภาคเทพปกรณัมนอร์สก็ได้วางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 เมษายน ปี 2018 และสามารถคว้ารางวัล Game of the Year ไปครองได้สำเร็จ ส่วนภาคต่ออย่าง Ragnarök ก็มาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องในปี 2022… และล่าสุดนี้ God of War Laufey ก็เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมายความว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้มีเกมในแฟรนไชส์ God of War ให้เล่นถึง 3 เกมเลยทีเดียว เพราะงั้น แฟนเกม God of War ก็คงสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า “WE ARE SO BACK!” #GamingDose #GodofWar
8
23
887
🗡️ สรุปรายละเอียดแรกของ God of War Laufey เซอร์ไพรส์ปิดท้ายงาน State of Play รอบนี้ คือ "God of War Laufey" เกมภาคใหม่แบบเป็นทางการของแฟรนไชส์ God of War ซึ่งพร้อมกันกับการเปิดตัว ก็มีข้อมูลรายละเอียดชุดแรกออกมาแล้วจากทาง Sony - ภาคนี้ทีมงาน Santa Monica Studio นับให้เป็นภาคหลักภาคใหม่ของแฟรนไชส์ God of War โดยคราวนี้ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น "Faye" (หรือชื่อเต็ม Laufey) ผู้เป็นภรรยาของ Kratos และแม่ของ Atreus - เรื่องราวจะดำเนินคาบเกี่ยวกันกับเกม God of War (2018) โดยในช่วงหลังพิธีเผาศพของ Faye, เธอจะตื่นขึ้นมาใหม่ใน "Everywhen" โลกหลังความตายซึ่งมีทั้งเทพเจ้าและสัตว์จากตำนานต่าง ๆ มารวมอยู่ด้วยกัน - จากใน Trailer, เทพเจ้าที่ยืนยันแล้วว่าจะปรากฏตัวในภาคนี้ คือ "Begtse" เทพแห่งสงครามในศาสนาพุทธแบบทิเบต และ "Sekhmet" เทพีสงครามของอียิปต์ - เมื่อเธอรู้ว่าชีวิตของ Kratos และ Atreus กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง จึงตัดสินใจต่อสู้ฝ่าฟันใน Everywhen ด้วยความหวังที่จะหาทางกลับบ้าน และเธอไม่ได้ผจญภัยเพียงลำพัง เพราะมีก้อนลูกบาศก์ลึกลับ "Phranque" กับริบบิ้นต้องมนต์อย่าง "Rue" ร่วมเดินทางไปด้วย - ตัว Faye จะใช้อาวุธดาบ กับพลังหัตถ์ทองคำแห่ง Jötnar ซึ่งสามารถโจมตีให้วิญญาณศัตรูหลุดออกจากร่างได้ จากนั้นก็จะสามารถโจมตีที่วิญญาณได้โดยตรง หรือผลักไปกระแทกกับศัตรูตัวอื่น ๆ - และสามารถเคลื่อนที่ไปมาระหว่างพื้นดินและบนอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว - Faye รับบทโดย Deborah Ann Woll (จากซีรีส์ Daredevil), Phranque รับบทโดย Jack Quaid (จากซีรีส์ The Boys) และ Rue รับบทโดย Perlina Lau - ชื่อ Laufey ของเธอ แม้จะเขียนเหมือนกันกับชื่อศิลปิน Laufey (ที่เพิ่งมาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเราเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน) แต่สำหรับในเกมนี้ อ่านว่า "เลา-เฟย์" ตรง ๆ ได้เลย - ตัวเกมจะวางจำหน่ายบน PlayStation 5 โดยยังไม่ระบุกรอบเวลาที่แน่นอน #GamingDose #GodOfWarLaufey
25
23
1,646
🔴 ‘ดูสดพร้อมกัน’ ต้อนรับสัปดาห์งานเกม! กลับมาอีกครั้งกับสัปดาห์แห่งการ ‘ดูสดพร้อมกัน’ กับทีมงานปีศาจที่ไม่มีคำว่านอน โดยเวทีโชว์เกมประจำปี 2026 นี้เป็นคิวของสามงานใหญ่ระดับบิ๊กเบิ้ม เริ่มต้นด้วย State of Play ของทาง PlayStation ที่นำทัพมาด้วย Marvel's Wolverine และเกมใหญ่ ๆ จากค่ายฟ้าอีกมากมาย ต่อกันด้วย Summer Game Fest งานใหญ่ประจำกลางปีที่ขนเอาไฮไลท์เด็ดๆ มาให้เฮกัน และปิดท้ายสัปดาห์ด้วย Xbox Games Showcase ที่ค่ายเขียวจะขนเอาเกมในเครือมาโชว์กันเน้น ๆ 📍 ใครอยากมีเพื่อนมานั่งดูด้วยกันสด ๆ ก็ปักหมุดในปฏิทินและตั้งแจ้งเตือนเอาไว้ได้เลย ปีนี้มันส์แน่นอน!
18
20
1,572
⚖️ ที่มาและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกระแสคลิปเทียบ RDR2 ในวันที่ 26 ตุลาคมของปีนี้ ผลงานเกม Red Dead Redemption 2 ก็จะมีอายุครบ 8 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือหนึ่งในผลงานเกมที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของผู้เล่นเสมอมา ด้วยความยอดเยี่ยมด้านการเขียนบท รูปแบบการนำเสนอ งานภาพอันยอดเยี่ยม และตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างละเมียดละไม โดยเฉพาะในส่วนของตัวเอกอย่าง Arthur Morgan… วิดีโอเกมชิ้นนี้จึงน่าจดจำและเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนเล่นได้เยอะมาก แต่นอกเหนือจากความยอดเยี่ยมที่กล่าวมา อีกหนึ่งสิ่งที่ RDR2 เป็นที่รู้จักดีมากก็คือ “ความล้ำของกราฟิก” และ “ความสมจริงของโลกในเกม” ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่มานี้ ความล้ำของเกมนี้ก็ได้เข้าไปพัวพันเกี่ยวเนื่องกับดราม่ามากมาย เมื่อยูทูปเบอร์และชาวเน็ตจำนวนหนึ่งมักหยิบ RDR2 ไปเปรียบเทียบกับเกมอื่นกันเป็นประจำ จนเกิดกระแสโต้กลับว่า จะขยันหยิบเกมนี้มาเทียบอะไรนักหนา ทั้งยังมีดราม่ายิบย่อยเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วยหลายเรื่อง ผู้เขียนจึงขอพาทุกคนมาย้อนดูไทม์ไลน์ของเรื่องราวทั้งหมด พร้อมกับแสดงทัศนะถึงเรื่องนี้ให้ทุกคนได้อ่านกัน 🔹 ที่มาของคลิปแนวเปรียบเทียบกราฟิกและความสมจริง คลิปวิดีโอที่หยิบเกมมาเปรียบเทียบกันในแง่กราฟิกนั้น หาใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และถือเป็นวิดีโอที่โผล่มาให้เห็นใน YouTube ตั้งแต่ช่วงต้นของยุค 2010s แล้ว แต่คอนเทนต์ประเภทนี้ในช่วงเมื่อก่อนมักจะออกมาในลักษณะของการเปรียบเทียบวิดีโอเกมใน แฟรนไชส์เดียวกันหรือค่ายเดียวกัน ไม่ก็เกมที่เป็นคู่แข่งกันเป็นหลัก เช่น หยิบกราฟิกเกมภาคเก่ากับภาคใหม่มาเทียบ, หยิบ Red Dead Redemption ภาคแรกมาเทียบกับ GTA IV, หยิบกราฟิกเกม FIFA มาเทียบกับ PES, หรือหยิบกราฟิก Call of Duty มาเทียบกับ Battlefield เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ที่เกม Cyberpunk 2077 ปล่อยออกมา หลายคนน่าจะจำกันได้ว่าผลงานเกมนี้ของ CD Projekt Red ไม่ได้ออกมาตรงตามที่ผู้คนคาดหวังไว้เท่าไหร่ในเชิงคุณภาพ ท้ายที่สุดก็มียูทูปเบอร์ช่องหนึ่งที่ชื่อว่า ENXGMA ได้ทำคลิปเปรียบเทียบกราฟิก ระบบฟิสิกส์ และความสมจริงของ Red Dead Redemption 2 กับ Cyberpunk 2077 ออกมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021 และนี่ก็คือ “น้ำผึ้งหยดแรกและหยดเดียว” ที่จะนำไปสู่มหากาพย์ระดับพหุจักรวาลทั้งหมด 🔹  อิมแพคคลิปเทียบ RDR2 กับ Cyberpunk 2077 ของช่อง ENXGMA ENXGMA ได้ตั้งชื่อคลิปของวิดีโอนี้ใน YouTube ว่า “RDR2 obliterates Cyberpunk 2077” หรือแปลเป็นไทยก็คือ “RDR2 บดขยี้ Cyberpunk 2077” โดยเจตนาที่เขาทำคลิปนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า Cyberpunk 2077 น่าผิดหวังแค่ไหนในเชิงของคุณภาพหลายด้านที่ทำออกมาไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งการหยิบเกม RDR2 มาเป็นตัวเทียบก็เพื่อชี้ให้เห็นจุดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะทั้งสองเกมก็ล้วนเป็นเกม AAA ทุนหลัก 300 ล้านดอลลาร์ขึ้นทั้งคู่ ใช้เวลาพัฒนาหลายต่อหลายปีเหมือนกัน และยังเป็นเกม Open-World ที่มี “ความล้ำ” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบด้านการนำเสนอเหมือน ๆ กัน หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกปล่อยออกมาไม่กี่วัน ยอดวิวคลิปนี้ก็พุ่งสูงเร็วมาก และสามารถแตะยอดหลักล้านวิวได้ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ซึ่งปัจจุบัน คลิปนี้มียอดวิว 5.2 ล้านวิว และถือเป็นคลิปที่หยิบ RDR2 มาเปรียบเทียบกับเกมอื่น ที่มียอดวิวสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ใน YouTube แน่นอนว่าพอคลิปนี้เป็นกระแส เราก็เริ่มจะเห็นคลิปที่หยิบ RDR2 ออกมาเทียบกับเกมอื่น ๆ เยอะมาก 🔹 เมื่อ RDR2 ถูกหยิบไปเทียบกับเกมใหม่มากมาย แม้จุดเริ่มต้นของคลิปแนวนี้จะมาจากคลิปที่ ENXGMA วิพากษ์วิจารณ์คุณภาพของ Cyberpunk 2077 แต่นับแต่นั้นเป็นต้นมา คลิปที่หยิบเกม AAA “ภาพล้ำ” กับ RDR2 มาเปรียบเทียบความสมจริงในแต่ละจุดก็มีให้เห็นจนชินตา โดยเกมที่ถูกหยิบมาเทียบก็มีทั้ง The Last of Us Part II, Ghost of Tsushima, Ghost of Yotei, Assassin’s Creed ภาคใหม่ ๆ, Death Stranding 2 และเกมอื่นอีกมากมาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้คลิปเปรียบเทียบเหล่านี้จะถูกทำขึ้นมาเพื่อให้คนดูอย่างเราได้สนุกกับการเห็นรายละเอียดเจ๋ง ๆ และความแตกต่างในแต่ละจุดระหว่างสองเกม แต่คลิปแนวนี้ก็ได้กลายมาเป็น “เครื่องมือ” ที่เกมเมอร์บางกลุ่มหยิบ RDR2 มาใช้ถากถางเกมอื่นที่ไม่ได้มีกราฟิกล้ำและมีรายละเอียดโลกที่สมจริงเท่า ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็ได้นำไปสู่ปัญหาของเรื่องนี้ (ต่อ)
1
4
8
1,030
🔹 ผลกระทบของการหยิบ “ความสมจริง” มาใช้ข่มกัน อย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนหน้า คลิปแนวเทียบกราฟิกกับความสมจริงมันไม่ได้มีปัญหา (problematic) ในตัวของมันเอง แต่จุดที่ทำให้เกิดประเด็นดราม่าก็คือการที่มีเกมเมอร์บางส่วน ได้หยิบความล้ำของเกม RDR2 ที่ปรากฏอยู่ในคลิปประเภทนี้มาใช้ตัดสินและดูถูกเกมอื่น ๆ ที่ไม่ได้ล้ำเท่าว่าเป็นเกมที่ “ไม่มีคุณภาพ” หรือ “น่าผิดหวัง” ซึ่งการตัดสินตัวเกมด้วยมุมมองลักษณะนี้ก็มีความลักลั่นในหลายจุดมาก อย่างแรกคือกราฟิกและความล้ำของโลกในเกมเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบองค์ประกอบของหนึ่งวิดีโอเกมเท่านั้น ซึ่งการที่เกม ๆ หนึ่งไม่ได้ล้ำในจุดนี้เท่ากับ RDR2 ไม่ได้หมายความว่าเกมนั้นจะเป็นเกมที่ “ไม่มีคุณภาพ”  อย่างที่สองคือไม่ใช่ทุกเกม AAA จะเลือกนำเสนอกราฟิกและความเป็นไปของโลกในเกมแบบสมจริง (realistic) สุดกู่เหมือนกับ RDR2 หรือ The Last of Us Part II กับ Death Stranding 2… ท้ายที่สุด ผลงานเกมแต่ละชิ้นงานล้วนมีทิศทางของงานศิลป์และดีไซน์ของโลกในเกม ที่แตกต่างและตื้นลึกหนาบางตามทิศทางที่พวกเขาอยากนำเสนอ  อย่างที่สามคือ RDR2 เป็นเกม AAA ที่มีงบประมาณในการสร้างถึง 370 ถึง 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลย ซึ่งเป็นตัวเลขงบประมาณที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเกม AAA โดยทั่วไปในตลาดถึง 3-4 เท่าตัว มากไปกว่านั้น เกมนี้ยังมีกรอบเวลาในการสร้างนานถึง 8 ปีเต็ม เพราะฉะนั้น การหยิบเกมที่มีงบการสร้างและเวลาในการผลิตที่สูงเสียดฟ้าอย่าง RDR2 มาใช้เป็นเทียบกับเกม AAA อื่น ๆ หรือเกมสเกลต่ำลงมา ก็ย่อมมีความผิดฝาผิดตัวอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการเอาองค์ประกอบด้านกราฟิกและความล้ำของโลกในเกมเพียงอย่างเดียวมาใช้ตัดสินเกมอื่นก็ยิ่งแล้วใหญ่ 🔹 ความชุลมุนเมื่อมีคนบางกลุ่มหยิบเกมอื่นมาดูถูก RDR2 เพื่อโต้ตอบ โพสต์โซเชี่ยลที่หยิบคลิปเทียบ RDR2 ไปใช้เป็นเครื่องมือในการถากถางเกมอื่นนั้นสามารถพบเห็นได้เป็นประจำอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะใน Facebook, YouTube, Twitter (X) หรือแม้กระทั่งในเว็บกระทู้ของชาวโลกอย่าง Reddit ก็มีให้พบเห็นบ่อยไม่ต่างกัน ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างตรงประเด็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของพฤติกรรมดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้ทวีคูณความอลหม่านขึ้นไปอีก เนื่องจากมีคนบางกลุ่มเลือกที่จะตอบโต้ด้วยวิธีการหยิบเกมอื่น ๆ  มาใช้ในการดูถูก RDR2 ซึ่งนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาเช่นกัน เพราะการหยิบเกมที่ตัวเองชอบมาใช้กด RDR2 เพื่อตอบโต้กระแสดังกล่าว ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่แฟนเกม RDR2 บางกลุ่มหยิบเกมนี้มาใช้ดูถูกเกมอื่นเช่นกัน 🔹 เรารักและเชิดชูเกมที่ชอบได้โดยไม่ต้องดูถูกเกมอื่น สิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ใช่การมีอยู่ของคลิปเทียบสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเรื่องของพฤติกรรมคนบางกลุ่มในสังคมโลกอินเทอร์เน็ต ที่หยิบยกเกมที่ตัวเองชอบมาใช้ดูถูกเกมอื่นเสียมากกว่า อย่างในเคสของดราม่าทั้งหมดนี้ เราก็ได้เห็นทั้งคนที่หยิบ RDR2 มาใช้กดเกมอื่น และในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นคนที่หยิบเกมที่ตัวเองชอบมาใช้กด RDR2 เพื่อตอบโต้เช่นกัน ซึ่งการแสดงความเห็นและตอบโต้กันในลักษณะ “เกมฉันดีกว่าเกมเธอ” นั้นไม่ได้นำพาไปสู่สิ่งดี ๆ เลย  วิดีโอเกมคือหนึ่งในงานศิลปะประเภทหนึ่งที่มีแรงดึงดูดและความแนบแน่นกับจิตใจของคนเล่นมาก เพราะงั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอวิดีโอเกมที่โดนเส้นและเป็นมาสเตอร์พีซ “สำหรับเรา”... เราก็ย่อมเชิดชูและคลั่งไคล้ในผลงานเกมชิ้นนั้นเป็นธรรมดา แต่อย่าลืมว่าความชอบและรสนิยมเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมาก แม้เราหลายคนจะมีไม้บรรทัดเกี่ยวกับ “คุณสมบัติของเกมที่ดี” ที่ใกล้เคียงในบางจุด แต่ท้ายที่สุด เรื่องความชอบก็ยังเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอยู่วันยังค่ำ เกมหนึ่งเกมสามารถมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ซึ่งเรามีสิทธิ์ทุกประการที่จะรู้สึกชอบและไม่ชอบเกมนั้น ๆ หลังจากที่ได้เล่นมัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพึงระลึกไว้คือ เราสามารถเชิดชูและเชยชมเกมที่เราชอบได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องหยิบยกเกมอื่นมาดูถูก ที่สำคัญคือเราต้องเคารพความคิดเห็นและความชอบของผู้อื่นด้วยเช่นกัน หากเราทุกคนเข้าใจในจุดนี้ เราก็จะได้มีพื้นที่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและไม่ toxic เกี่ยวกับเรื่องเกม รวมไปถึงเรื่องภาพยนตร์ ซีรี่ส์ และวรรณกรรมได้ แม้มันอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในสังคมอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนพร้อมจะเปิดสกิลอัลติเมตใส่คนแปลกหน้าอยู่ตลอด แต่หากเราทำได้ พื้นที่แห่งการเม้าท์มอยแลกเปลี่ยนก็คงจะกว้างใหญ่ขึ้นอยู่ไม่น้อยเลย (จบ)
381
WE ARE SO BACK!
6
10
817
🚶‍♂️‍➡️ ว่าด้วยศาสตร์และศิลป์ของเกม Walking Sim ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงแรกเริ่มของ “วิดีโอเกม” แล้วไปบอกว่าในอนาคตจะมีเกมช็องหนึ่งที่แทบไม่มีระบบต่อสู้ ไม่มีคะแนน ไม่มีบอสให้ปราบ ไม่มีเงื่อนไขแพ้ชนะ แต่เป็นเกมที่ออกแบบมาให้ “เดิน” อยู่ในโลกเสมือนจริง พร้อมสำรวจเรื่องราวเงียบ ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของฉาก หลายคนคงหัวเราะและมองผลงานประเภทนี้ด้วยสายตาดูถูก แต่ปัจจุบันคำว่า Walking Simulator หรือ Walking Sim กลับค่อย ๆ เปลี่ยนจากคำดูถูก กลายมาเป็นชื่อเรียกของหนึ่งในแนวเกมที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบวิดีโอเกมยุคใหม่มากที่สุด  นี่คือประเภทเกมที่ได้เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องผ่าน Interactive Media ไปตลอดกาล แต่ที่จริงแล้ว Walking Sim คืออะไร มีที่มายังไง วันนี้เราชวนย้อนมองและหาคำตอบในบทความนี้เลย 🔵 Walking Sim คืออะไร ? อธิบายแบบสั้นที่สุด… Walking Simulator คือเกมที่เน้นการสำรวจพื้นที่และการมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับสิ่งแวดล้อม โดยตัดองค์ประกอบดั้งเดิมของเกมจำนวนมากออกไป ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ การอัปเกรดตัวละคร การจัดการทรัพยากร หรือแม้แต่เงื่อนไขแพ้ชนะ (ในบางเกม) สิ่งที่เหลืออยู่คือผู้เล่น โลกของเกม และเรื่องราวที่ค่อย ๆ เปิดเผยผ่านการเดินสำรวจฉากและสิ่งของ หรือเรียกได้ว่าแทนที่เกมเหล่านี้จะถามผู้เล่นว่า “คุณเก่งพอจะเอาชนะอุปสรรคนี้ไหม?” Walking Sim กลับถามว่า “คุณพร้อมจะใช้เวลาอยู่กับสถานที่แห่งนี้ ฟังสิ่งที่มันกำลังเล่า และตีความมันด้วยตัวเองหรือเปล่า?”  ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องและเกมการเล่นแบบข้างต้น Walking Sim จึงถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับภาพยนตร์มากกว่า “เกม” หรือพูดง่าย ๆ สำหรับหลายคนแล้วมันคือ “หนังที่เล่นได้” นั่นเอฝ ผู้เล่นกระโดดเข้าสู่โลกหรือเรื่องราวที่ผู้สร้างตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมา นี่คือแก่นแท้ที่ทำให้ Walking Sim แตกต่างจากเกมแนวอื่นอย่างชัดเจน มันไม่ได้ท้าทายทักษะการตอบสนองของผู้เล่น ไม่ได้วัดความแม่นยำ ไม่ได้ทดสอบการวางแผน หรือแผนการของผู้เล่น แต่สิ่ง Wallking Sim ทำคือการท้าทายการสังเกต การตีความ และความสามารถในการเชื่อมโยงหรือท้าทาย “แนวคิด” ที่ผู้เล่นยึดถืออยู่ มันอาจพาคุณไปสำรวจว่าอะไรถูกหรือผิดในสายตาของคุณ มันอาจพาคุณไปดูว่าความทรงจำที่เลวร้ายส่งผลอะไรกับคนได้บ้าง และมันก็อาจพาคุณไปดูความเลวร้ายอันต่ำทรามหรือความสวยงามอันสูงสุดในคุณค่าของตัวมนุษย์ 🔵 จากคำดูถูกสู่ชื่อแนวเกม เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างของเกมแนว Walking Sim คือที่มาที่ไปของชื่อแนวเกมนี้ คำว่า “Walking Simulator” ไม่ได้เกิดขึ้นจากนักออกแบบเกมหรือสื่อเกมที่ต้องการตั้งชื่อให้แนวทางใหม่แต่อย่างใด แต่มันถือกำเนิดขึ้นในฐานะ “คำดูถูก”  ที่มาของมันเริ่มต้นในช่วงปี 2014 หลังเกิดกระแสต่อต้านเกมเน้นการเล่าเรื่องจากกลุ่มผู้เล่นสาย Hardcore จำนวนหนึ่ง Gone Home ผลงานของทีมงาน The Fullbright Company บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้เดินทางกลับมาบ้านและพบว่าคนในครอบครัวอยู่ที่บ้าน ผู้เล่นต้องสำรวจสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านและสืบหาข้อมูลเอาเองเพื่อสรุปเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้น เกมอย่าง Gone Home ถูกโจมตีอย่างหนักในเวลานั้น เพราะมันถูกมองว่า “ไม่ใช่เกม” น่าเบื่อ เชื่องช้า ไม่มีระบบการเล่นแบบดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวละครหญิง นักออกแบบอย่าง Johnnemann Nordhagen หนึ่งในทีมผู้สร้าง Gone Home เล่าว่าเขาแทบไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน จนกระทั่งมันถูกใช้โจมตีเกมของเขา แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพลิกความหมายครั้งสำคัญ เพราะในเวลาต่อมา ผู้เล่นจำนวนมากกลับหยิบคำนี้มาใช้เรียกแนวเกมดังกล่าวอย่างภาคภูมิใจ จนท้ายที่สุดมันกลายเป็น Tag อย่างเป็นทางการบนแพลตฟอร์มอย่าง Steam จากคำด่ากลายเป็นอัตลักษณ์ที่หลายคนให้การยอมรับ และแม้ปัจจุบันจะมีการถกเถียงกันอยู่ว่าควรเปลี่ยนคำเรียกเกมแนวนี้หรือเปล่า เพราะ Walking Sim ดูจะมีความหมายในเชิงดูถูกอยู่บ้าง  แต่สุดท้ายหลายคนก็ลงความเห็นว่าเกมแนวนี้ “ก้าวข้าม” การพิสูจน์ตัวเองไปแล้ว และการถูกเรียกว่า Walking Sim ก็ไม่มีความหมายที่แย่แต่อย่างใดในยุคปัจจุบัน (ต่อ)
1
25
31
3,957
🔵 ประวัติของเกมแนว Walking Sim แม้หลายคนจะยกให้ Dear Esther ผลงานเกมจากปี 2012 เป็นเกม Walking Sim แบบที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ แต่ความจริงแล้วรากของแนวนี้ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น              ในยุคของ Doom ภาคต้นฉบับผู้เล่นจำนวนมากใช้เครื่องมือม็อดสร้างฉากที่ไม่มีการต่อสู้ บางคนสร้างบ้านของตัวเอง บางคนจำลองออฟฟิศ หรือพื้นที่ธรรมดาที่ไม่มีศัตรู ไม่มีเป้าหมายชัดเจน มีเพียงพื้นที่ให้เดินสำรวจ นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดว่า “ถ้าเราเอาการต่อสู้ออกไป เหลือแค่การเดินสำรวจ โลกในเกมยังน่าสนใจอยู่ไหม?” และเมื่อ The Chinese Room ปล่อย Dear Esther ในปี 2012 เกมนี้แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากการเดินบนเกาะร้าง ฟังเสียงบรรยาย และปล่อยให้ผู้เล่นปะติดปะต่อเรื่องราวเอง แต่มันกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ เพราะมันพิสูจน์ว่า “เกม” ไม่จำเป็นต้องมีศัตรูให้ยิงเสมอไป  และแน่นอนแม้แต่ Dear Esther เองก็ถูกโจมตีอย่างหนักในตอนที่ตัวเกมถูกปล่อยออกมาในตอนนั้น 🔵 ยุคทองของ Walking Sim หลังจากความสำเร็จของ Dear Esther… เกมแนวนี้ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเข้าไปยึดตรึงพื้นที่จำนวนไม่น้อยในแวดวงเกมอินดี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Gone Home ใช้บ้านร้างธรรมดาเล่าเรื่องครอบครัวแตกสลายได้อย่างทรงพลัง The Beginner’s Guide เปลี่ยนการเดินสำรวจให้กลายเป็นบทสนทนาว่าด้วยศิลปะและความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างกับผู้เล่น Firewatch เติมบทสนทนาและความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเข้าไป จนกลายเป็นหนึ่งในเกมอินดี้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของยุค What Remains of Edith Finch ยกระดับการเล่าเรื่องในเกมแนวนี้ไปอีกขั้น หยิบสถาปัยกรรมและการออกแบบฉากมาเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่อง จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในผลงานเล่าเรื่องดีที่สุดของวงการเกม  The Stanley Parable ยกระดับการเล่าเรื่องสุดเกรียนจนโดนใจคนทั่วโลก  Mouthwashing เกมอินดี้สุดดำดิ่งที่สร้างกระแสโด่งดังไปทั่วโลกในปี 2024  Walking Sim  “ก้าวเดิน” อย่างไม่หยุดยั้ง มันพัฒนาวิธีเล่าเรื่องมาตลอดตามยุคสมัย จนมาถึงผลงานล่าสุดที่กลายเป็นกระแสบนโลกอินเตอร์เน็ตและจุดการถกเถียงนี้กลับมาใหม่อีกครั้งอย่าง Mixtape 🔵 ผสมความสยองพัฒนาต่อยอดไปอีกระดับ หนึ่งในวิวัฒนาการที่น่าสนใจที่สุดของ Walking Sim คือการผสมเข้ากับ Horror นักออกแบบเกมอย่าง Jessica Harvey ผู้สร้างเกม Paratopic เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเธอรู้สึกว่า Walking Sim หลายเกมยังขาดระบบที่สร้างความรู้สึกร่วมในเกมการเล่นอย่างแท้จริง และทำให้เธอได้ไอเดียนำความสยองเข้ามาผสมกับแนวเกมนี้ เพราะความกลัวคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งระบบที่ซับซ้อน หลังจากนั้นมา Walking Sim ที่ใส่ความสยองขวัญหรือ Horror ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง Outlast, Amnesia: The Dark Descent มาจนถึง SOMA และ PT (ที่กลายเป็นต้นแบบเกมสยองขวัญอีกหลายโหล) เกมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดระบบการต่อสู้ออก ไม่ได้ลดความเข้มข้นของเกม แต่มันทำให้ทุกก้าวที่ผู้เล่นเดินเต็มไปด้วยแรงกดดัน  ผู้พัฒนาสามารถใส่การนำเสนอหลายอย่างได้มากขึ้นเมื่อผู้เล่นไม่สามารถยิงโต้ตอบกับศัตรูตรงหน้าได้  ข้อจำกัดกลายเป็นประตูบานใหม่ที่เปิดทางให้มีการนำเสนอในมุมมองแปลก ๆ  Walking Sim กับแนว Horror กลายเป็นคู่ผสมที่ทรงพลังและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน 🔵 อนาคตของ Walking Sim  สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ แม้ Walking Sim จะมีอิทธิพลสูง ได้รับการยอมรับมากขึ้น (แม้จะมีดราม่าให้เถียงกันแทบทุกปี) แต่มันยังเป็นแนวเกมที่ไม่มีใครนิยามได้สมบูรณ์ มันสามารถผสมกับ Horror กับ Puzzle กับ RPG ใส่ระบบสนทนา ใส่ระบบตัวเลือกถามตอบ หรือจะใส่ระบบต่อสู้เข้ามาก็ได้เหมือนกัน นักพัฒนาหลายคนเชื่อว่านี่คือเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ Walking Sim ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่มันเป็นปรัชญาการออกแบบเกมอย่างหนึ่ง มันพาเราไปสำรวจประสบการณ์ที่ “ช้าลงแต่ลึกขึ้น” Walking Simulator คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สุดว่าวิดีโอเกมยังเติบโตได้ต่อไปอีกโดยไม่มีข้อจำกัด มันพิสูจน์ว่าเกมไม่จำเป็นต้องยึดติดกับชัยชนะ การแข่งขัน หรือการมีอุปสรรคเสมอไป แค่การเดินผ่านบ้านว่างเปล่า สำรวจสถานีอวกาศร้าง หรือเฝ้ามองวิวเงียบ ๆ พร้อมฟังเรื่องราวที่ค่อย ๆ คลี่คลาย ก็เพียงพอจะสร้างประสบการณ์ที่ตราตรึงไม่แพ้เกมฟอร์มยักษ์ที่เต็มไปด้วยฉากระเบิดหรือกระสุนท่วมจอ Walking Sim อาจเริ่มต้นจากคำดูถูก แต่วันนี้มันกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า วิดีโอเกมยังมีพื้นที่ให้ทดลอง เติบโต และนิยามตัวเองใหม่ได้เสมอ และบางที ในโลกที่เกมหลายเกมพยายามทำให้ผู้เล่น “วิ่ง” การมีเกมบางเกมเลือกให้เรา “เดิน” ก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป  วันนี้ลองลดจังหวะความเร็วในชีวิตและการเล่นเกมคุณอาจค้นพบเกมโปรดเกมใหม่ในชีวิตก็เป็นได้  (จบ)
3
6
648
🕶 Zeno เคยเกือบมีบุคลิกเหมือน Wesker แบบ 100% หนึ่งในตัวละครจากเกม Resident Evil Requiem ที่หลายคนน่าจะจดจำเขาได้ดีก็คือ Zeno ผู้เป็นหนึ่งในตัวร้ายของภาคนี้นั่นเอง ซึ่งด้วยความที่เขามีรูปลักษณ์และสไตล์การพูดที่คล้ายกับ Wesker มาก จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่แฟนเกม RE จะฮือฮากับตัวละครนี้ และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางรายการ Behind the Voice ก็ได้เชิญนักแสดงผู้รับบท Zeno อย่างคุณ Craig Burnatowski มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับตัวละครนี้ พร้อมอธิบายถึงเบื้องหลังการทำงานในโปรเจกต์ RE Requiem โดยในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ คุณ Craig เล่าว่าตอนที่เขาได้อ่านบทของตัวละครนี้ครั้งแรก เขารู้ทันทีว่ายังไง Zeno ก็ต้องเล่นออกมาให้เหมือน Wesker เลย เพราะงั้นตอนที่เขาเข้าฉากครั้งแรก เขาจึงแสดงออกมาให้เหมือน Wesker แบบ 100% ซึ่งนี่ไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่ผู้กำกับการแสดงอย่างคุณ Kate Saxon มองไว้เท่าไหร่ ด้วยสาเหตุนี้เอง เขาและทีมงานก็ได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางของตัวละครนี้กัน โดยที่เอาความคิดเห็นและความเข้าอกเข้าใจในตัวละครของคุณ Craig มาผสมผสานเข้ากับทิศทางของคุณ Kate เพื่อจุดร่วมตรงกลางกันอย่างลงตัว ท้ายที่สุดเราก็ได้เห็น Zeno ในแบบที่เราเห็นกันไปใน Resident Evil Requiem #GamingDose #ResidentEvil #ResidentEvilRequiem #Zeno
1
5
12
1,562
🔗‍️ คลิปที่รายการ Behind the Voice เชิญนักแสดง Zeno มาสัมภาษณ์ youtu.be/W3fhgWZtl7U?si=sFxr…
1
542
🕶️ ‘เจมส์ บอนด์’ หรือจะสู้ ‘เจมส์ กันย์’ 20.30 อย่าลืมรับชม พบกันวันเกมออก 007 First Light เกมเจมส์บอนด์ฟอร์มยักษ์แห่งปี 2026 พบกับสายลับบอนด์ยุคใหม่ สู้ชีวิต หยาดเหงื่อเพื่อคนข้างหลัง มาร์ตินี่เขย่าและตบตูด youtube.com/watch?v=zb2N7iEW…
1
4
11
1,006
🕶 ความประทับใจแรกหลังเล่น 007 First Light หลังจากเฝ้ารอกันมานาน ในที่สุดเราก็ได้สัมผัสโลกของเจมส์ บอนด์ 007 ในเกม 007 First Light ที่พัฒนาโดยทีมสร้างเกม Hitman กันแล้ว และนี่คือความประทับใจแรกของพวกเรา 🔹 การนำเสนอ “เจมส์ บอนด์” ในรสชาติที่สดใหม่ ในด้านเนื้อเรื่อง นี่คือ บอนด์ ในจักรวาลใหม่เอี่ยม คล้ายกับช่วงหนึ่งที่นักแสดงคนล่าสุดขึ้นมารับบท ‘บอนด์’ คนใหม่ ดังนั้น นี่คือจักรวาลที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับภาพยนตร์ใด ๆ ก่อนหน้า แถมนี่จะเป็นเรื่องราวของบอนด์ในวัยหนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ หมายความว่าเราจะได้เห็นต้นกำเนิดของเขาจริง ๆ ว่าเขามีพัฒนาการอย่างไร ทำไมเขาถึงได้กลายเป็นสายลับฝีมือฉกาจ พร้อมทั้งเห็นความเติบโตของเขาผ่านอุปสรรค ที่ทำให้เขาได้รู้ว่าความใจถึงกล้าได้กล้าเสียมักจะมีราคาที่ต้องแลก นับเป็นมุมชาติกำเนิดของเจมส์ บอนด์ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งนับว่าแปลกใหม่มาก แต่นี่ก็ยังเป็นเรื่องราวในแบบของ 007 ที่จะเป็นเกมของโลกสายลับ มีตัวร้ายไม่ทราบวัตถุประสงค์พยายามวางอุบายล่อลวงฉ้อฉล ที่ใน 5 ชั่วโมงแรกเราจะแทบเดาทางไม่ถูก ดังนั้น ถ้าใครชอบทั้งเจมส์ บอนด์ หรือเรื่องราวสไตล์สายลับ… ณ เวลานี้ก็คงไม่มีเกมไหนเหมาะยิ่งกว่านี้แล้ว   🔹 หยิบความเป็น Hitman มาปรุงแต่งให้เข้ากับ 007 ได้อย่างลงตัว หากใครที่ติดตามข่าวสารเกมนี้และเคยผ่านเกม Hitman มาก่อน ก็น่าจะพอรู้มาบ้างแล้วว่า 007 First Light มีกลิ่นอายของเกม Hitman เยอะมาก ในฉากที่ยังไม่ใช่การต่อสู้ เราจะต้องเก็บข้อมูลตามฉาก ผ่านการดักฟัง พูดคุยกับ NPC หรือเดินไปพบเอกสารบางชนิด สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเบาะแสในการพาให้เราเข้าถึงพื้นที่หรือสำเร็จภารกิจดังกล่าว  อย่างเช่นในฉากไนท์คลับ คุณต้องเข้าไปในพื้นที่หนึ่งที่เป็นพื้นที่เฉพาะลูกค้า VIP ดังนั้น คุณจะต้องหาทางเอาสิทธิ์ VIP มาให้ได้ หรือไม่ก็หาทางลอบเร้นเข้าไปในพื้นที่นั้น หรือในอีกฉากหนึ่งคุณต้องหาเงินให้พอเพื่อจ่ายทหารยาม ซึ่งทั้งฉากนั้นก็เต็มไปด้วยวิธีหาเงิน  ไม่ว่าจะเป็นการไปต่อยมวยเถื่อน เดิมพันด้วยเงิน 3,000 แล้วโชว์ฝีมือยิงปืน เพื่อเอาเงินรางวัล 30,000 หรือจะลักเล็กขโมยน้อย แอบล้วงกระเป๋าทหารยามในบริเวณนั้นก็ยังได้ จะใช้วิธีใดก็แล้วแต่ขอแค่ให้คุณเข้าถึงเป้าหมายได้ก็ถือว่าสำเร็จ ซึ่งนี่คือความเป็นเกม Hitman ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย โดยภาพรวมของ 007 First Light จะเหมือนการเอาข้อดีจากหลาย ๆ เกมมายำรวมกัน และใส่ความเป็นเจมส์ บอนด์ เข้าไปอีกที อย่างในฉากการลอบเร้น เราจะมีอุปกรณ์สายลับที่พกได้จำกัด ในช่วงก่อนเริ่มภารกิจ เราจะต้องเลือกว่าในฉากนี้เราอยากเอาอุปกรณ์แบบไหนไปบ้าง  อย่างเลเซอร์ติดข้อมือ เราสามารถใช้มันในการยิงตัดล็อคแม่กุญแจโดยไม่ส่งเสียงดัง ใช้ผลักสิ่งของจากระยะไกล หรือใช้มันระหว่างต่อสู้ที่ทำให้ศัตรูตาบอดชั่วคราวเปิดช่องให้เรากดเทคดาวน์ อุปกรณ์แต่ละอย่างจะต้องใช้ทรัพยากรเป็นแบตเตอรี่หรือสารเคมีที่คุณพบได้ตามฉากทั่วไป  การลอบเร้นโดยการกดแฮ็กสิ่งของ หลอกล่อด้วยอุปกรณ์ไฮเทค หรือทำให้ศัตรูมึนชั่วคราว บางคนก็คงจะรู้สึกได้ว่านี่คือบรรยากาศที่คล้ายกับเกม Watch Dogs  🔹 การลอบเร้นที่สนุกและสร้างสรรค์ 007 First Light ก็ยังมีความเป็นบอนด์ในแบบของตัวเอง เพราะนอกจากการใช้อุปกรณ์และสิ่งรอบตัว เรายังสามารถใช้พลังไหวพริบ (แสดงเป็นหลอดสีเหลืองรูปสายฟ้า) ในระหว่างการต่อสู้ ถ้าคุณเล็งปืนแล้วกดใช้พลังนี้ มันจะเป็นการชะลอเวลาเพื่อยิงอย่างแม่นยำ แต่ยิงได้แค่นัดเดียวเท่านั้นต่อหนึ่งการชะลอ และพลังไหวพริบยังสามารถใช้ระหว่างการลอบเร้นได้ด้วย  อย่างการเรียกให้ศัตรูเดินเข้ามาสำรวจเพื่อจับเทคดาวน์หรือเดินใส่หน้าโต้ง ๆ และใช้การบลัฟหลอกให้ศัตรูเป็นกลุ่มหลงคิดว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งในช่วงเวลาที่พวกเขายังไม่ทันรู้ตัว เราสามารถเดินผ่านหน้าได้แบบไม่ต้องเกรงใจ หรือแม้แต่ในจังหวะที่คุณโดนเจอตัว ถ้าหลอดไหวพริบมีพอ คุณสามารถกด แกล้งยอมแพ้ และพอศัตรูเดินเข้ามาใกล้ เราก็สามารถกด Takedown ศัตรูตัวนั้น หากไม่มีใครเห็นคุณก็สามารถลอบเร้นต่อได้ทันที พอบวกกับลูกเล่นอุปกรณ์และการใช้ฉากที่เล่าไปก่อนหน้า ทำให้เป็นการลอบเร้นที่โฉบเฉี่ยวมาก  (ต่อ)
1
5
15
1,028
🔹 แอ็กชั่นยอดเยี่ยมถึงใจไม่แพ้การลอบเร้น ระบบต่อสู้ ต่อยเตะ การคว้าปืนมายิงกัน กับอะไรอีกหลายอย่างของ 007 First Light นั้นชวนให้เรานึกถึงเกม Uncharted อยู่พอตัว แต่มันมีรายละเอียดลึกยิ่งกว่า  ในจังหวะที่เป็นการต่อสู้กันด้วยมือเปล่า บอนด์ สามารถปัดป้องได้รอบทิศทางหรือฉากหลบการโจมตีแบบจับตัว ปุ่มต่อยจะมีแค่ปุ่มเดียว แต่เราสามารถกดรัวหรือกดค้าง เพื่อให้เป็นคอมโบแบบที่เราต้องการ เช่น จังหวะที่ศัตรูตั้งการ์ด เราก็สามารถใช้คอมโบต่อยท้องเพื่อให้ศัตรูเปิดช่อง  ปุ่มจับเราก็สามารถใช้มันในการคว้าศัตรูแล้วเหวี่ยงใส่กำแพง หรือเหวี่ยงให้ตกฉากเลยก็ยังได้ แต่ถ้าคุณกดปุ่มจับค้างเอาไว้ มันจะเป็นการลากศัตรูเข้าไปชนกำแพงหรือชนสิ่งของใด ๆ ที่เป็นอันตรายในฉาก ยิ่งพอมีกลไกแบบเกม Hitman ที่เราสามารถทำให้ฉากกลายเป็นสิ่งอันตราย นั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการต่อสู้ อย่างคุณสามารถแฮ็กเครื่องปั่นไฟให้เกิดไฟรั่ว แล้วเหวี่ยงศัตรูเข้าไปโดนช็อตก็ยังได้  ส่วนในฉากยิงกัน แม้ว่าความรู้สึกโดยรวม บอนด์จะมีความคล่องแคล่วว่องไว คล้ายกับเนธาน เดรค แต่เขาทำอะไรได้มากกว่า ความแตกต่างของเกมนี้คือปืนและกระสุนที่เราพกได้จะมีจำกัดมาก ๆ เราพกได้แค่ปืนยาวกับปืนสั้น กระสุนสำรองก็จะพกได้แค่อย่างละแม็ก  ดังนั้นเราจะต้องคอยฉกฉวยอาวุธจากศัตรู หรือใช้อะไรอย่างอื่นเป็นตัวทุ่นแรง อย่างการใช้นาฬิกาของบอนด์แฮ็กให้ท่อไอน้ำระเบิดใส่ศัตรู การยิงปืนก็ไม่จำเป็นต้องยิงให้ตายอย่างเดียว ถ้าศัตรูถูกยิงที่มือ ปืนจะหลุดจากมือศัตรู หรือการยิงขาก็จะทำให้พวกมันล้ม เปิดช่องให้เรากดเทคดาวน์ในจังหวะสั้น ๆ  หรือตอนที่คุณกระสุนหมด คุณก็สามารถเขวี้ยงปืนกระแทกหน้าศัตรู ที่ก็เป็นการเปิดช่องให้ Takedown เช่นกัน การที่เกมมีกระสุนให้ไม่มาก ก็เพื่อบีบให้เราใช้ลูกเล่นที่หลากหลายของ บอนด์ นั่นเอง  🔹  ดีไซน์บางช่วงออกแบบมาให้บอนด์เท่จนดูล้นไปบ้าง แต่ถึงเกมการเล่นมันจะโลดโผนเพียงใด มันก็ยังเป็นเกมที่ดูประหลาดในบางช่วง การออกแบบฉากยิงกันเหมือนเกมตั้งใจให้ตัวเอกเท่อย่างเดียวจนไม่สนเหตุผล ศัตรูของบอนด์ ต่างพากันดาหน้าเข้ามายืนใกล้วัตถุไวไฟ พร้อมให้เรายิงระเบิดตัวลอยไปดวงจันทร์ เรียกว่ายิงกันฉากไหน ตัวร้ายก็ชอบไปใช้กำบังใกล้ ๆ ถังระเบิดจนดูตลก หรือจังหวะการกดเทคดาวน์ต่อหน้าศัตรูตัวอื่น ซึ่งถ้าเป็นเกมอย่าง Uncharted หรือ Call of Duty บอกได้เลยว่าเราพรุนไปนานแล้ว แต่การกด Takedown ใน 007 First Light จะทำให้เรามีโมเม้นท์อมตะ คล้าย ๆ กับการเตะ-ต่อยใน Resident Evil หรือไม่ก็การ Glory Kill ในเกม Doom ซึ่งพออยู่ในบริบทของ 007 มันทำให้เกมดูแปลกไปเลย กับการที่ตัวร้ายทุกคนพร้อมใจกันหยุดยิง เพื่อให้ผู้เล่นได้เห็นความเท่  และแม้ 007 First Light จะใช้ระบบฟื้นพลังชีวิตเหมือนกับเกมแอ็กชั่นทั่วไปในยุคนี้ อย่างในจังหวะที่เราบาดเจ็บสาหัส เกมก็แอบใช้เวลามากเกินไปก่อนที่พลังของบอนด์จะเริ่มฟื้น  จากที่ผู้เขียนลองนับเอง เราต้องใช้เวลาถึง 12 วินาที ก่อนที่พลังจะฟื้นเต็ม ซึ่งมันดูขัดกับความเร็วของฉากยิงกัน ถ้าให้ดีมันควรจะใช้เวลาแค่ 7 วินาทีแบบเกม Call of Duty ซึ่งในส่วนนี้ก็ไม่แน่ว่ามันขึ้นกับระดับความยากหรือไม่ เพราะผู้เขียนเล่นในโหมดยากสุด ซึ่งอาจจะทำให้การฟื้นพลังนานกว่าปกติ แต่ในความเห็นของผู้เขียน แม้จะเป็นการเล่นระดับยากสุด เกมก็ไม่ควรทำให้ความเร็วในการฟื้นพลังนานเกิน 10 วินาที  📌 เกม 007 ที่สมการรอคอย โดยรวมแล้ว นี่คือเกมเจมส์ บอนด์ที่พวกเราคู่ควร มันเป็นเอาทั้งเกมลอบเร้นและเกมแอ็คชั่น ผสมรวมกับบริบทและสไตล์ของเจมส์ บอนด์ได้อย่างลงตัว แต่หากใครคิดว่านี่จะเป็นเกมแอ็กชั่นลุย ๆ อย่างเดียวก็อาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะบางช่วงของ 007 First Light จะต้องอาศัยความใจเย็นที่เหมือนกับเกม Hitman อาศัยไหวพริบ อาศัยการสังเกตเพื่อแก้ปัญหา หาใช่การลอบเร้นเข้าว่าหรือถีบประตูลุยดะอย่างเดียว แต่ถ้าทุกอย่างที่ว่ามาคือสิ่งที่คุณมองหามานานแล้วในโลกของวิดีโอเกม 007 First Light ก็คงไม่ทำให้คุณผิดหวัง ซึ่งผู้เขียนจะให้กี่คะแนน ไว้รอพบกันอีกทีในรีวิวตัวเต็ม
420
🗿 เทรนด์ประท้วง Tank Diff ของผู้เล่นแทงค์ใน Overwatch เซิร์ฟเกาหลี ตอนนี้เกม Overwatch กำลังมีเหตุการณ์สนุก ตลก ปนคราบน้ำตาของแทงค์ จนเราอยากหยิบมาเล่าให้ฟังเพราะเชื่อว่าน่าจะโดนใจผู้เล่น Overwatch หลายคน โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า เซิร์ฟเวอร์เกาหลีของตัวเกมในตอนนี้กำลังเกิดการประท้วงจากเหล่าผู้เล่นแทงค์  สถานการณ์คือแทงค์ของทั้งสองทีมจะมี “สัญญาลูกผู้ชาย” ตกลงแบบมองตาก็รู้ใจว่า จะหยิบตัวละคร Mauga มาเล่นเหมือนกัน แล้วยืนยิงใส่หน้ากันกลางแผนที่ทั้งเกมโดยไม่ทำอะไรอย่างอื่น เหตุผลไม่ใช่เพราะ Mauga เก่งที่สุดหรือเล่นสนุกที่สุด แต่เพราะผู้เล่นแทงค์หลายคนเริ่มเหนื่อยกับวัฒนธรรม “Tank Diff” ซึ่งเป็นประโยค Toxic ที่ผู้เล่นมักใช้โทษผู้เล่นตำแหน่งแทงค์เวลาเล่นแพ้ (แน่นอนว่าเรามี dps diff, support diff ด้วยเช่นกัน)  ถ้าใครเล่น Overwatch จะรู้ดีว่าตำแหน่งแทงค์ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ๆ ยิ่งตอนนี้ตัวเกมปรับการเล่นมาเป็น 5 VS 5 ทำให้แต่ละทีมมีตำแหน่งนี้ได้แค่คนเดียว ผลที่ตามมาก็คือแทงค์ถูกคาดหวังอย่างมากให้ต้องทำเกมอย่างหนัก  ไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟต์ สร้างพื้นที่ คอยปกป้องทีม เปลี่ยนตัวเคาท์เตอร์ฝ่ายตรงข้าม และที่สำคัญคือห้ามตายเด็ดขาด ขณะที่ DPS หรือ Support สามารถเล่นได้ตามใจและมีอิสระ แต่ผู้เล่นแทงค์กลับรู้สึกว่าพวกเขาแบกรับความ Toxic ที่ต้องทำหลายอย่าง แถมมาโดนด่าอยู่เป็นประจำ กลายเป็นว่าแทงค์ก็เลยกลายเป็น “แพะรับบาป” เมื่อเกิดความผิดพลาดของทุก ๆ เกมไปโดยปริยาย  ทำให้ผู้เล่นแทงค์หลายคนในเกาหลีจึงเริ่มใช้ Mauga Mirror Match เลือกสองตัวมาเดินชนกันตรงกลาง ตัดปัญหาเอา แทงค์ออกจาก “สมการ” ไปเลย ดังนั้นถ้าทีมแท้ก็จะได้โทษแทงค์ไม่ได้ ชี้ให้คนเห็นว่า ถ้าคิดว่าปัญหาคือ tank diff งั้นเราเอาแทงค์ทั้งสองทีมเล่นฮีโร่เดียวกันแล้วไปยืน 1v1 แบบไม่สนโลกทั้งเกม แล้วมาดูกันว่า คนที่เหลือในทีมจะทำอะไรได้ และความตลกปนเศร้าของเหตุการณ์นี้คือการที่มัน “สะท้อนปัญหาจริงของเกม” ให้เราได้เห็นชัดมาก เพราะเมื่อปัจจัยเรื่องแทงก์ถูกทำให้เท่ากันหมดทันที ผู้เล่นก็เริ่มเห็นชัดว่า หลายเกมจริง ๆ แล้ว เราแพ้เพราะ DPS ไม่ทำเกม ซัพพอร์ตเล่นพลาด หรือทีมไม่ยอมปรับตัว เรียกได้ว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็น “Tank Diff” เสมอไป อีกจุดที่การประท้วงครั้งนี้สะท้อนปัญหาก็คือ “คุณภาพชีวิต” ของผู้เล่นแทงค์ในเกม Overwatch โดยผู้เล่นตำแหน่งนี้จำนวนมากรู้สึกว่ามันเล่นสนุกน้อยลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นที่คิวการเล่นแทงค์สั้นมาก เมื่อเทียบกับคิวหาห้องในตำแหน่งอื่น ๆ ด้วยความที่หลายคนมองว่าแทงค์กลายเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งฝีมือ ความอดทน และสภาพจิตใจระดับสูงสุดของเกม การประท้วงครั้งนี้จึงสะท้อนไปยังทั้งต่อผู้เล่นตำแหน่งอื่นและ Blizzard ผู้เป็นทีมพัฒนาพร้อม ๆ กัน แน่นอนว่าก็มีความเห็นทั้งสองฝั่ง ผู้เล่นทั่วไปในทุกตำแหน่งบางส่วนก็เห็นใจแทงค์จริง ๆ และเข้าใจการประท้วงที่เกิดขึ้น แต่ก็มีอีกฝั่งที่บอกว่าทำแบบนี้มันเหมือน “โยนเกม” ชัด ๆ เพราะการที่แทงค์ทั้งสองทีมไม่ตั้งใจเล่นคือการไม่เคารพเวลาคนอื่นและคาบเส้นการทำผิดกฎของเกม  เรื่องราวทั้งหมดที่เราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังก็มีประมาณนี้ เชื่อว่านี่เป็นดราม่าที่น่าจะโดนใจผู้เล่นแทงค์ในหลาย ๆ เกม ไม่ใช่แค่ Overwatch เพียงอย่างเดียว พวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เหล่าแทงค์ผู้รับดาเมจในทุก ๆ วันกันต่อไปก็แล้วกัลลล #GamingDose #Overwatch
7
5
892
พรีวิว Assassin’s Creed Black Flag Resynced youtu.be/dVMA1zOe1MI?si=9oMU…

4
5
1,379
👑 Still Wakes the Deep คือยอดเกมของ Terry Crews Terry Crews คืออดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง และได้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งผลงานที่ผู้คนจดจำเขาได้มากที่สุดก็คือจากภาพยนตร์เรื่อง White Chicks และในซีรี่ส์ Brooklyn Nine-Nine นั่นเอง นอกจากนี้ เขาก็ยังรับหน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ America's Got Talent ด้วย อย่างไรก็ตาม หลายคนน่าจะไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นเกมเมอร์ที่เล่นเกมหลากหลายแนวมาก และได้คลุกคลีอยู่กับโลกวิดีโอเกมมาได้พักใหญ่แล้วหลังจากที่เขาเล่นเกมตามลูกชายของตัวเอง ซึ่งในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ IGN นั้น เจ้าตัวยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิดีโอเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเขาด้วย และเกมที่ว่านั้นก็คือ Still Wakes the Deep (2024) Still Wakes the Deep จะเป็นเกมสยองขวัญที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Caz ชายที่ต้องทำงานที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางมหาสมุทร และดันไปพบเจอกับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่จ้องจะคร่าชีวิตคนทุกคนในนั้นเข้า  ซึ่งเอกลักษณ์ความสยองของเกมนี้ก็คือความลึกลับเขย่าประสาท และความระทึกของการเผชิญหน้ากับสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจทำความเข้าใจได้ ตามแบบฉบับของผลงานแนว lovecraftian นั่นเอง ที่สำคัญคือเกมนี้ยังรังสรรค์บรรยากาศสภาพแวดล้อมของเกมออกมาได้น่าทึ่งมาก นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเกมสยองขวัญยอดเยี่ยมที่ใครหลายคนหลงรัก และหนึ่งในคนที่ถูกใจเกมนี้มาก ๆ ก็คือ Terry Crews “ตอนนั้นผมเล่นเกมนี้กับลูกของผม มันเป็นเกมที่สุดยอดมาก มีกลิ่นอายแบบ Alien แล้วก็ยังมีกลิ่นอายแบบ The Thing ที่ผสมผสานเข้าหากันอย่างลงตัว ไหนจะรายละเอียดต่าง ๆ กับบรรยากาศในเกมอีก คือมันบ้าคลั่งมาก” นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่า ถ้าเกิด Still Wakes the Deep ถูกทำเป็นภาพยนตร์คนแสดงขึ้นมา เขาก็อยากจะร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้แน่นอน #GamingDose #StillWakestheDeep #TerryCrews
1
5
13
1,439
🔗 แหล่งที่มา
May 14
Terry Crews reveals his pick for GOAT video game: Still Wakes the Deep
1
540