ตอนนี้ กำลังอยู่ในช่วงหา Hidden Gem ที่ราคายังไม่วิ่งไปไกล และที่สำคัญ ต้องอยู่ในกระแส AI
ดูไปดูมา ไปเจอว่า อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัทผู้ขายผงชูรส เจ้าดังที่คนไทยรู้จักกันทั้งบาง เป็นหนึ่งใน ผู้ผูกขาดวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด ใน AI Chip ของ Nvidia, Intel, AMD ทุกตัวในโลกครับ
ผมว่าทุกคนคงสงสัย จากทำผงชูรส แล้วมาเกี่ยวกับ AI Chip ได้ยังไง?
งั้นเพิ่มความสงสัยเข้าไปอีก ปัจจุบัน อายิโนะโมะโต๊ะ คุม Market Share 100% ของ ABF Film ที่ใช้ผลิต Substrate ของ AI Chip ทั้งโลก!
ไปดูเรื่องสนุกๆเรื่องนี้กันครับ
---------------------------
เริ่มจาก ABF คืออะไร? ทำไมโลก AI ขาดไม่ได้?
ABF ย่อมาจาก Ajinomoto Build-up Film (เท่ห์เนอะ มีชื่อบริษัทอยู่ในตัวย่อไปด้วยเลย) คือ แผ่นฟิล์มฉนวนที่ใช้ผลิต Substrate (แผ่นรองชิป)
หน้าที่ขอว ABF ใน AI Chip คือ เป็นชั้นฉนวนระหว่างวงจรซึ่งซับซ้อนและมีจำนวนมากกว่า 20 ชั้น
หน้าที่ของ ABF คือ ป้องกันสัญญาณรบกวนกัน และยังช่วยระบายความร้อนให้ชิปด้วย
แล้วทำไมไม่มีคู่แข่งเจ้าอื่นเลย?
สูตรเคมีของ ABF คือ หัวใจครับ และเป็นความลับการค้าระดับ Top Secret ซึ่งต้องใช้ความรู้เรื่อง "กรดอะมิโน" ที่อายิโนะโมะโต๊ะสะสมมามากกว่า 100 ปี
มีรายงานว่า คู่แข่งจากจีนและเกาหลีพยายามดเลียนแบบกันอยู่ แต่สุดท้าย ยังสเกลไม่ได้ครับ มันเลยแปลว่า อายิโนะโมะโต๊ะ เป็น Monopoly 100% ในชั่วโมงนี้
---------------------------
ไล่เรียง Timeline อายิโนะโมะโต๊ะ กันหน่อย
ปี 1909: ดร. Ikeda Kikunae ค้นพบรสชาติที่ 5 (Umami) → ก่อตั้ง Ajinomoto (อายิโนะโมะโต๊ะ) ผลิต MSG หรือ ผงชูรสขึ้นมา
ปี 1956: บริษัท เริ่มศึกษากรดอะมิโน และค้นพบว่า กรดอะมิโนบางตัวมีคุณสมบัติเป็น "ฉนวนไฟฟ้าชั้นยอด"
ปี 1996: บริษัทได้เริ่มเปิดตัว ABF Film สู่อุตสาหกรรม Semiconductor
ปี 1999: Intel ใช้ ABF ครั้งแรก ในการผลิต CPU รุ่น Pentium III
ปัจจุบัน 2026: ทุก AI Chip ของ Nvidia (H100, H200, GB200, GB300) ต้องใช้ ABF ทั้งหมดครับ
-------------------------
ทุกวันนี้ สัดส่วนรายได้ของอายิโนะโมะโต๊ะ เป็นตามนี้ครับ 70% อาหาร / 5% ABF สำหรับ AI Chip / และมาจากธุรกิจ Health Care อีก 25%
ที่น่าสนใจมากๆคือ รายได้จาก ABF แค่ 5% ของบริษัท แต่กำไรจาก ABF ใกล้เคียงกำไรจากผงชูรสมากๆ จากการที่มี Margin สูงถึง 40% เมื่อเทียบกับผงชูรส ที่มี Margin เพียงแค่ 10%
ไปดูราคาหุ้น Ajinomoto (TYO: 2802) ย้อนหลังกันหน่อย
ปี 2020 ราคาอยู่ที่ ¥2,000 (ก่อนยุค AI)
ปี 2022 วิ่งขึ้นมาที่ ¥3,500 (ช่วง ChatGPT เปิดตัว)
ปี 2024 ไปต่อ ¥5,500 (ช่วงนี้ชิป Nvidia H100 Boom พอดี)
ปี 2026 วิ่งมาแตะระดับ ¥6,500
โดยมี Market Cap อยู่ที่ $3 หมื่นล้านไปแล้ว
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ถึงกับเรียกหุ้น Ajinomoto ว่า "Nvidia ในคราบบริษัทผงชูรส"
-------------------------
Hidden Champion Theory
ผมว่าหุ้น Ajinomoto ให้ข้อคิด 3 จุดสำคัญสำหรับผมเลย
1. Hidden Champion ต้องผูกขาด ต้อง "Niche" ถึงขั้นโลกขาดไม่ได้
Ajinomoto ไม่ใช่ใหญ่ที่สุด ไม่ดังที่สุด แต่ผูกขาดวัตถุดิบที่ทุกคนต้องใช้ มองมุมนี้ แปลว่า Moat สูงกว่า Big Tech อีก!
2. ความรู้สะสมมายาวนานกว่า 100 ปี นี่ก็คือ Moat ที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้
จีนทุ่มเงินมหาศาลพยายามทำ ABF เอง แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องใช้ความรู้ Polymer Chemistry ที่ Ajinomoto สะสมตั้งแต่ทำกรดอะมิโน
Moat หรือ ป้อมปราการที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง คือ ระยะเวลาที่สั่งสมความรู้มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่เงินหนาเพียงอย่างเดียว
3. หุ้น Pick & Shovel กำไรมากกว่าหุ้นกระแสหลัก
เราเปรียบเทียบกันมาก็บ่อยแล้วว่า ในยุคตื่นทองตอนปี 1849 คนที่รวยจริงๆไม่ใช่นักขุดทอง แต่เป็น คนขายจอบและพลั่ว
ในยุค AI Super Cycle หลังจากนี้ คนที่จะรวยอาจไม่ใช่แค่ Nvidia หรือ ผู้ผลิต DRAM คนอื่นๆ
แต่อาจเป็นหุ้นที่มี Moat แข็งแรงอย่าง Ajinomoto และอีกหลายๆบริษัทที่กำลังขายเครื่องมือ AI ให้ทุกคน
-------------------------
ผมว่า อายิโนะโมะโต๊ะ คือบทเรียนสำคัญ ที่สะท้อนว่า บริษัทที่ดูธรรมดาที่สุด อาจผูกขาดวัตถุดิบสำคัญที่สุดในโลก
ใครจะคิดว่าผงชูรสที่อยู่บนโต๊ะอาหารทุกบ้าน จะมีเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อน ChatGPT, Claude, Gemini อยู่เบื้องหลัง?
ผมว่า เราต้องเริ่มมองหา "Ajinomoto ตัวต่อไป" ในอุตสาหกรรมอื่น ซึ่ง มันอาจหมายถึง บริษัทเก่าๆ ที่ผูกขาดวัตถุดิบสำคัญ แต่ตลาดยังไม่ Re-Rate ก็เป็นไปได้
นักลงทุนที่ติดอยู่กับแค่ Nvidia อาจเป็นแค่คนที่ตามฝูง
นักลงทุนที่ไม่หยุด และยังศึกษาหาเพชรในตมตัวถัดไป ไม่แน่ คุณอาจชนะตลาด และเห็นโอกาสก่อนคนอื่นได้นะครับ
Mr.Messenger รายงาน