I'm Co-founder FINNOMENA with passion in Crypto , Stock , Mutual Fund , Wealth Management.

Joined August 2009
3,971 Photos and videos
กำไร ไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณเก่ง เหมือนขาดทุน ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณโง่ นักลงทุนส่วนใหญ่ ตัดสินตัวเองจากผลลัพธ์ ทั้งที่ควรตัดสิน จากคุณภาพของการตัดสินใจ คนสองคน ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ด้วยข้อมูลเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ อาจต่างกันลิบลับ Same Decision Different Outcome คุณทอยลูกเต๋าได้ แต่คุณเลือกหน้าเต๋าไม่ได้ สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึง: โชค มีบทบาทในการลงทุน มากกว่าที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ เวลาคนอื่นกำไรหนัก เราเห็นแค่ผลลัพธ์ แต่ไม่เห็นความเสี่ยง ที่เขาเคยรับ อย่าเปรียบเทียบ เบื้องหลังของคุณ กับ Highlight ของคนอื่น คุณเห็นกำไร แต่ไม่เห็นคืนที่เขานอนไม่หลับ การลงทุนที่ดี ไม่ใช่การชนะทุกครั้ง แต่คือ การอยู่รอดได้นานพอ นักลงทุนที่อยู่รอด 20 ปี มักไม่ใช่คนที่เสี่ยงที่สุด แต่เป็นคนที่ ไม่ตายกลางทาง Nothing is as good or as bad as it seems. วันที่กำไร อย่าหลงตัวเอง วันที่ขาดทุน อย่าเกลียดตัวเอง จงประเมิน "การตัดสินใจ" ไม่ใช่ "ผลลัพธ์" Save ไว้อ่านเตือนใจ ไม่โทษตัวเอง ในวันที่พลาด ไม่ประมาท ในวันที่มีกำไร Mr.Messenger รายงาน
1
25
80
2,996
อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน ผมยังอยู่เวียดนามนะครับ แต่เมื่อคืนก็ได้นั่งดูตลาดไปพร้อมๆกับทุกคนเหมือนเดิม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกฟื้นตัวได้อย่างสวยงาม หลังคำพูดสำคัญจาก ลุงทรัมป์ ที่ออกมาประกาศว่า “เราเพิ่งทำข้อตกลงดี ๆ กับอิหร่านได้แล้ว” และคาดว่าจะมีการลงนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมระบุว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีที่เอกสารสมบูรณ์ ทำให้ Dow Jones 0.7% S&P 500 0.5% Nasdaq 0.31% --- ปากีสถานยืนยัน “ดีลใกล้จบจริง” Prime Minister Shehbaz Sharif ของปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจา ประกาศชัดเจนว่า
“Final, agreed upon text ของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้รับการตกลงกันแล้ว” 
และปากีสถานกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่ายเพื่อ finalize ขั้นตอนต่อไป คำพูดนี้ช่วยสร้าง sentiment เชิงบวกให้ตลาด อาจจะมากกว่าลุงทรัมป์ด้วยซ้ำ เพราะมาจากตังกลางการเจรจาจริงๆครับ ราคาน้ำมันพลิกกลับลงแรง หลัง Trump ประกาศ ราคาน้ำมันร่วงแรงทันที WTI ลดลง 2.49% ปิดที่ $84.28 Brent ลดลง 2.63% ปิดที่ $86.76 จะเห็นว่า ราคาน้ำมัน กำลังอยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนมมาเลย แปลว่า ตลาดเริ่มมั่นใจว่าดีลจะเกิดจริงครับ --- มาที่ Highlight ของเมื่อคืน SpaceX IPO เปิดเทรดวันแรกด้วยความยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เปิดตลาดมาปั๊บ เทรดที่ $150 ต่อหุ้น (สูงกว่าราคา IPO ที่ $135) ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในวันแรกที่ $176.52 ก่อนที่จะย่อลงมาปิดตลาดที่ $161 เพิ่มขึ้น 19% จากราคาเปิด จากราคาปิด ทำให้มูลค่าตลาดทะลุ $2.1 ล้านล้านดอลลาร์ และ ทำให้ Elon Musk กลายเป็น มนุษย์คนแรกในโลกที่ความมั่งคั่งเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) จากการถือหุ้นใน SpaceX และ Tesla รวมกัน SpaceX ระดมทุนได้ $75 พันล้าน ในการ IPO ครั้งนี้ และมีปริมาณการซื้อขายสูงมากกว่า 500 ล้านหุ้นในวันแรก (ใครเป็นหนึ่งในนั้นบ้าง แสดงตัวหน่อย) Musk กล่าวก่อนเปิดตลาดว่า SpaceX ต้องการเงินทุนเพื่อ “เฟสการเติบโตครั้งใหญ่” ทั้งการส่งดาวเทียม Starlink เพิ่มเป็นแสนดวง และสร้าง Data Center AI ในอวกาศ SpaceX Effect นี้จะยังเป็นประเด็นร้อนต่อนะครับ เพราะนักลงทุนสถาบันและรายย่อยจำนวนมากต้องหั่นพอร์ตหุ้นเทคตัวอื่น ๆ เพื่อนำเงินไปซื้อ $SPCX --- มุมมอง Mr.Messenger สถานการณ์ตอนนี้ยังคงผันผวน แต่ sentiment โดยรวมเริ่มดีขึ้นหลังมีสัญญาณบวกจากดีลอิหร่านและความสำเร็จของ SpaceX IPO Trump ยังคงใช้ “ไม้แข็ง” ผสม “ไม้ไพ่เจรจา” กับอิหร่าน ตลาดจึงแกว่งไปแกว่งมา ขึ้นกับข่าวจากทำเนียบขาว สำหรับนักลงทุน
 ยังต้องระมัดระวัง เพราะ ราคาน้ำมันยังผันผวนสูง, SpaceX Effect อาจดูดสภาพคล่องจากตลาดต่อเนื่อง และ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยสัปดาห์หน้ามีประชุมเฟดนัดแรกสำหรับประธานคนใหม่ Kevin Warsh คำแนะนำ:
ยังคงถือ Cash บ้างเพื่อรอจังหวะ
กระจายพอร์ต ไม่ All-in หุ้นเทคเพียงอย่างเดียว
และติดตามข่าวอิหร่าน แนวโน้มดอกเบี้ย แต่โดยรวม เราผ่านสัปดาห์นี้มาได้ดีเลยนะ แค่อย่าประมาท วางกลยุทธ์กับพอร์ตให้ดีครับ Mr.Messenger รายงาน
1
26
82
3,130
อรุณสวัสดิ์จากโฮจิมินห์ครับทุกคน เมื่อคืนตลาดหุ้นสหรัฐฯพลิกฟื้นแรงมากหลัง ลุงทรัมป์ ออกมาประกาศว่า “เราเพิ่งทำข้อตกลงดี ๆ กับอิหร่านได้แล้ว” และคาดว่าจะมีการลงนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมระบุว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันทีที่เอกสารสมบูรณ์ ผลคือ ตลาดตอบรับทันที Dow Jones พุ่งขึ้นกว่า 930 จุด ( 1.86%) S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.75% Nasdaq พุ่งแรง 2.54% โดยหุ้นชิปทั้งแผงเด้งกลับมาอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันก็พลิกกลับอย่างรวดเร็ว WTI ลดลง 2.58% ปิดที่ $87.71 Brent ลดลง 2.92% ปิดที่ $90.38 ส่วนราคาทอง ที่เมื่อวานหลุเต่ำกว่า $4,098 ไป ปรากฎว่า ดีดแรงขึ้นมายืนเหนือ $4,226 ได้เช้านี้ อีกต่างหาก (ทรงกราฟแบบนี้ มีลุ้นเด้งต่อ) ชัดเจนนะครัยว่า ตลาดเริ่มคลายความกังวลเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ... แต่มันจะแค่ชั่วคราวไหม เราจะเชื่อลมปากชายที่ชื่อทรัมป์ได้จริงๆหรอ? ก็ต้องรออัพเดทกันไปครับ --- อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหลังคือ SpaceX IPO ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้ และจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (มูลค่าประมาณ $1.8 ล้านล้าน) ล่าสุดมีข่าวว่า SpaceX จัดสรรหุ้นให้ นักลงทุนรายย่อย น้อยกว่าที่คาดไว้ (เพียง 20% ต่ำกว่าที่เคยคาด 30%) ทำให้ มีนักลงทุยส่วนหนึ่ง มีเหตุผลที่ต้องขายหุ้นชิปออกในช่วงที่ผ่านมา — นักลงทุนกำลัง จัดระเบียบพอร์ต เพื่อเตรียมเงินซื้อ IPO ยักษ์ใหญ่นี่ ไม่ว่าจะก่อน หรือ หลัง IPO นั่นเอง อันนี้อัพเดทไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ความผันผวน อาจจะยังไม่จบครับ --- มุมมอง Mr.Messenger สถานการณ์ตอนนี้ยังคงผันผวนมาก ทรัมป์ ยังคงใช้ “ไม้แข็ง” ผสม “ไม้ไพ่เจรจา” กับอิหร่าน (ซึ่งตลาดทราบอยู่แล้ง แต่เดาทางรายวันไม่ถูก 😅) ตลาดจึงแกว่งไปแกว่งมา ขึ้นกับข่าวจากทำเนียบขาว สำหรับนักลงทุน ช่วงนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะ: ราคาน้ำมันยังผันผวนสูง SpaceX IPO อาจดูดสภาพคล่องจากตลาด เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรสำคัญ คำแนะนำ (เหมือนเมื่อวาน) ยังคงถือ Cash บ้างเพื่อรอจังหวะ กระจายพอร์ต ไม่ All-in หุ้นเทคเพียงอย่างเดียว และติดตามข่าวอิหร่าน SpaceX ใกล้ ๆ นี้ให้ดี อยากชวนคิดครับ ทุกคนคิดว่าหลัง SpaceX IPO ครั้งนี้จะทำให้ตลาดหุ้นวิ่งไปทางไหน? คอมเมนต์หน่อย ผมอ่านทุกข้อความเลย ปล. มาเวียดนามมารอบนี้ ได้ on ground visit เวียดนามแล้ว สนุกดีครับ วันนี้จะไปดูอภิมหาโปรเจค ที่ว่ากันว่า ใหญ่กว่า EEC บ้านเรา ไว้มาอัพเดทนะครับ Mr.Messenger รายงาน
7
39
95
5,006
เจอตลาดผันผวนกันไปช่วงนี้ เริ่มกังวลกันแล้วใช่ไหมครับ? หลายคนกำลังกังวลว่า AI Boom ครั้งนี้จะเป็นฟองสบู่เหมือน Dot-com 2000 หรือไม่ หรืออาจถึงขั้น คิดไปไกลกว่านั้น ถึงขั้นห่วงว่ามันใกล้จะพังหรือยัง? ผมไปหาข้อมูลจากหลายๆ source ที่เป็น Research Paper ระดับโลกมาให้แล้วครับ เอาคำตอบสั้นๆ ให้หายกังวลกันก่อนเลยนะครับ บทสรุป คือ ฟองสบู่จะยังไม่แตกในเร็วๆ นี้ … แต่เราต้องจับตา “ตัวชี้วัดสำคัญ” เหล่านี้ไว้ให้ดี ------------ 5 ตัวชี้วัด AI ที่สำคัญที่สุดตอนนี้ 1. AI Adoption Rate (อัตราการนำ AI ไปใช้จริง) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18-21% ในธุรกิจสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 13% ในปี 2025 (ข้อมูลจาก Stanford AI Index และ US Census Bureau) และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจต่าง ๆ ต้องการ AI อยู่ และเทรนยังแข็งแกร่ง (เป็นสัญญาณบวก) 2. GPU Rental Rates (ราคาเช่า GPU) ราคาเช่า GPU สำหรับรันโมเดล AI ยังคงสูงและทรงตัวในระดับดี H100 (80GB) ≈ $2.0 – $2.4 ต่อชั่วโมง H200 / B200 ยังอยู่ในระดับสูงและทรงตัวดี *ข้อมูลจาก RunPod, Vast.ai, Lambda Labs, CoreWeave (แพลตฟอร์มเช่า GPU ชั้นนำ) แสดงว่าความต้องการใช้งานจริงยังสูงมาก ไม่ใช่แค่ hype แสดงให้เห็นว่าเทรนยังแข็งแกร่ง (เป็นสัญญาณบวกเช่นกัน) 3. Memory Chip Prices (ราคาชิปหน่วยความจำ) ราคา HBM (ชิปหน่วยความจำสำหรับ AI) ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนชิปทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มอ่อนตัวบ้าง ตัวเลขปัจจุบัน: HBM3E ราคายังสูงและขาดแคลน (เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% YoY) HBM4 เริ่มส่งมอบ และราคายังอยู่ในระดับสูง *ข้อมูลจาก Counterpoint Research, SK Hynix Earnings Report แปลว่า แนวโฯ้มยังแข็งแกร่งในส่วน AI ชิบ (สัญญาณยังบวกเช่นกัน) 4. Token Spending / Usage (ปริมาณการใช้ Token) ข้อมูลจาก Cloud Providers บอกว่า การใช้ Token ในระบบ Agentic AI (AI ที่ทำงานได้ด้วยตัวเอง) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนใน Q2 2026 (เติบโตกว่า 40-60% QoQ) ก็ยังแปลว่า ยังเติบโตได้ดีเช่นกันครับ 5. Installations of Coding Assistants ตัวสุดท้าย ติดตั้งการเขียนโค้ดด้วย AI GitHub Copilot มีผู้ใช้งาน active กว่า 1.5 ล้านคน Cursor และ Claude Artifacts ยังเติบโตดี ยังคงรักษาระดับทรงตัวได้ดีหลังจากเติบโตเร็วมากในช่วงก่อนหน้า ถือว่า ทรงตัวในระดับสูงหลังจากเติบโตเร็วมากในปี 2025 ------------ มุมมอง MacroQuant และพอนำตัวชี้วัด AI เหล่านี้ไปเทียบกับโมเดลเศรษฐกิจมหภาค (MacroQuant) จะพบว่า Equity Z-score ยังไม่ได้ตกไปอยู่ในโซนแดง (ต่ำกว่า -1) แปลว่า ตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงสูงจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนมุมมองเป็นลบทั้งหมด ------------ สรุป มุมมองส่วนตั๋ว ส่วนตัว ฟองสบู่ AI ยังไม่แตกในเร็วๆ นี้ เพราะตัวชี้วัดพื้นฐานยังแข็งแกร่งและกำลังพัฒนาต่อเนื่อง การปรับฐานที่กำลังเกิดขึ้น มาจาก Reality Check หลังจากที่หุ้นวิ่งแรง ทั้งๆที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด และ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เข้ามากวนใจนักลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงการเข้า IPO ของ SpaceX รวมถึง OpenAI และ Anthropic ที่จะตามมาในปลายปีนี้ แต่สุดท้าย นักลงทุนต้องจับตาให้ดีว่า - ถ้า AI Adoption Rate หยุดเพิ่ม หรือเริ่มลดลง - ถ้า GPU Rental Rates ตกหนัก - ถ้า Token Usage ลดลงชัดเจน …นั่นจะเป็นสัญญาณเตือนแรกที่บอกว่า “ฟองสบู่เริ่มมีปัญหา” คำแนะนำสำหรับที่ยังเกาะกระแส AI อยู่ ก็คือ อย่า Panic Sell แค่เพราะข่าวลบ แต่ก็อย่า All-in แบบมองโลกในแง่ดีเกินไป กระจายพอร์ต ติดตามตัวชี้วัด AI เป็นประจำ จะปลอดภัยที่สุด Mr.Messenger รายงาน
82
146
8,272
KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงหนักถึง -15% ในแค่ 3 วัน - ตรงกับที่ผมเคยเขียนเตือนเรื่อง KOSPI Concentration Risk เป๊ะๆ เลย ถึงแม้เมื่อวานตลาดจะรีบาวน์ขึ้นมาได้บ้าง แต่เช้านี้ ตลาดหุ้นทั้งเอเชียที่เปิดอยู่ก็เทรดในแดนลบกันต่อ และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ… ไม่ใช่แค่ดัชนี KOSPI สิ ตอนนี้มี 4 ความเสี่ยงใหญ่ มารวมตัวกันพร้อมกันแบบไม่เคยเห็นมาก่อน ไปดูกันครับ --------------- Risk 1: Citi Risk Flags พุ่งสูงสุดตั้งแต่ปี 2008 Citi Risk Flags คือตัวชี้วัดที่บอกว่าระบบการเงินโลก “เปราะบาง” แค่ไหน ปี 2007 มันพุ่งสูงก่อน Lehman ล้ม ปี 2020 มันพุ่งก่อน COVID Crash และตอนนี้… มันกลับมาพุ่งอีกครั้งที่ระดับเดียวกับปี 2008 แล้ว Citi Risk Flags วัดอะไร? = Leverage Correlation Credit Spread Volatility Clustering = "ระบบเปราะบางแค่ไหนถ้ามีแรงกระแทก" Citi เตือนแบบนี้ ไม่ได้แปลว่า Crash แน่นะทุกคน แต่ "ถ้ามีอะไรผิด ความเสียหายใหญ่กว่าปกติ" (เหมือนป่าที่แห้งมาก — ไม่ได้แปลว่าจะไฟไหม้แน่ แต่ถ้าไฟไหม้ = หนักกว่าปกติ) Risk 2: KOSPI ร่วงแรง หุ้นชิปพัง KOSPI ลดลง -15% ใน 3 วัน หุ้นชิปเกาหลีร่วงหนัก SK Hynix เป็นตัวนำ ดัชนีชิปสหรัฐฯ (SOXX) ร่วง -10.3% แย่สุดตั้งแต่ มี.ค. 2020 ในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง " 100% ใน 6 เดือน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะฟองสบู่แตกไหม" ผมเขียนให้ความเห็นว่า Concentration Risk รุนแรงขึ้นเร็วมาก Samsung SK Hynix รวมกัน ~50% ของ KOSPI Risk 3: Fed Warsh อาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ย ตลาดเดิมคาดว่า Kevin Warshจะลดดอกเบี้ย แต่ตอนนี้ CME FedWatch ให้โอกาส 68.4% ว่า Fed อาจ ขึ้นดอกเบี้ย ก่อนสิ้นปี เพราะ CPI เดือนพฤษภาคม คาดว่าจะพุ่งไปที่ 4.2-4.3% เหตุผลคือ CPI พฤษภาคม คาด 4.2-4.3% YoY (เพิ่มจาก 3.8%!) Core CPI คาด 2.9% (เพิ่มจาก 2.8%) Jobs Report ที่ผ่านมา แข็งเกินคาด น้ำมันยังค้างเหนือ $90 กดดัน Inflation Risk 4: ความตึงเครียดอิหร่านกลับมาอีก รายงานว่า อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์สหรัฐตก และแทบจะในทันที ทางฝั่งสหรัฐตอบโต้ด้วยการยิงโดรนอิหร่าน 4 ลำ และโจมตีสถานี Radar ตรงนี้ แสดงให้เห็นชัดว่า สถานการณ์ยังมีความเปราะบางมากๆ ถึงทรัมป์เองจะอยากรีบยุติสงคราม แต่ดูเหมือน อีก 2 ฝ่าย (อิสราเอล และ อิหร่าน) จะไม่ได้คิดแบบเดียวกัน และนั่้นทำให้สถานการณ์ระดับราคาน้ำมันและกําซธรรมชาติ ยิ่งไปกดดันเงินเฟ้อต่อเนื่อง ----------------- มุมมอง Mr.Messenger 4 ปัจจัยนี้มารวมกันแบบพร้อมเพรียง นี่ไม่ใช่ Risk เดี่ยว ๆ อีกต่อไป แต่เป็น Risk Cluster ที่อันตรายมาก เหมือนที่ Nassim Taleb เคยเขียนในหนังสือ Black Swan ว่า “เมื่อความเสี่ยงหลายอย่างมารวมตัวกัน ความเสียหายจะไม่ใช่เชิงเส้น… แต่จะเป็น Exponential” ที่เคยให้ Trim กำไรหุ้นเทคกันไป และเพิ่ม Cash 15-20% รอบนี้ ถ้ายังไม่ชั่ว ให้เน้นหุ้น Defensive (Healthcare, Utilities, Consumer Staple) ส่วนด้าน Energy Gold ยังเป็น Hedge ที่ดี ถ้าสถานการณ์อิหร่านรุนแรงขึ้น ทองคำและพลังงานจะวิ่งสวนทาง (เพียงแต่ตอนนี้ ทองยังลงไม่สุด) สัปดาห์นี้ ตลาดจะยังผันผวนนะครับ นี่ยังไม่รวม SpaceX IPO อีกประเด็นอีก ซึ่งคืนนี้เราจะรู้ราคา IPO กันแล้วว่าเป็นเท่าไหร่ สุดท้าย วันนี้รอดูตัวเลข CPI กันเลย ถ้า CPI 4.2% ตามคาด → ตลาดจะ "เปราะบาง" แต่ยังไม่ Crash ถ้า CPI >4.5% → Crash ได้! เพราะ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง ถ้า CPI <4.0% → Relief Rally (ไม่จบ Cycle) Mr.Messenger รายงาน
50
97
8,533
KOSPI เมื่อวานลบ -8% วันนี้กลับมาบวก 7% สุดยอดดดด
2
15
29
3,724
Apple ประกาศกระโดดเข้าสู่ยุค Agentic AI ด้วยการ การ ”ยกเครื่อง Siri ใหม่ทั้งหมด“ ให้ฉลาดขึ้น ที่สำคัญคือ Apple ยืนยันกลยุทธ์การจับมือเป็นพันธมิตร นำ Gemini AI ของ Google เข้ามาเป็นขุมพลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังระบบ ในงาน WWDC 2026 การยอมเปิดรับพันธมิตรด้าน AI ของ Apple เป็นสิ่งที่ตลาดคาดหวังและชื่นชอบมากครับ ผนวกกับยอดขาย iPhone รุ่นล่าสุดที่ยังคงรักษา Momentum ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทมองบวก ส่งผลให้หุ้น Apple พุ่งทะยานเข้าใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เข้าไปอีก หลัง Underperform เมื่อเทียบกับกลุ่ม Hyperscalers มาซักพักก่อนหน้านี้ ที่สำคัญอีกเรื่องคือ นี่คืองานประชุมนักพัฒนา (WWDC) ครั้งสุดท้ายของ ทิม คุก ในฐานะ CEO ครับ! เขาได้กล่าวข้อความอำลาสุดซึ้งในช่วงท้ายของการพรีเซนต์ ก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ โดยผู้ที่จะมารับไม้ต่อคือ จอห์น เทอร์นัส (แม้ว่าในงานนี้จะยังไม่ได้มีการดันเขาขึ้นมาโดดเด่นบนเวทีก็ตาม) นี่คือการสิ้นสุดยุคของชายผู้ผลักดันมูลค่าบริษัท Apple ให้เติบโตอย่างมหาศาลตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยบทสรุป คือ จับมือกับศัตรูที่รัก เริ่มเกมส์ AI on Device อย่างเต็มตัว Mr.Messenger รายงาน
4
71
134
7,164
วันที่มนุษย์ค้นพบว่า “ทองคำ” สามารถปกครองโลกได้ The History of Human Beliefs Through Money ตอนที่ 3/30 ลองจินตนาการว่า... คุณถูกส่งไปยังโลกเมื่อ 3,000 ปีก่อน ในมือคุณมีทองคำแท่งหนัก 1 กิโลกรัม คุณสามารถเดินทางข้ามภูเขา ข้ามทะเล ข้ามอาณาจักร พบผู้คนที่พูดคนละภาษา นับถือคนละศาสนา และไม่เคยพบคุณมาก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจ คนเกือบทุกแห่งยินดีรับทองคำจากคุณ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักคุณเลย มันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันนะครับ ทำไมโลหะสีเหลืองที่กินไม่ได้ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น และแทบไม่มีประโยชน์ต่อการเอาชีวิตรอด จึงกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์? และทำไมมนุษย์ถึงยอมทำสงคราม เดินเรือข้ามมหาสมุทร เสี่ยงชีวิตในเหมืองลึก เพื่อตามหามัน? เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของทองคำ แต่มันคือเรื่องของความเชื่อ และจุดเริ่มต้นของเงินระดับโลกครั้งแรกของมนุษยชาติ --- ก่อนที่ทองคำจะกลายเป็นตัวกลาง มนุษย์ใช้สิ่งต่างๆ เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนมาก่อนครับ เปลือกหอย เกลือ ปศุสัตว์ ลูกปัด แต่สิ่งเหล่านี้มีปัญหา บางอย่างเน่าเสีย บางอย่างแตกหักง่าย บางอย่างขนส่งลำบาก บางอย่างมีปริมาณเพิ่มขึ้นได้ง่ายเกินไป เมื่อการค้าเริ่มขยายตัว ผู้คนจึงต้องการสิ่งที่ดีกว่า และ ทองคำ มันก็มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ ที่ตัวกลางอื่นๆไม่มี คือ... มันหายาก ไม่เป็นสนิม แบ่งย่อยได้ หลอมใหม่ได้ พกพาได้ และที่สำคัญ มนุษย์แทบทุกวัฒนธรรมมองว่ามันสวยงาม นี่คือจุดที่น่าสนใจ ทองคำไม่ได้มีมูลค่าเพราะประโยชน์ใช้สอย แต่มีมูลค่าเพราะผู้คนเชื่อว่าคนอื่นก็ให้คุณค่ากับมันเช่นกัน ยิ่งมีคนเชื่อมากขึ้น ทองคำก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น --- เมื่ออาณาจักรต่างๆ เริ่มเติบโต ผู้ปกครองพบว่าทองคำมีประโยชน์มหาศาล พวกเขาเริ่มผลิตเหรียญทองมาตรฐาน แล้วประทับตราของรัฐลงไป เพื่อรับรองน้ำหนักและความบริสุทธิ์ ทันใดนั้น การค้าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทองคำทุกครั้งอีกต่อไป เพราะผู้คนเชื่อถือเครื่องหมายของอำนาจรัฐ การค้าจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว พ่อค้าสามารถเดินทางไกลกว่าเดิม ธุรกิจใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เศรษฐกิจซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มนุษย์เริ่มมี "เงิน" ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างข้ามพรมแดน ทองคำกลายเป็นภาษากลางของการค้าโลก แม้ว่าผู้คนจะพูดกันไม่รู้เรื่องก็ตาม --- แต่... ความสำเร็จของทองคำก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่ เมื่อทองคำคือเงิน ใครก็ตามที่ครอบครองทองคำมาก ย่อมมีอำนาจมาก อาณาจักรเริ่มแข่งขันกันสะสมทองคำ สงครามหลายครั้งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรทองคำ นักสำรวจจำนวนมากออกเดินทางเพื่อตามหาแหล่งทองคำใหม่ และบางครั้ง ความโลภก็ผลักดันให้มนุษย์ทำสิ่งที่โหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ ทองคำจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจด้วย --- ✅ สิ่งที่เรารู้แน่ ทองคำถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเก็บรักษามูลค่าในหลายอารยธรรมทั่วโลกเป็นเวลาหลายพันปี คุณสมบัติทางกายภาพของทองคำทำให้เหมาะกับบทบาทของเงินมากกว่าสินค้าหลายชนิด เหรียญทองมาตรฐานช่วยลดต้นทุนในการค้าขายและเพิ่มความเชื่อมั่นระหว่างผู้คน ⚠️ สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียง เหตุผลที่ทองคำได้รับคุณค่าในแต่ละอารยธรรมอาจแตกต่างกัน บางมุมมองเน้นความหายาก บางมุมมองเน้นความงดงามทางวัฒนธรรม และบางมุมมองเห็นว่าอำนาจรัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ❌ ความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักเชื่อ หลายคนคิดว่าทองคำมีมูลค่าในตัวเองโดยธรรมชาติ แต่ความจริงแล้ว มูลค่าของทองคำส่วนใหญ่เกิดจากการยอมรับร่วมกันของมนุษย์ เช่นเดียวกับเงินรูปแบบอื่นๆ --- # ทำไมเรื่องนี้เปลี่ยนโลก? ทองคำช่วยให้การค้าระหว่างผู้คนที่ไม่รู้จักกันเป็นไปได้ ช่วยสร้างมาตรฐานทางเศรษฐกิจ ช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษี สร้างกองทัพ และบริหารอาณาจักรขนาดใหญ่ได้ ในอีกมุมหนึ่ง ทองคำคือหนึ่งในเทคโนโลยีทางสังคมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ มันช่วยเปลี่ยนเครือข่ายหมู่บ้านเล็กๆ ให้กลายเป็นเศรษฐกิจระดับทวีป และแม้ในปัจจุบัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์สำรอง แม้เราจะไม่ได้ใช้เหรียญทองซื้อกาแฟอีกแล้วก็ตาม --- บทเรียนจากการมองย้อนอดีต: สินทรัพย์ที่ดีต้องได้รับความเชื่อมั่นจากคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่มีคุณสมบัติที่ดี ความหายากเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ มูลค่าเกิดจากความหายากที่ผู้คนยอมรับร่วมกัน สินทรัพย์ที่รักษาความเชื่อมั่นได้ยาวนาน มักอยู่รอดผ่านหลายยุคสมัย การสะสมสินทรัพย์เพราะความกลัวและการสะสมเพราะคุณค่า เป็นคนละเรื่องกัน --- Mr.Messenger Insight สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับทองคำคือ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแทบทุกอย่าง อาณาจักรล่มสลาย สกุลเงินหายไป บริษัทเกิดขึ้นและหายไป แต่ทองคำยังคงมีบทบาทบางอย่างในระบบการเงินโลก ไม่ใช่เพราะมันสร้างกระแสเงินสด ไม่ใช่เพราะมันผลิตกำไร แต่เพราะมันสะสม "ความไว้วางใจ" ของมนุษย์มานานมาก นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน มูลค่าของสินทรัพย์บางประเภท ไม่ได้มาจากรายได้ในอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่มาจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของความเชื่อร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ยังสอนอีกว่า ไม่มีสินทรัพย์ใดควรได้รับความเชื่อมั่นแบบไร้ขีดจำกัด แม้แต่ทองคำเอง เพราะการลงทุนที่ดีไม่ได้เกิดจากการเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากที่สุด แต่เกิดจากการเข้าใจข้อดีและข้อจำกัดของมันอย่างถ่องแท้ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ถามว่า "ทองคำดีไหม?" แต่ถามว่า "ทองคำมีบทบาทอะไรในพอร์ตของฉัน?" --- มนุษย์ไม่ได้ให้คุณค่ากับทองคำเพราะมันเปล่งประกาย แต่ทองคำเปล่งประกายในประวัติศาสตร์ เพราะมนุษย์หลายพันล้านคนตลอดหลายพันปี ตกลงกันว่าจะให้คุณค่ากับมัน และบางที... นั่นอาจเป็นความลับเดียวกันกับเงินทุกชนิดบนโลกใบนี้ Mr.Messenger หยิบมาเล่า
1
20
55
4,528
ข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง อิร่านกับสหรัฐฯ ที่เริ่มเดือน เม.ย. 2026 — เมื่อคืนนี้ "พัง" แล้วเรียบร้อย เพราะอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ อิสราเอลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน? มันรุนแรงแค่ไหน? และตลาดต้องระวังอะไร? ไปดูเหตุการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมากันครับ -------------------------- Timeline 24 ชั่วโมงที่ระทึก เช้าวันอาทิตย์: MB Ghalibaf (ประธานสภาอิหร่าน) โพสต์บน X - "US ปิดล้อมทางเรือ ละเมิดข้อตกลงเรื่อง Lebanon = ละเมิด Ceasefire" แปลว่า ฐานทัพและทรัพย์สินสหรัฐในภูมิภาค คือ เป้าหมายโดยชอบธรรมแล้ว ช่วงบ่าย: อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ Israel! (ครั้งแรกตั้งแต่ เม.ย.) ทำให้ IDF ของ Israel เปิดระบบป้องกัน Iron Dome นี่เท่ากับว่า ข้อตกลง Ceasefire พังอย่างเป็นทางการ ช่วงเย็น: ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Fox News "การยิงขีปนาวุธไม่ช่วยการเจรจา" ด้าน Axios รายงาน ว่า ทรัมป์โทรหาเนทันยาฮุ บอก "ห้ามตอบโต้!" ค่ำวันอาทิตย์: IRGC (กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน) แถลงให้ NYT "คืนนี้เป็นแค่ 'คำเตือน' ถ้ารุนแรงต่อ ตอบโต้กว้างกว่า" เจ้าหน้าที่อิหร่านบอก MSNBC - "ดีลกับทรัมป์ไม่เป็นไปได้อีกแล้ว" -------------------------- 4 Players ที่ความต้องการไม่เหมือนกัน สหรัฐฯ (ทรัมป์) อยากให้ อิหร่านส่งมอบ Nuclear Material สัญญาไม่มีนิวเคลียร์ในอนาคต อิหร่าน อิสราเอลยุติสงครามเลบาเนอล ยกเลิก Blockade ของท่าเรือ อิสราเอล กำจัด Nuclear Threat ของอิหร่าน รวมถึง กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอล ให้สิ้นซาก Gulf States (ซาอุฯ/UAE) อิหร่านจ่ายค่าซ่อมแซมความเสียหาย!! ซึ่งก็มีข่าวออกมาว่า Trump Admin กำลังพิจารณา "โอนทรัพย์สินที่ Freeze ของอิหร่าน" ให้ Gulf States เพื่อจ่ายค่าซ่อมแซม! แต่ Gharibabadi (รมช.ต่างประเทศอิหร่าน) ตอบใน X ว่า "ทรัพย์สินอิหร่าน 'ไม่ใช่ของริบ' ของวอชิงตัน หรือ 'กองทุนชำระเงิน' ให้พันธมิตร" -------------------------- นี่คือสิ่งที่ผมว่า "ใหญ่ที่สุด" ในข่าวนี้ — ลุงทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Financial Times: "I call the shots. I call all the shots. He doesn't call the shots." = "ผมเป็นคนสั่ง ผมสั่งทั้งหมด เขา (เนทันยาฮู) ไม่ใช่คนสั่ง" โดยทรัมป์ยังยืนยันว่า การยิงขีปนาวุธของอิหร่านใส่อิสราเอล "ไม่กระทบดีล" คำถามคือ เนทันยาฮู จะคิดแบบทรัมป์ด้วยไหม ว่า "ไม่มีทางเลือก" ต้องยอมรับดีลที่สหรัฐฯเจรจา เพราะถ้าขาดพันธมิตรอย่างสหรัฐฯไป ตัวเองจะโดดเดี่ยวในตะวันออกกลางมากขึ้นไปอีก (ในอดีตทรัมป์จะให้เกียรติอิสราเอล พูดในมุมความเป็น Partner แต่จู่ๆ ทรัมป์ฟันเลยว่า "I call the shots") ผลต่อตลาด — น้ำมันพุ่งทันที! ทั้ง WTI และ Brent บวกเฉลี่ยเช้านี้ 2.5% ขณะที่ ราคาทอง เริ่มกลับมาบวกได้ โดยเทรดอยู่ที่ $4,352 หรือบวก 0.5% -------------------------- เจ้าหน้าที่ White House ที่ขอไม่เปิดเผยตัว บอกกับสื่ออย่าง MSNBC ว่า "การเจรจากับอิหร่านเผยให้เห็น 'การประเมินผิดพื้นฐาน' ของทรัมป์และ White House" แสดงว่า ที่ทรัมป์คิดว่าอิหร่านจะยอม เขาอาจผิด และประเมิณสถานการณ์เข้าข้างตัวเองเกินไป ผมว่าวันนี้คือ "จุดเปลี่ยน" ของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซครับ 3 เดือนที่ผ่านมาตลาดมอง Ceasefire ว่า "ทำกันได้แน่" แต่วันนี้ตลาดต้องยอมรับว่า "ยังเปราะบาง อาจระเบิดทุกเมื่อ" กลับมามองที่พอร์ตเรา และปรับพอร์ตด้วยความระวังครับ Mr.Messenger รายงาน
3
38
67
6,495
ผมคิดว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มีสิทธิจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลกไปตลอดกาลครับ ลุงทรัมป์เพิ่งพูดบน Air Force One ว่า "อยากให้รัฐบาลถือหุ้น AI Labs ใหญ่ๆ" ... นั่นรวมถึง OpenAI ของ Sam Altman ด้วย? ผมว่าทุกคนคงสงสัย - ทำไมประธานาธิบดีของประเทศ Capitalism เบอร์ 1 ของโลก จะเอารัฐบาลไปถือหุ้นบริษัทเอกชน? งั้นเพิ่มความน่าสนใจของเรื่องนี้เข้าไปอีก ลุง Bernie Sanders เสนอ "American AI Sovereign Wealth Fund Act" ขอ 50% หุ้น AI Labs! แถมฝั่งเกาหลีใต้ ก็มีแผน "Citizen Dividend" ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันด้วย นี่คือ "การเปลี่ยนโฉมหน้า Capitalism" ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี เลยทีเดียว ไปดูรายละเอียดกัน -------------------------------- เรามาเริ่มกันที่ ลุงทรัมป์พูดอะไร บน Air Force One เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา? "There are concepts where pieces could be given to the American public, where the American public essentially becomes a partner with the companies" = "คนอเมริกันควรกลายเป็น 'หุ้นส่วน' กับบริษัท AI" ลุงทรัมป์ยังพูดต่อ — "It would be a beautiful thing. And it would make them rich." = "มันจะทำให้คนอเมริกัน 'รวย' ขึ้น" ที่สำคัญ: ลุงทรัมป์จะเจอผู้บริหาร AI Labs "สัปดาห์หน้า" เพื่อหารือความเป็นไปได้ อีกด้าน Bernie Sanders วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากรัฐ Vermont เสนออะไรที่โหดกว่าทรัมป์เยอะเลยครับ Bernie Sanders เสนอกฎหมายชื่อ "American AI Sovereign Wealth Fund Act" คือ ขอให้บริษัท AI ใหญ่ๆ ทุกแห่ง "โอน 50% ของหุ้นให้รัฐบาล" เข้า Sovereign Wealth Fund! โดย Sanders เขียนข้อเสนอนี้ใน New York Times โดยบอกว่า "AI สร้างขึ้นจาก 'ความรู้รวม' ของมนุษยชาติ ดังนั้นความมั่งคั่งที่ AI สร้าง ต้องเป็นประโยชน์ของมนุษยชาติ" (โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้เอง Sanders เพิ่งเจอ Sam Altman ที่ Capitol Hill) OpenAI เห็นด้วย? เรื่องบ้าที่สุด ก็คือ ใช่ครับ OpenAI เห็นด้วย! ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด! Sam Altman เป็นคนเสนอแนวคิดนี้กับ Trump Admin ก่อน Sanders ด้วยซ้ำ เมษายน 2026: OpenAI ออกเอกสารทางการเสนอ "Public Wealth Fund" บอกแนวคิดว่าจะ "ให้คนทั่วไปได้รับ Upside จาก AI Growth โดยตรง" หมายความว่า OpenAI ยินดีแบ่งหุ้นเข้ากองทุน? คำถามคือ ทำไม OpenAI ยอม? ผมมองว่า 3 เหตุผลครับ คือ 1. เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต 2. เพื่อ PR Goodwill ก่อน IPO $850B 3. เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ภาคการเมืองเข้ามาโจมตี จากการที่ AI มีสิทธิมาแย่งงานมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ก็ให้รัฐบาลได้ประโยชน์ และไปทำสวัสดิการให้ประชาชนต่ออีกทีไปเลย -------------------------------- เป็นไปได้แค่ไหน? จะบอกว่า Trump Admin เข้าไปถือหุ้นแล้วบางบริษัทครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก: Intel มากสุด 10% IBM รัฐเข้าไปถือ แต่ไม่เปิดเผยตัวเลข Critical Minerals ประมาณ 12 บริษัท Quantum Computing ก็มีหลายราย = Trump Admin "Quasi-Nationalize" หรือ กึ่งแปรรูปเป็นของรัฐ บริษัท Tech แล้วหลายบริษัทที่เขามองว่าเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง -------------------------------- อีกฝากหนึ่งของโลก เกาหลีใต้ ก็มีการเคลื่อนไหว ด้วยแนวคิด "Citizen Dividend" คนที่เสนอแนวคิดนี้ คือ Kim Yong-beom (ที่ปรึกษานโยบายประธานาธิบดีเกาหลี) ด้วยการโพสต์ Facebook "โอกาสประวัติศาสตร์ที่หายาก... เกาหลีอาจเป็นประเทศแรกที่ 'คืนกำไรส่วนเกินยุค AI สู่ชีวิตมนุษย์'" แผนของเกาหลีใต้ คือใช้ ภาษีจาก AI Growth จ่ายเป็น Citizen Dividend ให้ประชาชน (จากปัญหา Samsung Union Lawsuit ที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ว่าพนักงาน Memory ได้โบนัส $416K, แต่พนักงาน Smartphone ในบริษัทเดียวกัน กลับได้โบนัสน้อยกว่าเป็นสิบเท่า → รัฐต้องเข้ามาแก้ Inequality!) -------------------------------- จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ถ้าข่าวข้างบนนี้เป็นจริงขึ้นมา? มุมมองส่วนตัวนะครับ 1. นี่คือ "End of Pure Capitalism" - รุนแรงที่สุดตั้งแต่สมัยของ Roosevelt โดยครั้งสุดท้ายที่ US Government ถือหุ้นบริษัทเอกชนแบบนี้คือ: 1933 New Deal (Roosevelt) - สร้างหน่วยงานรัฐทำธุรกิจ 2008 Global Financial Crisis - รัฐบาลอุ้ม GM AIG (แต่ขายคืนหมดในไม่กี่ปี) 2026 AI Boom? - กำลังจะเกิด Permanent Government Equity Stakes! แปลว่า Capitalism กำลังเปลี่ยนหน้าเข้าสู่ "State Capitalism" เหมือนปี 1933? 2. ลุง David Sacks หนึ่งใน PayPal Mafia สายอนุรักษ์นิยมที่ทรัมป์เลยตั้งเป็นที่ปรึกษาด้าน AI & Crypto เตือนดังๆถึงท่านผู้นำครับ "การควบรวมระหว่างบริษัท รัฐบาล" ในอานคต มันจะทำให้เราแยกไม่ออกว่าใครคือใคร พร้อมเตือนว่า อเมริกาอาจจบลงด้วย "Social Credit System" ของจีน ขยายความแบบนี้ครับ ที่จีน เขามี "ระบบให้คะแนนพฤติกรรมประชาชน" เริ่มปี 2014 วิธีทำงานคือ ทุกคนได้คะแนน 600-1300 จาก: การใช้จ่าย ชำระเงินกู้ (จ่ายตรงเวลาไหม?) การโพสต์ Social Media (พูดดีเกี่ยวกับรัฐบาลไหม?) การข้ามถนน (มี Camera AI ดู) การจ่ายภาษี (จ่ายไหม ตรงเวลาแค่ไหน?) ใครเป็นเพื่อน (มีความเสี่ยงไหม เพื่อทำผิดกฎหมายไหม?) ถ้าได้ Score สูง (>950) จะได้สิทธิขึ้น VIP Lounge ที่สนามบิน, กู้ง่าย, ลูกเข้าโรงเรียนดี ถ้าได้ Score กลางๆ (601 ถึง 949) ก็เข้าถึงสิทธิสวัสดิการรัฐปกติ ถ้าได้ Score ต่ำกว่า 600 อาจถึงขั้น ห้ามขึ้นเครื่องบิน รถไฟ กู้เงิน หมดสิทธิส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ โดยมีคนเก็บข้อมูล ก็คือ Big Tech ของจีน WeChat (Tencent) = Chat Payment Alipay (Alibaba) = Payment Baidu = Search Engine Sacks เลยเตือนว่า ถ้าจะเลือกทางนี้ สหรัฐมีความเสี่ยงจะกลายเป็น "China 2.0" ผ่านการควบรวมรัฐ บริษัท มองไปแล้ว มุมที่ Sacks พูดถูกคือ รัฐที่ใหญ่เกินไป = อันตรายต่อเสรีภาพ ประวัติศาสตร์ยืนยัน (โซเวียต, คิวบา, หรือ จีนยุคเหมา เจ๋อตุง) แต่ Sanders ก็พูดถูกตรงที่ AI Inequality จะรุนแรงเกินกว่าที่ Free Market จะจัดการได้ และถ้าปล่อยไว้ = Revolution แน่นอน ผมว่า "Norway Model" น่าสนใจที่สุดครับ รัฐบอลนอร์เวย์ถือ Sovereign Wealth Fund (Equinor อื่นๆ) = $1.7T แต่บริษัทยัง Operate แบบอิสระ 100% เพราะรัฐ แค่ "ถือ" แต่ "ไม่ Control" นั่นคือ "Quasi-Nationalize แบบไม่ควบรวมและยึดอำนาจ" ถ้า Trump แนวคิด Sanders แนวคิดของ Sacks หาจุดร่วมตรงนี้ได้ ผลที่ตามมา มันอาจจะเป็นโมเดลที่ดีของโลกยุคใหม่ก็ได้นะ แต่ถ้าทำผิด จะเกิด "China 2.0 ในอเมริกา" ที่ Sacks เตือนจริงๆ นี่คือเหตุผลที่ผมว่าเรื่อง AI Public Wealth Fund ใหญ่กว่าที่ตลาด Price ในตอนนี้ เพราะมันเป็น "การตัดสินใจอนาคตอีก 100 ปี" ของประเทศที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางโลกครับ -------------------------------- เรื่องนี้ จะมีผลต่อ IPO ของ OpenAI และ Anthropic ในปีนี้ไหม? สมมตินะครับ ถ้า OpenAI/Anthropic ต้องโอนหุ้น 50% ให้รัฐ นั่นแปลว่า Valuation ของ Private Round อาจปรับลง เพราะนักลงทุนเอกชนจะถูก Dilute และ Mega IPO ในปีนี้ มีความเสี่ยงอาจเลื่อนหรือเปลี่ยนเงื่อนไข OpenAI Anthropic อาจต้อง Restructure เพื่อรองรับ Public Wealth Fund (ไม่แน่ใจรวม SpaceX ด้วยรึเล่า เพราะจะ IPO ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้แล้ว) -------------------------------- มาถึงช่วงสุดท้ายของบทความแล้วครับ คำสัมภาษณ์ของ Bill Winters ซึ่งเป็น CEO, Standard Chartered Bank น่าสนใจมาก เขาบอกว่า "ผมจะเลิกจ้างพนักงานที่ 'มีคุณค่าต่ำ' (เขาใช้คำว่า Lower-Value Human Capital) แล้วเอา AI มาทำแทน" "Lower-Value" เนี่ย คือ คนนะครับ พวกเขาคือ พนักงานระดับล่าง-กลาง ที่มีลูกเมียต้องเลี้ยง! ซึ่งจริงๆ บริษัททั้งโลกก็ทำกันอยู่ เพียงแต่ Bill Winters แกพูดตรงๆ มันคือ ความคิดของ CEO ที่บอกว่า "ตัดคนที่ไม่จำเป็น" "ปรับโครงสร้างองค์กร" (= เลิกจ้าง) "Optimize ต้นทุน" (= ลดคน) "Smart Workforce" (= AI แทนคน) "Digital Transformation" (ซึ่งมันก็คือ การเลิกจ้าง) คำเหล่านี้มันก็คือ = "Lower-Value Human Capital" ครับ CEO ธนาคารอื่นๆ ที่ "คิดเหมือนกันแต่ไม่พูด" ก็มี Jamie Dimon (JPMorgan) - ลด HR Trading Floor David Solomon (Goldman) - AI Underwriting แทน Analyst Brian Moynihan (BofA) - AI Customer Service Charlie Scharf (Wells Fargo) - Branch ปิดเยอะ ถ้าคุณทำงาน "ที่ AI ทำได้" ผมขอให้เริ่ม Reskill ทันที ไม่ต้องรอ เพราะ AI Inequality คือ เรื่องจริง และ อัตราเร่ง มันแรงขึ้นเรื่อยๆ สรุปครับ AI ไม่ใช่แค่ Technology Story แต่เป็น Political Economy Story ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจอยู่ในโลกที่ รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tech Giant หลายแห่ง .... หรือ ทุกแห่ง ก็เป็นไปได้! Mr.Messenger รายงาน
9
169
247
19,781
NASDAQ ดิ่งนรกถึง -4.18% ปิดที่ 25,709.43 จุด ถือเป็นการร่วงลงในวันเดียวที่หนักหนาสาหัสที่สุดนับตั้งแต่เกิดความปั่นป่วนเรื่องภาษีในช่วงต้นปี 2025 (ภาพรวมทั้งสัปดาห์ดิ่งยับถึง -4.7%) S&P 500 รูดลง -2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด หลุดวงโคจรบวกรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์เรียบร้อย Dow Jones ดิ่งหัวทิ่ม -695.15 จุด (-1.35%) ปิดที่ 50,866.78 จุด หลังจากเพิ่งทำ New High ไปเมื่อวันพฤหัสบดี นักลงทุนแห่ล้างพอร์ตเซมิคอนดักเตอร์ โดยกองทุน ETF กลุ่มชิปอย่าง iShares Semiconductor ETF (SOXX) ดิ่งลงถึง -10% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการร่วงหล่นที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 (ช่วงโควิดระบาดระลอกแรก!) Marvell Technology โดนสับเละ -16% Micron Technology อดีตดาวเด่นรอบนี้ รูดม่านสลายตัว -13% (บวกกับวันพฤหัสฯ อีก -8%) ด้าน Intel และ AMD กอดคอร่วงระนาวราว -11% เช่นเดียวกับ Broadcom ที่ปิดตลาดลบซ้ำอีกเกือบ -8% นอกจากตัวเลขจ้างงานพฤษภาคมของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุคาดจนดันบอนด์ยิลด์ 10 ปีทะลุ 4.5% และบอนด์ยิลด์ 30 ปีทะลุ 5% จนคนกลัวว่าต้นทุนการกู้ยืมไปสร้างคลังข้อมูล AI จะแพงขึ้นแล้ว... นักวิเคราะห์ต่างพากันชี้เป้าไปที่ "ตัวแปรลับ" อีกข้อหนึ่งด้วย คือ การเตรียมเงินสดไปจองซื้อหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่าง SpaceX ของ อีลอน มัสก์ ในสัปดาห์หน้า! SpaceX กำลังจะเข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่าบริษัทสูงถึง $1.77 Trillion ซึ่งความยิ่งใหญ่อลังการนี้ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มกลัวว่า มันจะเป็นจุดสูงสุดของ "ฟองสบู่การลงทุน" แต่อีกมุมหนึ่ง นักลงทุนจำเป็นต้องเคลียร์เงินสดในพอร์ตเพื่อไปลุยกับดีลนี้ ซึ่งแน่นอนครับว่าเวลาพวกเขาจะหาเงินก้อนโตระดับนี้ พวกเขาไม่ไปขายหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ หุ้น Defensive หรอก แต่พวกเขาเลือกที่จะรินขายหุ้น AI และหุ้นชิปที่มีกำไรมหาศาลเพื่อตุนกระสุนแทนนั่นเอง หลักฐานคือ ถ้าเรามองแค่ตัวเลขดัชนี S&P 500 ที่ติดลบไปกว่า 2% เราอาจจะคิดว่าตลาดพังพินาศ แต่ถ้าดูไส้ในจริงๆ จะพบเรื่องที่น่าสนใจมากครับ เพราะ หุ้นในดัชนี S&P 500 ส่วนใหญ่ยังปิดในแดนบวก! (มีหุ้นบวกถึง 266 ตัวจาก 500 ตัว) นั่นหมายความว่า เม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากระบบการเงินไปไหน แต่เป็นการ "หมุนเงิน (Rotation)" จากหุ้นเทคฯ ขาซิ่ง ไปซบหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) อย่างกลุ่มการแพทย์และกลุ่มสินค้าจำเป็น ส่งผลให้หุ้นอย่าง Colgate-Palmolive พุ่งสวนตลาด 4%, Coca-Cola 3% และ Johnson & Johnson 2% กลยุทธ์สัปดาห์หน้าคือ "ชะลอการไล่ราคาหุ้นเทคฯ แล้วหันมาจัดพอร์ตแบบตั้งรับ" โยกเงินบางส่วนเข้าหุ้น Defensive เพื่อประคองพอร์ต และใช้จังหวะที่หุ้นชิปหรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ย่อตัวลงมาแรงๆ เป็นโอกาสในการเลือกช้อปปิ้งสะสมของดีราคาถูกสำหรับแผนการลงทุนระยะยาวครับ โลกกำลังปรับฐานเพื่อไปต่อ ตั้งสติให้มั่นแล้ว Stay Invest 💪🏻 Mr.Messenger รายงาน
5
361
449
30,257
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)เดือนพฤษภาคม ปรากฏว่า พุ่งสูงถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 80,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานยังคงนิ่งอยู่ที่ 4.3% เท่ากับเดือนเมษายน ผลลัพธ์ที่ตามมาทันทีหลังตัวเลขจ้างงานออกคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นรุนแรง โดยบอนด์ยิลด์อายุ 10 ปี ดีดทะลุ 4.5% และอายุ 30 ปี พุ่งเหนือ 5% ไปเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ชี้ว่า ตอนนี้นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับการที่ Fed อาจจะต้อง "ปรับขึ้นดอกเบี้ย" ภายในสิ้นปีนี้แทนแล้วครับ ผลต่อตลาดคือ... S&P 500 ดิ่งลง 1% และเป็นการปิดแดนลบรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์ NASDAQ ร่วงหนักสุด 1.6% (ภาพรวมทั้งสัปดาห์ติดลบไปประมาณ 2%) Dow Jones เบาหน่อย ลดลง 151 จุด หรือ 0.3% แต่พอหันไปดูรายตัว หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Chip Stocks) ที่เป็นพระเอกมาตลอด โดนกระหน่ำเทขายไม่น้อยเลยครับ Broadcom ร่วงต่ออีกราว 3% หลังจากวันพฤหัสบดีเพิ่งดิ่งนรกไปกว่า 12% Marvell Technology ทรุดหนักกว่า 8% Micron Technology ลบไป 6% Mr.Messenger รายงาน
2
120
194
14,053
"ก่อนมีเงิน" มนุษย์ใช้ชีวิตกันยังไง? The History of Human Beliefs Through Money ตอนที่ 1/30 หลายคนคิดว่าโลกเริ่มต้นจาก "การแลกของ" ผมมีปลา คุณมีข้าว เราจึงนำของมาแลกกัน ฟังดูง่าย สมเหตุสมผล และเป็นเรื่องที่ถูกเล่าต่อกันมาหลายร้อยปี แต่จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าผมมีปลา คุณมีข้าว แต่วันนี้คุณไม่ได้อยากกินปลาเลย? หรือถ้าผมอยากได้รองเท้า แต่คนทำรองเท้าอยากได้เนื้อสัตว์ ในขณะที่คนขายเนื้อสัตว์กลับอยากได้ข้าว? ทันใดนั้น การแลกของที่ดูเรียบง่าย กลับกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ และปัญหาเล็กๆ นี้เอง คือจุดเริ่มต้นของหนึ่งในนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ สิ่งที่เราเรียกว่า "เงิน" --- ลองจินตนาการว่าคุณตื่นขึ้นมาในหมู่บ้านเมื่อหลายพันปีก่อน ไม่มีธนาคาร ไม่มีธนบัตร ไม่มีเหรียญ ไม่มีแอปโอนเงิน ทุกสิ่งที่คุณต้องการต้องหาเอง หรือแลกกับคนอื่น ถ้าคุณเป็นชาวนา คุณมีข้าว ถ้าคุณเป็นช่างปั้นหม้อ คุณมีหม้อ ถ้าคุณเป็นนักล่าสัตว์ คุณมีเนื้อ ฟังดูเหมือนระบบที่ยุติธรรม แต่ในความเป็นจริง มันเต็มไปด้วยปัญหา นักเศรษฐศาสตร์เรียกปัญหานี้ว่า "ความต้องการตรงกันสองฝ่าย" หรือพูดง่ายๆ คือ คนที่มีของที่คุณต้องการ ต้องต้องการของที่คุณมีในเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งเกิดขึ้นยากกว่าที่คิดมาก ยิ่งสังคมเติบโต ยิ่งมีอาชีพหลากหลาย ยิ่งมีสินค้ามากขึ้น ระบบแลกของก็ยิ่งไม่มีประสิทธิภาพ ผู้คนจึงเริ่มมองหาสิ่งที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน บางแห่งใช้เกลือ บางแห่งใช้เปลือกหอย บางแห่งใช้ลูกปัด บางแห่งใช้ปศุสัตว์ สิ่งเหล่านี้มีหน้าที่สำคัญเพียงอย่างเดียว คือทำให้การแลกเปลี่ยนง่ายขึ้น และนั่นคือช่วงเวลาที่ "เงิน" เริ่มถือกำเนิด ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่ง ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ประกาศ แต่เกิดจากความต้องการของมนุษย์ธรรมดาที่อยากค้าขายกันได้สะดวกขึ้น เงินจึงไม่ได้เกิดจากอำนาจ แต่เกิดจากความร่วมมือกันครับ --- ✅ สิ่งที่เรารู้แน่ มนุษย์ในหลายอารยธรรมใช้การแลกเปลี่ยนสินค้าและสิ่งของที่ได้รับการยอมรับร่วมกันก่อนการเกิดเหรียญและธนบัตร สังคมที่ซับซ้อนขึ้นต้องการตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เงินเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เพื่อการลงทุนในตอนแรก ⚠️ สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียง นักวิชาการบางสำนักเชื่อว่าระบบ "หนี้" และการบันทึกบัญชีอาจเกิดขึ้นก่อนระบบแลกของในบางสังคม ลำดับการกำเนิดระหว่าง หนี้, การแลกของ และ เงินตรา ยังเป็นประเด็นที่มีการศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอ ❌ ความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักเชื่อ หลายคนคิดว่าเงินคือสิ่งที่รัฐบาลสร้างขึ้น ความจริงคือ เงินในรูปแบบแรกๆเลย เกิดจากการยอมรับร่วมกันของผู้คน ก่อนที่รัฐจะเข้ามาควบคุม --- # ทำไมเรื่องนี้เปลี่ยนโลก? เมื่อมนุษย์มีตัวกลางในการแลกเปลี่ยน การค้าเริ่มขยายตัว ผู้คนสามารถเชี่ยวชาญงานเฉพาะด้านได้ เมืองเริ่มเติบโต ธุรกิจเริ่มเกิดขึ้น เศรษฐกิจเริ่มซับซ้อน และในที่สุด อารยธรรมก็สามารถขยายตัวได้ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากไม่มีเงิน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีบริษัทข้ามชาติ มีตลาดหุ้น มีธนาคาร หรือมีเศรษฐกิจโลกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ ทุกวันนี้เราอาจไม่ได้แลกปลาเป็นข้าวแล้ว แต่เรายังคงใช้ "ความเชื่อร่วมกัน" แบบเดียวกับบรรพบุรุษของเรา เพียงเปลี่ยนจากเปลือกหอยมาเป็นตัวเลขบนหน้าจอเท่านั้น --- บทเรียนจากการมองย้อนอดีต: มูลค่าไม่ได้เกิดจากตัววัตถุเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่ผู้คนเชื่อร่วมกันว่ามันมีค่า เทคโนโลยีเปลี่ยนรูปแบบของเงินได้ แต่ไม่เคยเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์ หลังจากนี้ ก่อนลงทุนในอะไรสักอย่าง จงถามว่าคนอื่นจะยังเชื่อในสิ่งนั้นอีกหรือไม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า --- Mr.Messenger Insight สิ่งที่นักลงทุนจำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงิน คือคิดว่าเงินเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ แต่จริงๆ แล้ว เงินเป็นเรื่องของ "จิตวิทยามนุษย์" ธนบัตรใบหนึ่งมีต้นทุนการผลิตไม่กี่บาท ตัวเลขในบัญชีธนาคารไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ แต่เรายอมทำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อแลกกับมัน เหตุผลไม่ใช่เพราะกระดาษหรือคอมพิวเตอร์มีค่า แต่เพราะเราเชื่อว่าคนอื่นจะยอมรับมันต่อไป นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน ราคาหุ้น, อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ, Bitcoin หรือสินทรัพย์ใดๆ ก็ตาม ล้วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อของผู้คนทั้งสิ้น แน่นอนว่าปัจจัยพื้นฐานมีความสำคัญ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า สิ่งที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาล และสิ่งที่ทำลายความมั่งคั่งมหาศาล มักเกิดขึ้นเมื่อผู้คนประเมิน "ความเชื่อร่วมกัน" ผิดพลาด เงินจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจ และความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในโลกมาตลอดหลายพันปี อ่านจบแล้ว ทุกคนคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ "เงิน" มีค่าครับ? ตัวมันเอง หรือความเชื่อของผู้คนในสังคม? Mr.Messenger หยิบมาเล่า
15
37
3,795
เริ่มได้กลิ่นบางอย่างครับ.... ตลาดหุ้นโลกในครึ่งปีหลัง มีโอกาสเปลี่ยนโฉมหน้ากันแล้วทุกคน จากที่ช่วงต้นปี ตลาดหุ้นโลกถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นไม่กี่ตัว (โดยเฉพาะหุ้น AI และ หุ้นชิป) เป็นไปได้ว่า เรากำลังเข้าสู่ เฟสใหม่ ที่การขึ้นของตลาดจะกว้างขึ้นและกระจายตัวมากกว่าเดิมครับ และหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ AI Adoption Rate ที่กำลังเข้าใกล้ 20% ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์เลย ไปดูกัน ---------------------------- ทำไม 20% จึงสำคัญ? Goldman Sachs Research เคยเขียนไว้ในปีที่แล้วว่า ทุกครั้งที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ถูกนำมาใช้จน Adoption Rate แตะระดับ 20% ของธุรกิจต่าง ๆ หลังจากนั้น มันจะเกิด Inflection Point หรือจุดเปลี่ยนสำคัญ!! Smartphone เคยผ่านจุดนี้ → ธุรกิจแอปและบริการออนไลน์ระเบิด Cloud Computing เคยผ่านจุดนี้ → AWS, Azure, Google Cloud โตพุ่ง และตอนนี้ AI กำลังเข้าใกล้จุดนั้นพอดีครับ จากรายงาน US Census Bureau & Stanford AI Index ที่เพิ่งออกมาต้นปี มีรายงานว่าในภาคธุรกิจสหรัฐฯ การนำ AI มาใช้ในอย่างน้อยหนึ่งส่วนของธุรกิจอยู่ที่ 21% ไปแล้ว หลักฐานในอดีตบอกเราว่า จากนี้ไป ผู้ชนะจะไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตเครื่องมือ” (Nvidia, TSMC, SK Hynix) อีกต่อไป แต่จะเป็น ผู้ใช้ AI (Adopters) ที่สามารถนำ AI ไปสร้างรายได้และกำไรจริง ๆ ได้ แปลว่า การกระจายตัวกำลังมาครับ Goldman Sachs และหลายสถาบันเริ่มคาดการณ์กันแล้ว ช่วงแรกของ AI Rally → กระจุกตัวที่ Hardware & Infrastructure แต่ช่วงต่อไป → การบวก จะกระจายไปยัง Platform, Software, Healthcare, Financials, Industrials นั่นหมายความว่า เหมือนแตะระดับ Inflection Point ไปแล้ว การถือหุ้นกระจุกตัวในหุ้น AI ชั้นนำเพียงไม่กี่ตัว อาจไม่ให้ผลตอบแทนดีเหมือนช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาครับ ดังนั้น แทนที่เราจะไล่ซื้อแค่หุ้นชิปไปเรื่อยๆ เราควรเริ่มกระจายไปยังกลุ่มอื่นๆที่น่าจะได้ประโยชน์ตามมาบ้าง อย่างเช่น บริษัทที่นำ AI ไปใช้ในธุรกิจจริง (Internet Platform, Enterprise Software) ภาคส่วนที่ได้ประโยชน์จาก Productivity Gain (Healthcare, Financial Services) Private Banking Paper บางเจ้า บอกว่า หุ้นภูมิภาคที่ยัง undervalued เช่น Europe ex-UK ก็น่าสนใจเหมือนกัน ---------------------------- มุมมอง Mr.Messenger ตลาดหุ้นไม่ได้กำลังจบลงครับ… มันกำลังพัฒนา จาก “หุ้นไม่กี่ตัวลากทั้งตลาด” ไปสู่ “หลายอุตสาหกรรมช่วยกันลาก” จาก “ซื้อแพงเพราะ FOMO” ไปสู่ “เลือกหุ้นที่มีกำไรจริงและ Valuation สมเหตุสมผล” ถ้าให้แนะนำ ผมแนะนำแบบนี้ 1. อย่า All-in หุ้น AI Hardware เพียงอย่างเดียว 2. จังหวะปรับฐาน ให้เริ่มกระจายพอร์ตไปยังหุ้นที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างกำไร 3. มองหาโอกาสในยุโรปและหุ้น Value ที่ยังถูก เพราะในรอบนี้ ผู้ชนะจะไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่จะเป็นคนที่ กระจายความเสี่ยงและเข้าใจวัฏจักร ได้ดีที่สุด สุดท้าย มันก็กลับมาที่เรื่องเดิมเนอะ "จัด Asset Allocation ไว้ให้ดี" ยังไงก็ปลอดภัย และไม่ตกรถครับ :) Mr.Messenger รายงาน
4
570
765
127,956
ตลาดขึ้น All Time High ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีหุ้นน่าซื้อ" แต่มันแปลว่า... คุณต้องเลือกมากขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่ กลัวตกรถ (FOMO) เลยยอมซื้อทุกอย่าง ในราคาที่แพงเกินจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการติดดอย Value Investor ไม่ถามว่า "หุ้นจะขึ้นต่อไหม?" แต่ถามว่า "ราคานี้คุ้มค่าหรือยัง?" กฎข้อแรก: ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริง ไม่ใช่ซื้อเพราะกราฟกำลังขึ้น Price ≠ Value สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึง: หุ้นดี ไม่ได้แปลว่า เป็นการลงทุนที่ดี ถ้าคุณจ่ายแพงเกินไป มองหาผู้บริหาร ที่คิดเหมือนเจ้าของกิจการ ไม่ใช่ผู้บริหาร ที่เก่งแค่เล่า Story Character สำคัญกว่า Narrative มองหา "ปราสาท" ไม่ใช่แค่ "บ้าน" ธุรกิจต้องมี Competitive Advantage ที่คู่แข่งตามได้ยาก คำถามสำคัญ: ถ้าคู่แข่งมีเงินไม่จำกัด จะลอกธุรกิจนี้ได้ไหม? ถ้าคำตอบคือ "ง่าย" อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม สุดท้ายดูว่า ผู้บริหารใช้เงินเก่งไหม กำไรที่ทำได้ ถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่า ให้ผู้ถือหุ้นจริงหรือเปล่า ในวันที่ตลาดทำ New High นักเก็งกำไร มองหาหุ้นที่กำลังวิ่ง แต่นักลงทุนคุณภาพ มองหาธุรกิจที่ยังถูก ถึงเวลาเลือกแล้ว: จะซื้อ "เรื่องราว" หรือซื้อ "มูลค่า" Save ไว้อ่านก่อนกดซื้อหุ้นครั้งต่อไป Mr.Messenger รายงาน
1
19
64
3,884
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ กลายเป็นตลาดที่ Performance ดีที่สุดในโลก โดยปีนี้ "ขึ้นเป็น 2 เท่า" หรือ 100% ทั้งๆที่ผ่านมายังไม่ถึงครึ่งปี แถมล่าสุด Goldman Sachs เอาชวดกาวมาขายเพิ่ม โดยตั้งเป้าดัชนี KOSPI ที่ 12,000 (บวกได้อีก 35% จากปัจจุบัน) แต่อีกด้าน BTIG เตือนชัด "Breadth ลง 6 วันติด!" รวมถึง KB Financial เตือน "ความเปราะบางก็มี" ไปดูเรื่องนี้กันครับ ------------------------- จริงๆวันนี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำไการเหมือนบ้านเรานะครับ แต่ถ้าเปิด ก็มีสิทธิวิ่งทำ All Time High ไปต่อได้อีก เพราะตอนนี้ ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็กำลังทำ All Time High เช่นกัน ส่วนราคาน้ำมัน เช้านี้ WTI เทรดที่ $94.82 ( 1.14%) ส่วน Brent ก็ขึ้นมาที่ $97.01 ( 1.05%) เหตุผลสำคัญที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมา เพราะ Marco Rubio (Secretary of State) เปิดเผยใน Senate ว่า "อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบ Hormuz อย่างกว้างขวาง" โดยทางกองทัพสหรัฐทำลายไปแล้วกว่า 40 ทุ่น ซึ่งตลาดเดาว่า ยังเหลือทุ่นอีกจำนวนมากที่ต้องเคลียร์ กลับมาที่ประเด็นหลักที่อยากเขียนถึงวันนี้ คือ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ครับ ล่าสุด จากราคาปิดเมื่อวาน ดัชนี KOSPI บวกไปแล้ว 100% YTD โดยนักวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 Camp ชัดเจน Goldman vs BTIG ใครถูก? ฝ่าย Bull คือ Goldman Sachs ตั้งเป้า KOSPI 12,000 ใน 12 เดือน แปลว่า ยังเหลือ 35% Upside โดยให้เหตุผลว่า "Earnings is driving Asian equity returns... ก็เลยยังคง Overweight เกาหลี เพราะ กำไรยังอยู่ในช่วงขยายตัว และ Memory Cycle ยังยาวกว่าตลาดคาด ทำให้มี Rerating Catalysts ตามมาด้วย Goldman คาดว่า EPS หุ้นเอเชียโต 60% ปี 2026 ถือว่า โตมากสุดในประวัติศาสตร์เลยครับ ไปฟังอีกด้านบ้าง ฝั่ง Bear คือ BTIG มองว่า 6 sessions ที่ผ่านมา KOSPI ขึ้น 12.15% แต่ Breadth ติดลบทุกวัน! นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีหุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวมีน้ำหนักเกิน 50% ของดัชนี "Breadth Negative" = หุ้นส่วนใหญ่ลง แต่ดัชนีขึ้น เพราะ Samsung SK Hynix ลากดัชนีกันอยู่แค่ 2 ตัว อธิบายกันเพิ่มก่อน Breadth Negative คืออะไร? ทำไมสำคัญ? Breadth Negative แปลง่ายๆคือ ดัชนีขึ้น แต่หุ้นส่วนใหญ่ลง ตัวอย่างสมัยก่อน: ปี 1999: Nasdaq พุ่ง แต่หุ้นส่วนใหญ่ลง ผลที่ตามมาคือ ปี 2000 Crash -78% ปี 2021: S&P พุ่ง แต่ Breadth Negative ต่อมาไม่นาน ปี 2022 ตลาดก็พักฐานแรง -25% สรุปคือ BTIG เตือนว่า Breadth Negative มันคือ สัญญาณ "ตลาดเหนื่อย" มีโอกาสพักก่อน อีกคนที่อยู่ฝั่ง Bear ก็คือ KB Financial เตือน "ความเปราะบางมีอยู่" โดยนักวิเคระาห์จาก KB Financial Group ฟันธงว่า "นักลงทุนในตลาดกำลังเบี่ยงเบนความสนใจจาก Underlying Vulnerabilities ของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกาหลี" เขาบอกแบบนี้ครับว่า ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ก็คือ จีนกำลังแย่ง Market Share จากผู้ส่งออกเกาหลี (EV, Battery, Display) ตอนนี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ กำลังเจอปัญหา Wage Growth ช้า เงินเดือนคนเกาหลีเริ่มขยับขึ้นน้อย หรือขึ้นม่ได้เลย (ยกเว้น SK Hynix และ Samsung) แถมด้วยปัญหาใหญ่ก็คือ ราคาพลังงานสูง การที่น้ำมันยังอยู่ที่ $97 มันกำลังกดดันต้นทุนของทุกภาคส่วน สรุปคือ เศรษฐกิจภายในอ่อน ถึงแม้หุ้นจะพุ่งแรง นี่คือ รูปแบบ K-shape Recovery ที่ K ขาขึ้นมาจาก Samsung/SK Hynix ขึ้น เทียบกับ K ขาลง ที่บริษัทอื่นๆ รวมถึง SME เกาหลีใต้ ยอดขายเริ่มไม่โตและได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านไปแล้ว ------------------------------- อันนี้ มุมมองส่วนตัวครับ 1. ผมเอนข้าง BTIG มากกว่า Goldman Sachs หน่อยๆ ตามที่ผมเขียนในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง SK Hynix $1T และบอกว่า Samsung SK Hynix รวมกัน ~40% ของ KOSPI ไปหยกๆ แต่ผ่านมา 2 สัปดาห์ BTIG บอกมันกำลังแตะ 50% (เพิ่มขึ้น 10%!) แปลตรงๆคือ Concentration Risk รุนแรงขึ้นเร็วมาก 2. K-shape Recovery ในเกาหลี เป็นกระจกสะท้อนของโลก AI Boom สร้างผู้ชนะที่จำกัด ณ เวลานี้ นักลงทุน และคนส่วนใหญ่ เชื่อว่า AI จะมาเปลี่ยนโลก ซึ่งมันก็จริงครับ แต่สภาพความเป็นจริงคือ ตอนนี้ พนักงาน Memory Chip ได้โบนัส $416K พนักงาน Smartphone โบนัสน้อยกว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ภาพรวม ไม่ได้ดีเหมือนตลาดหุ้น AI Inequality กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์เศรษฐกิจระดับชาติ และประเทศอื่นในโลก ก็เจอปัญหาเดียวกัน 3. จีนแย่ง Market Share ในอุตสาหกรรมอื่น นี่คือ Threat ใหญ่กว่าที่ตลาดให้ราคา ตัวอย่าง BYD, CATL, BOE Display = แย่ง Hyundai, LG Chem, Samsung Display ถ้าจีนแย่ง HBM (DRAM ขั้นสูง) ได้สำเร็จในปี 2027-2028 แปลว่า SK Hynix อาจถูกท้าทาย (ซึ่งยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยง) ------------------------------- สรุปเลยแล้วกัน ผมว่าวันนี้คือบทเรียน — ตลาดที่ Performance ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยที่สุด KOSPI 100% YTD จัวหัวแบบนี้ มันดูน่าตื่นเต้น น่าสนใจแห่ไปตามเหมือนกันนะครับ แต่ ดูสมการนี้ก่อน Breadth Negative Concentration 50% เศรษฐกิจอ่อน = Setup คล้าย Nasdaq 1999 นักลงทุนที่ชนะ และรอดจากวิกฤตในระยะยาว คือ ต้องดู Earnings Quality Breadth ไม่ใช่แค่ Performance ในอดีต Goldman อาจถูก ในระยะ 6 เดือน แต่สิ่งที่ BTIG เตือนก็ดึงสติเราได้ดี มีกำไรก็เก็บไปบ้าง ตอนนี้ผมเริ่มขุด และหาหุ้น AI Wave 3 รอแล้ว (Component Power Physical AI) Mr.Messenger รายงาน
2
40
87
6,096
จะ 1,600 แล้วเว้ยยยย #SETindex
1
2
26
3,066
ตอนนี้ กำลังอยู่ในช่วงหา Hidden Gem ที่ราคายังไม่วิ่งไปไกล และที่สำคัญ ต้องอยู่ในกระแส AI ดูไปดูมา ไปเจอว่า อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัทผู้ขายผงชูรส เจ้าดังที่คนไทยรู้จักกันทั้งบาง เป็นหนึ่งใน ผู้ผูกขาดวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด ใน AI Chip ของ Nvidia, Intel, AMD ทุกตัวในโลกครับ ผมว่าทุกคนคงสงสัย จากทำผงชูรส แล้วมาเกี่ยวกับ AI Chip ได้ยังไง? งั้นเพิ่มความสงสัยเข้าไปอีก ปัจจุบัน อายิโนะโมะโต๊ะ คุม Market Share 100% ของ ABF Film ที่ใช้ผลิต Substrate ของ AI Chip ทั้งโลก! ไปดูเรื่องสนุกๆเรื่องนี้กันครับ --------------------------- เริ่มจาก ABF คืออะไร? ทำไมโลก AI ขาดไม่ได้? ABF ย่อมาจาก Ajinomoto Build-up Film (เท่ห์เนอะ มีชื่อบริษัทอยู่ในตัวย่อไปด้วยเลย) คือ แผ่นฟิล์มฉนวนที่ใช้ผลิต Substrate (แผ่นรองชิป) หน้าที่ขอว ABF ใน AI Chip คือ เป็นชั้นฉนวนระหว่างวงจรซึ่งซับซ้อนและมีจำนวนมากกว่า 20 ชั้น หน้าที่ของ ABF คือ ป้องกันสัญญาณรบกวนกัน และยังช่วยระบายความร้อนให้ชิปด้วย แล้วทำไมไม่มีคู่แข่งเจ้าอื่นเลย? สูตรเคมีของ ABF คือ หัวใจครับ และเป็นความลับการค้าระดับ Top Secret ซึ่งต้องใช้ความรู้เรื่อง "กรดอะมิโน" ที่อายิโนะโมะโต๊ะสะสมมามากกว่า 100 ปี มีรายงานว่า คู่แข่งจากจีนและเกาหลีพยายามดเลียนแบบกันอยู่ แต่สุดท้าย ยังสเกลไม่ได้ครับ มันเลยแปลว่า อายิโนะโมะโต๊ะ เป็น Monopoly 100% ในชั่วโมงนี้ --------------------------- ไล่เรียง Timeline อายิโนะโมะโต๊ะ กันหน่อย ปี 1909: ดร. Ikeda Kikunae ค้นพบรสชาติที่ 5 (Umami) → ก่อตั้ง Ajinomoto (อายิโนะโมะโต๊ะ) ผลิต MSG หรือ ผงชูรสขึ้นมา ปี 1956: บริษัท เริ่มศึกษากรดอะมิโน และค้นพบว่า กรดอะมิโนบางตัวมีคุณสมบัติเป็น "ฉนวนไฟฟ้าชั้นยอด" ปี 1996: บริษัทได้เริ่มเปิดตัว ABF Film สู่อุตสาหกรรม Semiconductor ปี 1999: Intel ใช้ ABF ครั้งแรก ในการผลิต CPU รุ่น Pentium III ปัจจุบัน 2026: ทุก AI Chip ของ Nvidia (H100, H200, GB200, GB300) ต้องใช้ ABF ทั้งหมดครับ ------------------------- ทุกวันนี้ สัดส่วนรายได้ของอายิโนะโมะโต๊ะ เป็นตามนี้ครับ 70% อาหาร / 5% ABF สำหรับ AI Chip / และมาจากธุรกิจ Health Care อีก 25% ที่น่าสนใจมากๆคือ รายได้จาก ABF แค่ 5% ของบริษัท แต่กำไรจาก ABF ใกล้เคียงกำไรจากผงชูรสมากๆ จากการที่มี Margin สูงถึง 40% เมื่อเทียบกับผงชูรส ที่มี Margin เพียงแค่ 10% ไปดูราคาหุ้น Ajinomoto (TYO: 2802) ย้อนหลังกันหน่อย ปี 2020 ราคาอยู่ที่ ¥2,000 (ก่อนยุค AI) ปี 2022 วิ่งขึ้นมาที่ ¥3,500 (ช่วง ChatGPT เปิดตัว) ปี 2024 ไปต่อ ¥5,500 (ช่วงนี้ชิป Nvidia H100 Boom พอดี) ปี 2026 วิ่งมาแตะระดับ ¥6,500 โดยมี Market Cap อยู่ที่ $3 หมื่นล้านไปแล้ว นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ถึงกับเรียกหุ้น Ajinomoto ว่า "Nvidia ในคราบบริษัทผงชูรส" ------------------------- Hidden Champion Theory ผมว่าหุ้น Ajinomoto ให้ข้อคิด 3 จุดสำคัญสำหรับผมเลย 1. Hidden Champion ต้องผูกขาด ต้อง "Niche" ถึงขั้นโลกขาดไม่ได้ Ajinomoto ไม่ใช่ใหญ่ที่สุด ไม่ดังที่สุด แต่ผูกขาดวัตถุดิบที่ทุกคนต้องใช้ มองมุมนี้ แปลว่า Moat สูงกว่า Big Tech อีก! 2. ความรู้สะสมมายาวนานกว่า 100 ปี นี่ก็คือ Moat ที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ จีนทุ่มเงินมหาศาลพยายามทำ ABF เอง แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องใช้ความรู้ Polymer Chemistry ที่ Ajinomoto สะสมตั้งแต่ทำกรดอะมิโน Moat หรือ ป้อมปราการที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง คือ ระยะเวลาที่สั่งสมความรู้มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่เงินหนาเพียงอย่างเดียว 3. หุ้น Pick & Shovel กำไรมากกว่าหุ้นกระแสหลัก เราเปรียบเทียบกันมาก็บ่อยแล้วว่า ในยุคตื่นทองตอนปี 1849 คนที่รวยจริงๆไม่ใช่นักขุดทอง แต่เป็น คนขายจอบและพลั่ว ในยุค AI Super Cycle หลังจากนี้ คนที่จะรวยอาจไม่ใช่แค่ Nvidia หรือ ผู้ผลิต DRAM คนอื่นๆ แต่อาจเป็นหุ้นที่มี Moat แข็งแรงอย่าง Ajinomoto และอีกหลายๆบริษัทที่กำลังขายเครื่องมือ AI ให้ทุกคน ------------------------- ผมว่า อายิโนะโมะโต๊ะ คือบทเรียนสำคัญ ที่สะท้อนว่า บริษัทที่ดูธรรมดาที่สุด อาจผูกขาดวัตถุดิบสำคัญที่สุดในโลก ใครจะคิดว่าผงชูรสที่อยู่บนโต๊ะอาหารทุกบ้าน จะมีเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อน ChatGPT, Claude, Gemini อยู่เบื้องหลัง? ผมว่า เราต้องเริ่มมองหา "Ajinomoto ตัวต่อไป" ในอุตสาหกรรมอื่น ซึ่ง มันอาจหมายถึง บริษัทเก่าๆ ที่ผูกขาดวัตถุดิบสำคัญ แต่ตลาดยังไม่ Re-Rate ก็เป็นไปได้ นักลงทุนที่ติดอยู่กับแค่ Nvidia อาจเป็นแค่คนที่ตามฝูง นักลงทุนที่ไม่หยุด และยังศึกษาหาเพชรในตมตัวถัดไป ไม่แน่ คุณอาจชนะตลาด และเห็นโอกาสก่อนคนอื่นได้นะครับ Mr.Messenger รายงาน
6
561
651
51,670