ป.ป.ช. ตรวจสอบ “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น ไปไม่สุดซอย! หรือนี่คืออีกผลงาน “ช่วยน้ำเงินด้วย”?
.
ย้อนไปต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากกรณี “ซุกหุ้น” ใช้นอมินีอำพรางการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ รับงานมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
.
ขณะเดียวกัน อีกช่องทางคู่ขนานที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน (ในเวลานั้น) ยื่นเรื่องในเดือนกันยายน 2565 เพื่อขอให้ ป.ป.ช. พิจารณาว่าศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ปรากฏว่า ป.ป.ช. กลับใช้เวลากว่า 3 ปี จนมาถึงปี 2569 ได้ข้อสรุปว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ยุติการตรวจสอบ ยกคำร้อง และไม่ดำเนินการไต่สวน
.
เมื่อการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. สร้างข้อกังขาเรื่องความตรงไปตรงมา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน จึงร่วมกันยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 กล่าวหา ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ ซึ่งประธานรัฐสภาควรตัดสินใจได้โดยไม่ล่าช้า ก่อนปิดสมัยประชุมสภากลางเดือนกรกฎาคมนี้
.
ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ในคำร้องที่เรายื่น แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหาหลัก
.
🔵[ 1. ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบ ด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ]
.
ตั้งแต่ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เมื่อกันยายน 2565 ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบ โดยแยกออกเป็น 2 เส้นทางสำคัญ
- เส้นทางที่ 1 = ตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทรัพย์สิน จนยุติการตรวจสอบเมื่อกันยายน 2568
- เส้นทางที่ 2 = ตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา จนยุติการตรวจสอบเมื่อกุมภาพันธ์ 2569
.
สำหรับเส้นทางที่ 1: การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน มี 3 ระดับ แบ่งตามระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบ
1. ตรวจสอบปกติ = ตรวจสอบโดยทั่วไปเวลามีคนยื่นบัญชีทรัพย์สิน
2. ตรวจสอบยืนยัน = ตรวจสอบหากสงสัยว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน
3. ตรวจสอบเชิงลึก = ตรวจสอบหากสงสัย ว่ามีการซุกซ่อนหุ้น หรือ มีการถือครองแทนกัน
.
สำหรับกรณีศักดิ์สยาม - สิ่งที่ ป.ป.ช. ควรทำคือการ “ตรวจสอบเชิงลึก” เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการซุกซ่อนหุ้น หรือ ใช้นอมินีมาถือครองแทน แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. ทำกลับเป็นเพียงการ “ตรวจสอบปกติ” และ “ตรวจสอบยืนยัน”
.
สำหรับเส้นทางที่ 2: การตรวจสอบความผิดอาญา จะแบ่งออกเป็น 2 ขยัก
.
1. ตรวจสอบเบื้องต้น
- หากพบว่ามี “ข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ” → ป.ป.ช. ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาต่อ
- หากพบว่ามี “ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอ” → ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนต่อไป
.
สำหรับกรณีศักดิ์สยาม สิ่งที่ ป.ป.ช. ควรทำ คือการดำเนินการไต่สวน แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. กลับทำ คือการสรุปว่าข้อมูลไม่เพียงพอ และไม่ดำเนินการไต่สวน ซึ่งทำให้ ป.ป.ช. ไม่เคยมีการเรียกผู้ร้อง (เช่น ปกรณ์วุฒิ) มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบนิติกรรมอำพรางหรือเส้นทางการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้
.
โดยสรุป ป.ป.ช. ไป “ไม่สุดซอย” ในการตรวจสอบคดีคุณศักดิ์สยาม ก่อนจะตัดสินใจยุติการตรวจสอบ
- เส้นทางที่ 1 (บัญชีทรัพย์สิน) = ไปถึงแค่ “การตรวจสอบยืนยัน” แต่ไม่ใช้อำนาจ “ตรวจสอบเชิงลึก”
- เส้นทางที่ 2 (ความผิดอาญา) = ไปถึงแค่ “การตรวจสอบเบื้องต้น” แต่ไม่ใช้อำนาจ “ไต่สวน”
.
🔵[ 2. ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจ วินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ]
.
ที่ผ่านมาสังคมมักเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. อาจจะแย้งว่าฐานความผิดเป็นคนละฐานความผิด และสิ่งที่ผูกพัน ป.ป.ช. คือ “ผล” ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธไม่ได้ คือ “ข้อเท็จจริง” ที่ ป.ป.ช. ควรต้องใช้พิจารณา ควรจะต้องเป็น “ข้อเท็จจริง” ชุดเดียวกันกับที่ปรากฏในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (เช่น หลักฐานการโอนหุ้น / เส้นทางการเงิน / ใบเสร็จเบิกค่าน้ำมัน / ใบวางบิลที่มีข้อพิรุธเรื่องที่อยู่ / สถานะทางการเงินและประวัติการทำงานของนาย ศ. ที่เป็นนอมินี)
.
ดังนั้น เราเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอ ให้ ป.ป.ช. สรุปได้ว่าศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ซุกหุ้น เหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยสรุปว่าศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ซุกหุ้นจนต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
.
🔵[ 3. ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ ]
.
หากพิจารณาลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา:
- กันยายน 2565 ผู้ร้อง (ปกรณ์วุฒิ) ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.
- กันยายน 2568 ป.ป.ช. มีมติยุติการตรวจสอบกรณีบัญชีทรัพย์สิน
- กุมภาพันธ์ 2568 ป.ป.ช. มีมติยุติการตรวจสอบกรณีความผิดอาญา
- กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2568 ป.ป.ช. เปิดเผยผลการตรวจสอบปกติบนเว็บไซต์ ป.ป.ช.
- เมษายน 2569 ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง
- พฤษภาคม 2569 ผู้ร้อง (ปกรณ์วุฒิ) ยื่นขอเอกสารจาก ป.ป.ช. (เช่น รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง)
.
กระบวนการที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงความล่าช้าและการเพิกเฉยต่อการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ร้องและสาธารณะ ป.ป.ช. ใช้เวลานานจากการยุติการตรวจสอบจนกว่าจะออกแถลงการณ์ มาถึงวันนี้ ป.ป.ช. ยังไม่ได้แจ้งผู้ร้อง ยังไม่ได้ส่งเอกสารให้ผู้ร้อง ยังไม่ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบยืนยันกรณีบัญชีทรัพย์สินและยังไม่ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีความผิดอาญาแก่ผู้ร้อง (ปกรณ์วุฒิ) แต่อย่างใด
.
🔵[ 4. ป.ป.ช. ละเลยการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ]
.
ตัวอย่างข้อหาหนึ่งที่ ป.ป.ช. ละเลยคือ ฐานความผิดเรื่อง “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” (พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126) ซึ่งรวมถึงการถือหุ้นในบริษัทที่ไปเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานที่ตนกำกับ-ดูแล
.
สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ป.ป.ช. เหมือนจะไม่ได้วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามทำผิดเรื่อง “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” หรือไม่
(1) ในความผิดเรื่องการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ: ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามไม่ผิด (ไม่ได้จงใจยื่นเป็นเท็จ / ไม่ได้มีเจตนาปกปิด)
(2) ในความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์: ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามไม่ผิด
(3) ในความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์: ป.ป.ช. ไม่ได้วินิจฉัย?
.
แน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ว่าศักดิ์สยามไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จและไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์
.
แต่แม้เรายอมเชื่อตาม ป.ป.ช. ก็ไม่ได้หมายความว่าศักดิ์สยามไม่ได้ผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์
เพราะหาก ป.ป.ช. เพียงสรุปว่า ศักดิ์สยามยังเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ก็เท่ากับว่าศักดิ์สยามได้กระทำความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว โดยไม่ต้องไปพิสูจน์ว่าศักดิ์สยามมี “เจตนา” ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และโดยไม่ต้องไปพิสูจน์ว่าศักดิ์สยามได้ “แทรกแซง” ให้บริษัทได้รับงานจากรัฐหรือไม่
.
จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่ ป.ป.ช. ไม่วินิจฉัยเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และ ป.ป.ช. ไม่วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นหรือไม่ เป็นเพราะ ป.ป.ช. ต้องการปกป้องศักดิ์สยาม หรือ “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือไม่?
.
เพราะ ป.ป.ช. รู้ว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จากหลักฐานทั้งหมด ไม่มีทางที่ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยเป็นอื่นได้ นอกจากวินิจฉัยว่าศักดิ์สยามยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและได้กระทำความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์