𝗗𝗶𝗺𝗲! ครบเครื่องเรื่องการเงิน แอปพลิเคชันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม #Dime #ไดม

Joined September 2021
723 Photos and videos
สูตรจัด Watchlist 3 ชั้น จัดระบบลงทุนด้วยแอป Dime! เพื่อน ๆ สังเกตไหมครับว่า รายการหุ้นโปรดที่เรากดติด Watchlist ไว้ ของหลาย ๆ คน มันมีหน้าตาเหมือนตะกร้าหุ้นที่รวมของที่อยากได้มากกว่ารายชื่อหุ้นที่พร้อมลงทุนจริง ๆ เช่น รวมหุ้นดี หุ้นดัง หุ้นที่คนอื่นเชียร์ มักถูกโยนรวมกันในลิสต์เดียว จนถึงวันที่มีสัญญาณจริง เรากลับไม่กล้ากดซื้อ เพราะยังไม่รู้จักมันดีพอ ต้องเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่กราฟ งบ ข่าว วนลูปเดิมทุกครั้งที่ราคาขยับ บทความนี้ไม่ได้จะชวนเพื่อน ๆ เพิ่มหุ้น แต่จะชวนคุณคัดหุ้น และจัดระเบียบ Watchlist เหลือแค่ 3 ระดับครับ  แบ่งเป็นระดับ Core, Secondary, Watch only เพื่อให้คุณมีพื้นที่ตัดสินใจแบบคนลงทุนที่มีระบบมากขึ้น ลองคิดแบบนี้ครับ ให้มองว่า Watchlist คือ สนามซ้อมก่อนซื้อหุ้นเข้าพอร์ตจริง เราเลยต้องจัดระดับความพร้อมเทรดของหุ้นแต่ละตัวให้ชัด 👉1. Core (5–7 ตัว) เป็นกลุ่มหุ้นที่รู้จักดีพอจะเทรดได้ทันที เป็นหุ้นที่คุณ - เข้าใจธุรกิจ โมเดลรายได้ คู่แข่ง จุดแข็งจุดอ่อน - มีกรอบราคาหรือ Valuation ในหัวคร่าว ๆ ว่า แถว ๆ นี้ถือว่าคุ้ม หรือ แพงเกินไป - รู้แผนตัวเองถ้าราคาลงแรง หรือ เด้งแรง ว่าจะทำอะไร เวลาเห็นสัญญาณ เช่น ราคาแตะโซนที่คุณรอไว้ หรือ Volume เข้า คุณไม่ต้องเริ่มจากอ่านใหม่ แต่จะถามตัวเองแค่ว่า ตอนนี้ Risk/Reward ยังโอเคไหม แล้วตัดสินใจได้เลย Core Watchlist จึงควรมีแค่ราว 5–7 ตัว เพราะนี่คือหุ้นที่คุณพร้อมลงเงินครับ 👉2. Secondary (5–10 ตัว) เน้นหุ้นที่กำลังศึกษา Behavior กลุ่มนี้คือหุ้นที่คุณสนใจจริงจัง แต่ยังไม่พร้อมลงเงินตอนนี้ อาจจะเริ่มอ่านงบแล้ว เริ่มดูกราฟแล้ว เริ่มลองตามข่าว ดูว่าเวลามีข่าวดีร้าย ราคามันตอบสนองยังไง เป้าหมายของ Secondary คือ เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็น Core หรือ ตัดออกไปเลย ไม่ใช่แช่แข็งอยู่ตรงกลางตลอดไป คุณควรตั้งเดดไลน์ในใจ เช่น ภายใน 1–3 เดือน ถ้ายังไม่เห็นภาพอนาคตที่ชัด ก็ลบออก เพื่อรักษาความโฟกัสได้เลยครับ 👉3. Watch only (ที่เหลือ) เก็บไว้ดูเฉพาะเวลาเกิดเหตุจริง ๆ นี่คือหุ้นที่เราไม่ได้โฟกัสเป็นพิเศษ แต่ไม่อยากหลุดจากสายตาไป เช่น - หุ้นใหญ่ที่เป็นตัวแทน Sector - หุ้นธีมใหญ่ที่อาจเกี่ยวกับมุมมองระยะยาวของเรา - หุ้นที่เราเคยถือ แล้วอยากดูต่อห่าง ๆ จุดสำคัญ คือ ไม่จำเป็นต้องเปิดดูทุกวัน หุ้นในกลุ่มนี้ควรสนใจเฉพาะตอนมีเหตุ เช่น ข่าวใหญ่ งบออก การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคแรง ๆ ไม่งั้นมันจะกลายเป็น Noise ที่กินสมาธิ 🚀 ลงมือทำจริงกันเลย มาจัด Watchlist 3 ชั้นในแอป Dime! กันครับ ลองใช้เวลา 20–30 นาที ทำ Workshop นี้ในแอป Dime! 1. เปิด Watchlist ปัจจุบันของคุณ ไล่ดูทุกตัว แล้วถามตัวเองแบบจริงจังดูครับ ว่าตัวนี้ถ้ามีสัญญาณเข้าตามแผนวันนี้ “กล้าซื้อเลยไหม ?” ถ้ายังต้องไปอ่านศึกษาเพิ่มอีกยาว ๆ แปลว่ามันยังไม่ใช่กลุ่ม Core 2. สร้าง 3 ลิสต์เรียงตามลำดับในแอป Dime! Core ไม่เกิน 5–7 ตัว Secondary ไม่เกิน 5–10 ตัว Watch only ที่เหลือ ที่คุณอยากดูเฉพาะเวลามีข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญ 3. ลองจดโน้ตสั้น ๆ เก็บไว้ในโทรศัพท์ Core จดโน้ตสั้น ๆ ว่า “ทำไมอยู่ในลิสต์” และ “โซนราคาที่สนใจ” Secondary จดโน้ตว่ากำลังศึกษาอะไร เช่น Margin, Growth, ธุรกิจย่อย Watch only จดโน้ตว่า “ติดตามเพื่ออะไร” เช่น ดูเป็นตัวแทน Sector 4. ตั้ง Routine การดู Core ดูได้ทุกวัน แต่โฟกัสที่แผน ไม่ใช่แค่ราคา Secondary ทบทวนสัปดาห์ละครั้ง ดูว่ามีตัวไหนควรเลื่อนชั้นหรือตัดออก Watch only ให้ข่าวหรือ Event เป็นตัวปลุก ไม่ต้องเปิดทุกวัน ลองเริ่มจากวันนี้ เปิดแอป Dime! แล้วจัดระเบียบ Watchlist ให้เหลือแค่หุ้นที่คุณรู้จริง และรู้ว่าจะทำอะไรกับมัน แทนการสะสมชื่อหุ้นให้เยอะที่สุดดูครับ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
8
36
2,116
เปิดลงทะเบียนรอบสุดท้าย ! สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีแพลนเที่ยว แต่ยังไม่มี 'บัตรไดม์เนิน' ติดตัวไปใช้จ่ายที่ต่างประเทศ เข้ามากดสมัครรับบัตรไปใช้งานกันครับ ลงทะเบียนใช้งานบัตรตรงนี้ได้เลย forms.cloud.microsoft/r/ZVG8… สมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 16 - 21 มิ.ย. 69 นี้ ✅ ฟรี ! ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ✅ ฟรี ! ค่าธรรมเนียมรายปี มาร่วมเป็นกลุ่มบุกเบิกไปกับเรา เปิดประสบการณ์การใช้จ่ายแบบใหม่ มาร่วมสร้างบัตรใบนี้ไปด้วยกันครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ dime.co.th/th/articles/dime-… บัตรเดบิตไดม์เนิน (Dime! Nern Global Mastercard Debit Card) เป็นผลิตภัณฑ์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร เงื่อนไขและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรกำหนด ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
3
937
7 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับราคาหุ้นที่ปิดบวกอย่างพร้อมเพรียง ไฮไลต์สำคัญคือ บริษัท SpaceX (SPCX) ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 7 ของโลก เพียงแค่วันเดียวก็สามารถขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 6 แล้ว ด้วยแรงซื้อจากนักลงทุนดันให้ราคาหุ้น SPCX ปิด 19.6%🚀 แซงหน้า TSMC อย่างรวดเร็ว
2
120
152
10,190
สตั๊ดสีเงินคู่เดียว เปลี่ยนแบรนด์รองเท้าวิ่งให้ครองโลกฟุตบอลได้ยังไง ?  เพื่อน ๆ ลองนึกถึงก๊วนเด็กบราซิลทั่วไปที่เตะบอลอยู่ในสลัมยากจน แต่หลาย ๆ คนต่างสวมสิ่งที่สะดุดตา คือ รองเท้าฟุตบอลแบรนด์ Nike สิครับ ก่อนจะมีวันนี้ มันมีที่มาที่ไปแบบนี้ครับ เริ่มต้นจากคืนที่ Ronaldo บราซิลใส่สตั๊ดสีเงิน ปี 2002 นัดชิงฟุตบอลโลกที่โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น Ronaldo หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงประตู ภาพที่แฟนบอลทั้งโลกจำได้คือดาวยิงทรงผมสุดแปลกประหลาด แต่ถ้าดูภาพช้าหลาย ๆ มุม จะเห็นกล้องอีกหลายตัวในสนามวันนั้นไม่ได้ซูมที่หน้าผม กล้องซูมลงไปที่เท้า ซูมไปที่รองเท้า รองเท้าสตั๊ดสีเงินเมทัลลิกคู่หนึ่ง รุ่น Nike Mercurial กำลังลากผ่านพื้นหญ้าก่อนบอลพุ่งเข้าตาข่าย หลังจบเกม บราซิลชนะ 2-0 Ronaldo ยิงสองประตู และยอดขาย Mercurial รุ่นนั้นพุ่งขึ้นกว่า 900% ในสัปดาห์เดียว และตัวเลขที่สำคัญกว่ายอดขายรองเท้าสตั๊ด คือส่วนแบ่งตลาดฟุตบอลของ Nike ที่เริ่มไต่จากแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ สู่การเป็นเสาหลักของธุรกิจของบริษัท ย้อนไปปี 1994 Phil Knight นั่งดูฟุตบอลโลกที่ Rose Bowl ใน Pasadena ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาไม่ใช่แฟนบอล เขาเป็นนักวิ่ง เขาสร้าง Nike มาจากรองเท้าวิ่งล้วน ๆ โดยก่อนนั้น โลกจำ Nike ในฐานะแบรนด์ของนักวิ่งมาราธอน และเขาอยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนเป็นเหมือน Michael Jordan มากกว่าคนที่อยากเป็นเบอร์ 9 เบอร์ 10 ของนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ในปีนั้น ตลาดรองเท้าและชุดกีฬาฟุตบอลทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันราว 4 พันล้านดอลลาร์ ใหญ่กว่าตลาดบาสเกตบอล อเมริกันฟุตบอล และเบสบอลรวมกันแต่ Nike แทบไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย คนที่ชอบฟุตบอลในยุคนั้นรู้กันดีว่าแบรนด์สินค้าฟุตบอล คือ Adidas เท่านั้น ตั้งแต่ลูกบอลในนัดชิงยันถุงเท้า สนับแข้ง  ในตอนนั้น การจะทิ้ง DNA เดิมจากรองเท้าวิ่ง แล้วเข้าไปในสนามแข่งที่มี Adidas ครองอยู่ยาวนาน 40 ปี มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราเห็นกันตอนนี้เลย แต่ 2 ปีต่อมา ในปี 1996 Nike ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลเป็นเวลา 10 ปี มูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์ นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แบรนด์กีฬาเซ็นสัญญากับทีมชาติโดยตรง ไม่ใช่แค่ตัวนักเตะ แต่กับธงชาติทั้งผืน ลองนึกภาพสถานการณ์ในห้องประชุมวันนั้น - Adidas คือเจ้าตลาดฟุตบอล - Nike ยังไม่ใช่แบรนด์ฟุตบอล - ดีลบราซิลกินวงเงินระดับเดียวกับการลงทุนทั้งบางแผนก ผู้บริหารหลายคนในบริษัท Nike ถึงกับประท้วงว่า Phil Knight บ้าไปแล้ว  แต่ Phil มองต่างออกไป เขามองเห็นโอกาสว่า ตลาดฟุตบอลใหญ่มันกว่าที่ ๆ NIKE ยืนอยู่ตอนนี้ และเราควรจะเสี่ยงเข้าไปลองดูสักครั้ง แต่โอกาสนั้นก็เกือบพังที่ฟุตบอลโลกฝรั่งเศส ปี 1998 ถ้าเป็นหนังฟุตบอล นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งตอนคลาสสิกแน่ ๆ บราซิลเจอฝรั่งเศสในนัดชิงฟุตบอลโลก 1998 ทั้งโลกจับตาดู Ronaldo ที่ตอนนั้นคือซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง เขาเป็นทั้งต้นแบบ แบบสุดยอดตัวจบสกอร์ เป็นสัญลักษณ์ทีมชาติบราซิล เป็นแบรนด์ทั้งหมดในคนเดียวกัน แต่คืนก่อนแข่ง มีข่าวลือว่า Ronaldo ล้มป่วย ชื่อหายจากใบรายชื่อที่ต้องส่งลงแข่งนัดชิง แต่ก็กลับมาโผล่อีกครั้งก่อนเตะไม่นาน นัดนั้น บราซิลแพ้ 0-3 ฝรั่งเศสเฮทั้งประเทศ แฟนบอลทุกคนต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ไม่นานก็มีข่าวลือหลุดว่า สัญญากับ Nike มีเงื่อนไขให้ Ronaldo ต้องลงสนาม เรื่องถึงขั้นถูกหยิบไปสอบสวนระดับรัฐสภาบราซิล Nike ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการบังคับเกิดขึ้น แต่ผลคือ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชื่อแบรนด์ Nike ถูกพูดในโลกฟุตบอลโลกอยู่เรื่อย ๆ และไม่เคยหายไปจากหน้าสื่อฟุตบอลอีกเลย นี่คือด้านหนึ่งของความเสี่ยงที่ผู้บริหารในห้องประชุมวันนั้นกลัวตั้งแต่แรก เสี่ยงเงินก้อนใหญ่ เสี่ยงชื่อแบรนด์ เสี่ยงถูกลากเข้าดราม่าระดับชาติ แต่ Nike เลือกอยู่ในเกมเพื่อแข่งกับเจ้าตลาดต่อไป จากส่วนแบ่ง 2% สู่เสาหลักของบริษัท.. หลังจากนั้น 4 ปี Nike กลับมาพร้อม Ronaldo คนเดิมในปี 2002 ครั้งนี้เขายิงสองประตูในนัดชิง ชูถ้วยโลก และทำให้ Mercurial สีเงินกลายเป็นรองเท้าที่เด็กทั้งโลกอยากใส่ และก่อกำเนิดตัวเลขธุรกิจที่เปลี่ยนไปโดย - ส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ฟุตบอลของ Nike จากไม่ถึง 2% ในช่วงกลางยุค 90s กระโดดขึ้นเป็นราว 35% ภายใน 8 ปี - ปี 2006 Nike เป็นสปอนเซอร์ทีมในฟุตบอลโลกมากกว่า Adidas เป็นครั้งแรก - ฟุตบอลกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของรายได้ Nike ที่แตะระดับประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงกลางทศวรรษ 2020 สำหรับคนรักฟุตบอล คุณลองนึกภาพง่าย ๆ ครับ ถ้าวันนี้คุณเปิดทีวีดูฟุตบอลโลก แล้วให้นึกถึงโลโก้บนเสื้อนักกีฬา หรือรองเท้าฟุตบอล แทบทุกคนจะนึกถึงสัญลักษณ์เครื่องหมายถูก ของ Nike แน่นอน ประเด็นที่น่าสนใจที่เล่ามา นอกจากความเก่งในธุรกิจของ Nike แล้ว สงสัยไหมครับว่า ทำไมตอนมีข้อมูลชุดเดียวกัน คนในห้องประชุมถึงโหวตไม่เห็นด้วยกับ Phil Knight ? ผู้บริหารทุกคนเห็นตัวเลขว่า - ตลาดฟุตบอลใหญ่ - Adidas ครองตลาดมานาน - ดีลบราซิลคือเงินก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่แต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน คือ - บางคนเห็นความเสี่ยงว่า แบรนด์อาจเสียชื่อถ้าพลาด - บางคนเห็นว่าบริษัทกำลังทิ้งจุดแข็งเดิม คือ รองเท้าวิ่ง - บางคนเห็นเพียงว่า เราไม่ใช่แบรนด์ฟุตบอล แต่ Phil Knight เห็นอีกแบบ คือ เราอาจยังไม่ใช่ แต่เราสามารถเป็นได้ จิตวิทยาของ Phil Knight คล้ายกับจิตวิทยาที่เกิดในตลาดหุ้นเลย นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ เพราะเลือกหุ้นผิดตั้งแต่แรก แต่เพราะเห็นข้อมูลชุดเดียวกับคนอื่น แล้วตีความต่างกัน เช่น - บางคนเห็นกราฟราคาขึ้นแล้วคิดว่าแพงไปแล้ว - บางคนเห็นงบเติบโตแล้วคิดว่าเป็นแค่รอบชั่วคราว - บางคนเห็นความเสี่ยงก่อนเห็นโอกาส ผลคือ คนหนึ่งไม่กล้าซื้อ อีกคนหนึ่งกล้าซื้อ เวลาผ่านไป 10–20 ปี เราถึงค่อยมานั่งเล่าว่า “รู้งี้ตอนนั้น…?” ปี 2026 ฟุตบอลโลกจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม ตลาดสินค้ากีฬาที่เกี่ยวข้องกับทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ถูกประเมินไว้กว่า 7 พันล้านดอลลาร์ และ Nike ยังเป็นยักษ์ใหญ่ในมหกรรมนี้เช่นเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนบอล นี่คือช่วงเวลาที่จะได้เห็นโลกฟุตบอลเวอร์ชันยิ่งใหญ่กว่าเดิม  ถ้าคุณเป็นนักลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้ถามตัวเองว่า เวลาเห็นข้อมูลชุดเดียวกับคนอื่น คุณกำลังเป็นเหมือนคนในห้องประชุมเดียวที่คิดตรงข้ามกับ Phil Knight ที่โหวตค้านตอนปี 1996 หรือเห็นโอกาสว่า “เรายังไม่ใช่ แต่เราเป็นได้” ศึกษาข้อมูลหุ้น Nike (NKE) ได้ที่นี่ครับ shorturl.dime.co.th/VXgo/stt… ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
1
3
1,954
จักรวาลหุ้นอวกาศ จากต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ 🚀 เจาะลึกโครงสร้างอุตสาหกรรมอวกาศแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีขั้นสูง, ผู้สร้างดาวเทียม, บริการขนส่งและปล่อยจรวดระดับโลก, ไปจนถึงผู้ให้บริการข้อมูลจากอวกาศ มาร่วมส่องหุ้นเด่นและทำความเข้าใจ Supply Chain สายอวกาศ เพื่อมองหาโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังจะเปลี่ยนโลกใบเดิมของเรา ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
2
178
252
11,440
อวกาศไม่ใช่อนาคตไกลตัวอีกต่อไป เพราะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่กำลังเชื่อมโลกการเงิน การสื่อสาร และธุรกิจ เข้าด้วยกัน ข้อมูลจาก McKinsey ประเมินว่า Space Economy ทั่วโลกมีมูลค่าราว 6 แสนล้านดอลลาร์แล้ว และมีโอกาสเติบโตแตะประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 และการเติบโตนี้ไม่ได้มาจากการท่องเที่ยวอวกาศ แต่มาจากธุรกิจที่เราใช้อยู่ทุกวัน  - ดาวเทียมสื่อสาร - อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล - ระบบนำทางที่ละเอียดขึ้น  - การใช้ข้อมูลจากการสังเกตการณ์โลก (Earth Observation)  ถ้าคุณอยากให้ธีมอวกาศอยู่ในพอร์ตของตัวเอง ตอนนี้ในไทยมีกองทุนรวม 3 กองที่เปิดทางให้ลงทุนใน Space Economy ผ่านกองทุนต่างประเทศโดยตรง [1] X-SPACE กองทุนจาก บลจ. เอ็กซ์สปริง (XSpring)   ลงทุนผ่าน Tema Space Innovators ETF (NASA) ซึ่งเน้นบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ Space Economy โดยตรง ทั้งกลุ่มปล่อยจรวด ดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐานอวกาศ และบริการข้อมูลจากอวกาศ โดยธีมลงทุนเน้น Pure-Play Space Innovators เป็นหลัก ด้วยกระบวนการคัดเลือกหุ้นเชิงระบบ Active Management ของ Tema ดูเพิ่มเติม xspringam.com/medias/xspring… [2] LHSPACE-A กองทุนจาก บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Fund)   ลงทุนผ่าน Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund (Class I Acc USD) ซึ่งเป็น UCITS fund สัญชาติไอร์แลนด์ โดยธีมลงทุนใน Next Generation Space Economy ครอบคลุมทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากอวกาศ โดยมีการทำ FX Dynamic Hedging ตามดุลยพินิจ ดูเพิ่มเติม lhfund.co.th/Upload/FACTSHEE… [3] A-JEDI กองทุนของ บลจ. แอสเซท พลัส (Asset Plus)   ลงทุนผ่าน VanEck Space Innovators UCITS ETF (JEDI) โดยธีมลงทุนในบริษัทที่อยู่ในดัชนี MVIS Global Space Industry ESG Index โดยเน้น Pure Play Diversified Space Companies เช่น ผู้พัฒนาดาวเทียม ระบบสื่อสารจากอวกาศ และเทคโนโลยีเชื่อมต่อจากอวกาศสู่โลก ดูเพิ่มเติม aspdocumentsprd.blob.core.wi… 3 กองทุนนี้ลงทุนธีมอวกาศเหมือนกัน แต่ลงทุนผ่านคนละกองทุนหลัก (Master Fund) โครงสร้างหุ้นในพอร์ตเลยไม่เหมือนกันทั้งในมิติ Sector, ประเทศ และระดับความเข้มข้นต่อ Space Economy   พอร์ตของคุณจะได้ Exposure ต่อ Space ในมุมไหนมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกกองไหนเป็นตัวแทน หรือจะกระจายถือหลายกองเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดิมพันแค่มุมเดียวของธีมนี้ก็ได้ เข้าไปดูรายละเอียดของ X-SPACE, LHSPACE-A, และ A-JEDI เทียบกันในแอป Dime! แล้วค่อยตัดสินใจว่าคุณอยากให้อวกาศเป็นธีมหลัก หรือแค่ตัวเสริมในพอร์ตของตัวเองได้เลย ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  ติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัท   ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
3
1,720
ฟุตบอลโลก ซ่อนหุ้นเด็ดอะไรไว้บ้าง? ⚽️ มหกรรมฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่ความมันส์บนผืนหญ้า เบื้องหลังทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้ มีโอกาสการลงทุนซ่อนอยู่เต็มไปหมด มาร่วมแกะรอย 4 กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่พร้อมจะโกยรายได้และเติบโตไปพร้อมกับกระแสบอลโลกฟีเวอร์ในครั้งนี้กันครับ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
5
10
1,434
4 เรื่องพื้นฐานที่ต้องรู้ ก่อนลงสนาม IPO หุ้นสหรัฐฯ ในแอป Dime! ครับ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
1
4
12
2,134
โพยหุ้นสหรัฐฯ ฉบับคนเพิ่งเปิดพอร์ตวันแรก  วันที่ 9 มีนาคม 2009 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แตะจุดต่ำสุดของวิกฤตการเงินโลก   ดัชนี S&P 500 ลงไปแถว 676 จุด จากระดับสูงกว่า 1,500 จุดเมื่อปีก่อนหน้า ส่วน Dow Jones หล่นลงมาในช่วง 6,500 จุด จากที่เคยยืนเหนือ 14,000 จุดก่อนวิกฤตไม่นาน ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกกดขายสินทรัพย์พร้อม ๆ กัน   แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ขายเลย.. พวกเขาไม่ได้กล้าผิดปกติ ไม่ได้มีข้อมูลลับที่คนอื่นไม่มี พวกเขาแแค่เข้าใจกติกาง่ายๆ ข้อหนึ่ง คือ ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่เคยพังแบบถาวร แม้จะผ่านสงครามโลก วิกฤตน้ำมัน วิกฤต Dot-com หรือวันที่ Lehman Brothers ล้มละลายภายในคืนเดียว สิบกว่าปีหลังจากวันนั้น ดัชนี Dow Jones ขยับขึ้นไปแถว 36,000 จุด   คนที่ทนอยู่ในตลาดได้ เก็บผลตอบแทนจากการฟื้นตัวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ได้ ถ้าคุณเพิ่งเปิดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ วันนี้ นี่อาจเป็นข่าวดี ไม่ใช่ข่าวดีเพราะตลาดกำลังขึ้น   แต่เป็นข่าวดีเพราะคุณกำลังพร้อมจะเรียนรู้กติกาที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะยอมรับ 📍กติกาข้อแรก ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ตลาดจะไปทางไหน ไม่ใช่นักวิเคราะห์ ไม่ใช่ผู้จัดการกองทุนที่เก็บค่าธรรมเนียมปีละ 2% และไม่ใช่คนในกลุ่มลับที่ส่งโพยหุ้นทุกเช้า สิ่งที่คนเหล่านั้นรู้แน่ ๆ คือ อดีต   พวกเขาเอาข้อมูลเมื่อวานมาเล่าใหม่ในวันนี้ แล้วอาจนำเสนอให้ฟังดูเหมือนรู้อนาคต จริง ๆ แล้ว ตลาดวิ่งแบบสุ่มในระยะสั้น แต่มีทิศทางชัดในระยะยาว ถ้าเพื่อน ๆ ยอมรับข้อเท็จจริงข้อนี้ได้ การจัดพอร์ตจะนิ่งขึ้น และการตัดสินใจจะหลงอารมณ์น้อยลงครับ 📍กติกาข้อสอง หุ้นที่ทุกคนรู้ว่าดี มักแพงเกินไปแล้ว ตอนที่ Tesla เด้งติดทุกหน้าฟีด ราคาเคยขึ้นไปแถวละหลายร้อยดอลลาร์   Nvidia ตอนที่กลายเป็นหุ้น AI ที่ทุกคนพูดถึง ราคาก็ผ่านระดับหลายร้อยดอลลาร์ไปไกลแล้ว ไม่ใช่ว่าหุ้นเหล่านี้ไม่ดี แต่ราคาที่คุณเห็นหน้าจอวันนี้ สะท้อนความคาดหวังจำนวนมากเรียบร้อยแล้ว เมื่อความเป็นจริงออกมาแค่ดี แต่ไม่ดีพอสำหรับความหวังนั้น ราคาก็พร้อมจะย่อแรง แม้ตัวธุรกิจจะยังยอดเยี่ยมอยู่ก็ตาม คำถามที่คนเพิ่งเริ่มลงทุนควรถามไม่ใช่แค่ว่า หุ้นนี้ดีไหม ลงทุนอะไรดี ? แต่ควรถามต่อว่า ราคานี้ดีไปแล้วหรือยัง ? เมื่อเทียบกับสิ่งที่ธุรกิจทำได้จริง 📍กติกาข้อสาม S&P 500 ชนะผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ในระยะยาว ข้อมูล 20 ปีที่ผ่านมาในตลาดสหรัฐฯ ชี้ว่า กองทุน Active ส่วนใหญ่ (มากกว่า 80%) ให้ผลตอบแทนแพ้ดัชนี S&P 500 ในระยะยาว   ไม่ใช่เพราะผู้จัดการกองทุนไม่เก่งนะครับ แต่เพราะค่าธรรมเนียมและการเทรดบ่อย ค่อย ๆ กัดกินผลตอบแทนทีละนิด - ค่าธรรมเนียม 1–2% ต่อปี ดูเหมือนนิดเดียว แต่พอทบต้น 10–20 ปี กลายเป็นเงินที่หายไปก้อนใหญ่   - การซื้อขายถี่ ๆ ทำให้จังหวะพลาดง่ายขึ้น และเปิดโอกาสให้อารมณ์ แทรกการตัดสินใจมากกว่าข้อมูล การยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องชนะตลาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดพอร์ต คือ หนึ่งในข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อยครับ โพยการเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ นี้ ไม่ได้บอกคุณให้ซื้ออะไร แต่จะบอกว่า อย่าทำอะไรบางอย่าง.. - อย่า Panic sell เพราะหน้าพอร์ตแดง คนที่ขายล้างพอร์ตทิ้งในปี 2009 พลาดหนึ่งในรอบฟื้นตัวที่แรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ   - อย่าไล่ซื้อหุ้นร้อนเพราะกลัวตกรถ รถบางคันที่คุณกำลังกระโดดขึ้น อาจกำลังจะถึงสถานีปลายทางแล้วนะครับ ไม่ใช่เพิ่งออกจากต้นทาง   - อย่าเช็กพอร์ตทุกชั่วโมง งานวิจัยจาก Vanguard พบว่า นักลงทุนที่เช็กพอร์ตน้อยกว่า กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่าในระยะยาว เพราะพวกเขาตัดสินใจผิดเพราะอารมณ์น้อยกว่านั่นเเอง สิ่งที่สถิติ 100 ปีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังบอกคุณ คือ ในภาพรวมระยะยาว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี (รวมปันผล) ในรอบกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ผ่านทั้งสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ และประธานาธิบดีหลายยุคสมัย   ในทุกทศวรรษ จะมีอย่างน้อยหนึ่งช่วงที่คนรู้สึกว่า ครั้งนี้มันแตกต่างจากเดิม แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีครั้งไหนที่แตกต่างพอจะทำลายกติกาพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้จริง ๆ เลยครับ สำหรับคนเพิ่งเปิดพอร์ต หุ้นสหรัฐฯ อาจไม่ใช่สนามให้คุณต้องเดาทางตลาดรายวัน   แต่เป็นสนามให้คุณเรียนรู้ว่าการยอมถือยาวบนสินทรัพย์คุณภาพดี มีค่ากว่าการเดาทางแล้วเทรดไปมาก็เป็นไปได้ครับ เป็นกำลังใจให้นักลงทุนทุกคนนะครับ พอร์ตแรกของคุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ   มันแค่ต้องเริ่ม..  เริ่มบนกติกาที่คุณเข้าใจจริง ๆ เริ่มบนแอปที่เข้าใจคุณจริง ๆ เริ่มที่แอป Dime! ได้เลยครับ shorturl.dime.co.th/VXgo/l8a… ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
19
54
4,507
อยากเป็นเจ้าของหุ้น SpaceX วันแรก ต้องรู้ 4 เรื่องนี้ก่อน SpaceX (SPCX) หุ้นที่นักลงทุนหลายคนรอคอย หนึ่งในสัญลักษณ์ของธุรกิจยุคใหม่ และยังเปิดโอกาสให้รายย่อยได้มีส่วนร่วมกับธีม Space Economy แต่ก่อนจะลงทุน สิ่งสำคัญกว่า คือ ควรเข้าใจกติกาวันซื้อขายวันแรกให้ชัด เพราะหลังหุ้นเข้าตลาดวันแรก ราคามักผันผวนสูง และรูปแบบคำสั่งซื้อที่ใช้ก็มีผลกับโอกาสซื้อสำเร็จมากกว่าที่คิดครับ และนี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณควรรู้ จะได้ไม่พลาดหุ้นระดับโลกแบบนี้ 👉1) SPCX เข้าตลาดวันไหน และซื้อได้เมื่อไหร่ ? วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 คือ วันแรกที่หุ้น SPCX จะเริ่มซื้อขายบนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และบนแอป Dime! ลูกค้าไม่สามารถจอง IPO ล่วงหน้าได้นะครับ ต้องรอให้หุ้นเข้าเทรดจริงก่อน จึงจะเริ่มซื้อผ่านแอปได้ พูดง่าย ๆ คือ แอป Dime! ไม่ได้เปิดให้จองก่อนเข้าตลาด แต่เปิดให้ซื้อหลังหุ้นเริ่มเทรดแล้ว 👉 2) ทำไมบางคนซื้อได้ แต่เราส่งคำสั่งไม่ผ่าน ? ปัญหาที่เจอบ่อยไม่ใช่เพราะแอปมีปัญหา แต่เพราะคำสั่งที่ส่งไม่ตรงกับเงื่อนไขหุ้น IPO ครับ สำหรับหุ้น SPCX ในวันแรก เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องส่งคำสั่งแบบเต็มหุ้น และต้องใช้คำสั่งประเภท Limit Order เท่านั้น ดังนั้น ถ้าเห็นชื่อหุ้น SPCX ในแอปแล้วส่งคำสั่งประเภท Market Order ไปเลย คำสั่งอาจไม่สำเร็จหรือไม่ผ่านเงื่อนไขได้ครับ 👉3) ทำไมหุ้น IPO ถึงไม่ได้เปิดเทรดทันที และทำไมเวลาถึงต้องสุ่มเปิด ? หุ้น IPO มักไม่เริ่มซื้อขายทันทีที่ตลาดเปิด เพราะต้องผ่านช่วงค้นหาราคาเปิด หรือ Price Discovery ก่อน ทำให้เวลาที่หุ้นเริ่มเทรดจริงอาจเลื่อนออกไป และดูเหมือนเปิดแบบสุ่มเวลา นอกจากนี้ ในช่วงเปิดเทรดวันแรก ความผันผวนอาจสูงมากจนตลาดมีการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเพื่อช่วยจัดการความผันผวนได้ ซึ่งเป็นกลไกปกติของตลาด ไม่ใช่ความผิดปกติของระบบครับ 👉4) แล้วควรเตรียมตัวยังไงก่อนซื้อ SPCX? เตรียมง่าย ๆ 4 ข้อ - เตรียมเงิน เติมเงินเข้าแอป Dime! ให้เรียบร้อยก่อนวันเข้าเทรด - เตรียมข้อมูล ติดตามข่าววันเข้าตลาด และดูราคาอ้างอิง IPO (ถ้ามี) - เตรียมคำสั่ง ช่วงเย็นของวันที่ 12 มิ.ย. ลองค้นหา SPCX ในแอป แล้วตั้ง Limit order ล่วงหน้าในราคาที่คุณยอมรับได้ โดยส่งแบบเต็มหุ้น - เตรียมใจ ราคาวันแรกอาจไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุดในระยะยาว คุณไม่จำเป็นต้องซื้อให้ทันทุกจังหวะ แต่ควรซื้อด้วยแผนที่ชัดเจนครับ 📍ทั้งนี้ ราคา IPO ของหุ้น SPCX คือ $135 ต่อหุ้น แต่ถ้าถามว่างั้นส่งคำสั่งซื้อ SPCX ที่ราคา IPO $135 ได้ไหม ? คำตอบคือ ตั้งได้ แต่มีโอกาสจับคู่ไม่ได้เลยครับ เพราะราคา IPO ที่ $135 ต่อหุ้น เป็นราคาที่จัดสรรให้ผู้ลงทุนกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ก่อนหุ้นเข้าตลาด ส่วนเมื่อหุ้นเริ่มซื้อขายในตลาดรอง (อย่างแอป Dime!) แล้ว ราคาจะขยับตามอุปสงค์และอุปทานจริง ซึ่งอาจต่างจากราคา IPO มากได้ โดยเฉพาะวันแรก 💚 สุดท้าย ขอแสดงความยินดีกับผู้ถือหุ้น SpaceX ล่วงหน้านะครับ ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
1
35
45
6,023
รู้ไหมว่า 94% ของผลตอบแทนในพอร์ตคุณ อาจไม่ได้มาจากหุ้นตัวที่คุณโฟกัสตลอดเวลา ฤดูกาล 2018 Cristiano Ronaldo ย้ายจาก Real Madrid ไป Juventus เขาจากไปเพราะรู้สึกอิ่มตัวแล้ว เขาชนะทุกอย่างที่ Real Madrid มาหมดแล้ว และเขาก็เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ของความสำเร็จนั้น พอมา Juventus ฤดูกาลแรก Ronaldo ยิงได้ 28 ประตูในลีก ฤดูกาลถัดมา 31 ประตู เป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมเช่นเคย แต่ Juventus ไม่เคยได้แชมป์สูงสุดของยุโรป หรือถ้วย Champions League เลยสักครั้ง ขณะที่ Real Madrid กลับคว้าแชมป์ได้อีกสมัยโดยไม่มีเขา.. Zinedine Zidane กลับมาคุมทีม Real Madrid ในปี 2016 ด้วยสถิติที่เหลือเชื่อมาก เขาพา Real Madrid คว้าแชมป์ Champions League 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งไม่มีทีมไหนในประวัติศาสตร์ทำได้ในยุค Champions League สมัยใหม่ ทุกคนบอกว่าเพราะ Ronaldo.. แต่ถ้าเป็นเพราะ Ronaldo จริง ทำไม Ronaldo ที่ Juventus ถึงทำไม่ได้ ? Zidane รู้คำตอบ เพราะเขาออกแบบระบบที่ทำให้ Ronaldo กลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เพราะ Ronaldo วิ่งมากขึ้น แต่เพราะระบบทั้งทีมถูกออกแบบมาเพื่อสร้างพื้นที่ให้ Ronaldo ใช้งานได้สูงสุด  Casemiro ปกป้องแนวรับ Modric และ Kroos ควบคุมจังหวะ Marcelo เปิดพื้นที่ฝั่งซ้าย ทุกอย่างออกแบบมาให้ระบบทำงาน ไม่ใช่ให้ตัวเก่งคนเดียวทำงาน Ronaldo ไม่ได้ย้ายทีม เขาย้ายออกจาก System ===== Gary Brinson เป็นนักการเงินที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีรายการทีวี ไม่มีใครขอลายเซ็น แต่ในปี 1986 เขาตีพิมพ์งานวิจัยที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการลงทุนของใครหลายคนไปตลอด เขาศึกษาผลตอบแทนของกองทุนบำนาญอเมริกัน 91 กองทุนตลอด 10 ปี แล้วถามคำถามว่า "อะไรกันแน่ที่ทำให้พอร์ตหนึ่งชนะอีกพอร์ต ?" คำตอบที่ทุกคนคาดว่าจะได้ยิน คือ เป็นเพราะหุ้นที่เลือก เพราะจังหวะซื้อขาย หรือแม้แต่เพราะฝีมือผู้จัดการกองทุน แต่คำตอบที่ข้อมูลบอกนั้น ไม่ใช่เลย 93.6% ของความแตกต่างของผลตอบแทนมาจากการตัดสินใจเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือคุณแบ่งเงินไปอยู่ในสินทรัพย์แต่ละประเภทมากแค่ไหน หุ้นเท่าไร ตราสารหนี้เท่าไร ทองเท่าไร กองทุนเท่าไร การเลือกหุ้น ? มีผลแค่ 6% ===== Ronaldo ที่ Juventus เปรียบเหมือนนักลงทุนที่เลือกหุ้นเก่งมาก แต่ไม่มีระบบ ไม่มี System รองรับ เขายิงได้ 28 ประตู แต่พอร์ตโดยรวมไม่เติบโต เพราะ 94% ของเกมที่ควรจะถูก ถูกละเลยไปตั้งแต่แรก นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้เวลา 90% ของชีวิตการลงทุนไปกับการทำงานที่มีผลแค่ 6% และใช้เวลาแค่ 10% กับการตัดสินใจที่มีผลถึง 94% ดังนั้น ก่อนเริ่มลงทุน อย่าลืมออกแบบระบบลงทุนให้ดีก่อนนะครับ แล้วค่อยเลือกสินทรัพย์ใส่เข้าไปครับ ถ้าคิดอะไรไม่ออก เข้าไปหาไอเดียลงทุนได้ในแอป Dime! เลย ลงทุนง่าย ๆ ครบทุกสินทรัพย์ shorturl.dime.co.th/VXgo/l8a… ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน  ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
3
10
1,881
ใครมีแพลนเที่ยว แต่ยังไม่มี 'บัตรไดม์เนิน' ติดตัวไปใช้จ่ายที่ต่างประเทศ มากดสมัครรับบัตรไปใช้งานกันครับ !  เราขยายรอบลงทะเบียนแล้ว กดสมัครตรงนี้ forms.cloud.microsoft/r/ZVG8… สมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 9 - 15 มิ.ย. 69 นี้ ✅ ฟรี ! ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ✅ ฟรี ! ค่าธรรมเนียมรายปี มาร่วมเป็นกลุ่มบุกเบิกไปกับเรา เปิดประสบการณ์การใช้จ่ายแบบใหม่ มาร่วมสร้างบัตรใบนี้ไปด้วยกันครับ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ dime.co.th/th/articles/dime-… บัตรเดบิตไดม์เนิน (Dime! Nern Global Mastercard Debit Card) เป็นผลิตภัณฑ์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร เงื่อนไขและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรกำหนด ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
1
3
1,261
ทำไมไม่มีใครโค่น Amazon ได้ ? เพราะนี่ไม่ใช่แค่ร้านค้าออนไลน์ แต่คือเครือข่ายโลจิสติกส์ทั้งโลกในคราบเว็บช้อปปิง ลองคิดแบบง่ายที่สุดครับ ถ้าคุณสั่งทิชชู่ตอน 10 โมงเช้า แล้วของมาถึงเกือบจะทันทีที่คุณลุกไปอาบน้ำ นั่นคือผลลัพธ์ของเครือข่ายคลังสินค้า เครื่องบิน รถบรรทุก และ AI ทั้งก้อนที่ชื่อว่า Amazon Logistics คำถามคือ ทำไมคู่แข่งถึงเลียนแบบไม่ได้ แม้จะมีเงิน มีเทคโนโลยี มีฐานลูกค้า ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่หน้าเว็บใช้ง่าย หรือ แอปโหลดไว แต่เริ่มจากการที่ Jeff Bezos เลือกเปลี่ยนบริษัทขายหนังสือให้กลายเป็นบริษัทโลจิสติกส์ เทคโนโลยี ที่บังเอิญมีร้านค้าออนไลน์เป็นหน้าบ้านเท่านั้นเอง Amazon ไม่ได้ขายของอย่างเดียว แต่ขายโครงข่ายส่งของแบบทั้งโลก เมื่อก่อน Amazon ต้องพึ่ง FedEx, UPS และผู้เล่นโลจิสติกส์เจ้าใหญ่ในการส่งของให้ลูกค้า แต่พอธุรกิจโตถึงจุดหนึ่ง เขาตัดสินใจทำสิ่งที่ยากที่สุดในเกมนี้ คือ สร้างเครือข่ายขนส่งเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทุกวันนี้ Amazon มีทั้ง - Amazon Air เครือข่ายเครื่องบินขนส่งของตัวเอง - เครือข่ายรถบรรทุก และรถตู้ที่วิ่งกระจายทั่วสหรัฐฯ และตลาดหลัก - กองทัพคนส่งของ (และพาร์ตเนอร์) ในระบบ Last Mile ของตัวเอง - เครือข่ายคลัง และศูนย์กระจายสินค้าที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบอัตโนมัติ ล่าสุด Amazon ยังเปิดเครือข่ายนี้ให้ธุรกิจอื่นใช้ผ่านบริการ Amazon Supply Chain Services (ASCS) ที่ให้ธุรกิจตั้งแต่แบรนด์ใหญ่ถึงรายกลางสามารถใช้โครงข่ายขนส่งและคลังของ Amazon ได้ แม้จะไม่ได้ขายของผ่านเว็บ Amazon ก็ตาม พูดง่าย ๆ Amazon กลายเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกที่คู่แข่งบางรายถึงขั้นต้องใช้บริการ แม้ตัวเองจะเป็นคู่แข่งในตลาดอีคอมเมิร์ซด้วย นี่คือสัญญาณสำคัญว่า Amazon ไม่ได้อยู่แค่ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการส่งของยุคใหม่ AI ของ Amazon ไม่ได้รอให้เราสั่ง แต่ขยับของไปใกล้เราก่อนอยู่แล้ว หนึ่งในจุดที่คนมักมองข้ามคือ AI ในซัพพลายเชนของ Amazon ระบบของ Amazon ไม่ได้รอให้คุณกดสั่งแล้วค่อยไปหยิบของจากคลัง แต่พยายามเดาล่วงหน้าว่าคุณ และคนในย่านคุณจะต้องการอะไร แล้วขยับของไปอยู่ใกล้คุณก่อน ตัวอย่างง่าย ๆ อัลกอริทึมดูข้อมูลว่า ช่วงนี้คนในโซนนี้สั่งแพมเพิสเยอะ ระบบจะเติมสต็อกแพมเพิสจำนวนมากไปที่คลังย่อยใกล้ย่านนั้นก่อน พอคุณกดสั่ง ของจึงออกเดินทางจากคลังข้างบ้าน แทนที่จะมาจากอีกฟากของประเทศ ปีหลัง ๆ Amazon ยังเปิดเผยว่ามี AI forecasting model ใหม่ที่ใช้ข้อมูลตั้งแต่พฤติกรรมลูกค้าไปจนถึงข้อมูลแผนที่ ถนน ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อคาดการณ์ว่า ใครจะต้องการอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ สำหรับสินค้าหลายร้อยล้านชิ้นต่อวัน นี่คือระดับของการเดาใจลูกค้าที่ไม่ใช่แค่โชว์โฆษณาถูกใจ แต่เป็นการขยับสต็อกจริง ๆ และลดทั้งเวลา และต้นทุนในระดับระบบโลจิสติกส์ทั้งเครือข่าย ปัญหาจริงของโลจิสติกส์ ไม่ใช่ข้ามประเทศ แต่คือ กิโลเมตรสุดท้าย ถ้าขนของจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง คุณใช้เครื่องบิน หรือ เรือใหญ่ ไม่กี่ลำก็จัดการได้ แต่ถ้าต้องส่งของจากศูนย์กระจายสินค้าไปถึงหน้าห้องคอนโดชั้น 20 นี่ต่างหากที่ยาก Amazon ลงทุนหนักในกิโลเมตรสุดท้าย (Last Mile) ผ่าน - ระบบตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะในทำเลต่าง ๆ - โครงการโดรนส่งของแบบทดลองในหลายเมือง - หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติในคลังที่ช่วยให้การหยิบ-แพ็ก-ส่งลื่นไหลที่สุด ในโกดัง Amazon คนงานไม่ต้องเดินวนหาของทีละอย่าง แต่จะยืนอยู่ที่จุดทำงาน แล้วหุ่นยนต์ยกชั้นวางทั้งชั้นวิ่งมาหาแทน การประหยัดเวลาเดินไม่กี่นาทีต่อหัวต่อวัน เมื่อคูณกับพนักงานนับแสนคน กลายเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลกลับไปในรูปของ Margin ที่ดีขึ้น คูเมืองของ Amazon ไม่ใช่แค่โค้ด แต่คือเหล็ก ปูน และเครื่องบิน จุดที่ทำให้ Amazon โดนโค่นยากไม่ใช่แค่เทคโนโลยีดิจิทัล แต่คือ การเอาทุนไปลงในของจับต้องได้ ตั้งแต่คลังนับหมื่นแห่งไปจนถึงเครื่องบิน และรถขนส่งจำนวนมาก คู่แข่งอาจจะทำแอปให้สวย ใช้ง่ายกว่า Amazon ได้ในเวลา 1–2 เดือน แต่จะให้ใครก็ตามสร้างเครือข่ายคลังระดับนี้ สร้างเครื่องบิน ซื้อรถ สร้างระบบ AI ซัพพลายเชน ไปพร้อมกัน ภายใน 5–10 ปี แทบเป็นไปไม่ได้เลย.. ยิ่งเครือข่ายใหญ่ ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นยิ่งลดลง ส่งได้เร็วขึ้น ถูกลง ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ ระบบยิ่งมีข้อมูลมากขึ้น และ AI ก็ยิ่งเก่งขึ้นไปอีก นี่คือ Flywheel แบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยีในโลกจริง นี่คือธุรกิจที่มี Scale เป็นอาวุธหลัก ยิ่งลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐานเร็วแค่ไหน คู่แข่งรายเล็กก็ยิ่งตามไม่ทัน Amazon ไม่ได้เป็นแค่หุ้นอีคอมเมิร์ซ แต่เริ่มมีลักษณะของโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนที่ธุรกิจอื่นใช้เป็นทางผ่านมากขึ้น คำถามเวลามองโมเดลธุรกิจแบบนี้คือ ธุรกิจใช้ทุนแบบไหน ? ลงทุนหนักเพื่อสร้างคูเมืองหรือเปล่า ขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงจริงไหม หรือเป็นแค่การเติบโตแบบเผาทุน ? รายได้ใหม่จากการขายโครงสร้างพื้นฐานให้คนอื่น (เช่น ASCS) จะเป็นอีกขาเติบโตหรือไม่ ? เพราะถ้า Amazon กลายเป็นท่อส่งสินค้าของโลกใบนี้จริง ๆ บริษัทจะไม่ได้แข่งแค่เรื่องขายของถูก แต่แข่งด้วยการเป็น Backbone ของซัพพลายเชนยุคใหม่แทน ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
4
19
2,676
ทองแท่ง กองทุนทอง ทอง 99.99% ซื้อแบบไหนดีกว่ากัน ? เพื่อนบอกซื้อแท่ง แม่บอกซื้อกองทุน โซเชียลบอกให้ซื้อดิจิทัล ก่อนจะเลือก ต้องเข้าใจก่อนว่าทองคำแต่ละแบบทำงานยังไง และเหมาะกับสถานการณ์แบบไหนครับ 👉ทองแท่ง ของจริง ลูบได้ คลำได้ ไม่มีคนกลาง ไม่มีค่าจัดการรายปี ไม่มีความเสี่ยงจากแอปล่ม ซื้อมา ถือไว้ วันไหนอยากขายก็เดินไปร้านทอง แต่ข้อเสีย คือ Spread หรือ ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย  โดยสมาคมค้าทองคำกำหนด Spread ทองแท่งอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 200 บาท (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 100 บาท เนื่องจากราคาทองโลกผันผวนหนัก และปรับราคาถึง 70-75 ครั้งต่อวัน หมายความว่าหากซื้อแล้วขายทันที คุณจะขาดทุน 200 บาทต่อบาททองคำเลย ในบางช่วงที่เกิดสงครามหรือความผันผวนรุนแรง ร้านทองบางแห่งอาจปรับ Spread ขึ้นสูงถึง 2,000 บาทเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้วย แล้วยังมีเรื่องความปลอดภัยในการเก็บรักษาด้วย ตู้นิรภัยในธนาคารมีค่าเช่า ถ้าเก็บที่บ้านก็รับความเสี่ยงเอง สรุปคือทองแท่งเหมาะกับคนที่ซื้อแล้วถือยาว ไม่แตะเป็นปี ๆ และมีเงินก้อนพอซื้อได้หลายบาทขึ้นไป 👉กองทุนทองคำ (Gold ETF / Gold Fund) ทองที่ไม่ต้องถือ กองทุนทองคำติดตามราคาทองโลก (LBMA Gold Price) โดยไม่ต้องมีทองจริงอยู่ในมือ ซื้อขายผ่านแอป Dime! ได้ ไม่มี Spread แบบร้านทอง แต่มีสิ่งที่ต้องเข้าใจ คือ ค่า Management fee ของกองทุนทองคำในไทย อยู่ที่ประมาณ 0.5–1% ต่อปี  และ Tracking error คือ ราคากองทุนอาจไม่วิ่งตามราคาทองโลกได้ 100% ในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก ส่วนต่างอาจกว้างขึ้นได้ครับ กองทุนที่คนไทยรู้จักกันดีในกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น ESGOLDS, SCBGOLD, K-GOLD-A(A) แต่ละตัวมีโครงสร้างต่างกันเล็กน้อย อ่าน Fund Fact Sheet ก่อนซื้อเสมอ  ถ้าหาไม่เจอ เราแปะให้แล้ว  🔥ES-GOLDS eastspring.co.th/THDocs/FS/I… 🔥SCBGOLD scbam.com/medias/fund-doc/su… 🔥K-GOLD-A(A)  kasikornasset.com/FundDocume… กองทุนทองเหมาะกับคนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Diversify) พอร์ต ต้องการสภาพคล่อง และไม่อยากวุ่นวายกับการเก็บรักษาทองจริง 👉ทองดิจิทัลในแอป Dime! ยืดหยุ่นที่สุด เริ่มต้นน้อย ซื้อได้ทุกวัน ทุกเวลา เริ่มต้นเพียง 100 บาท  และจุดเด่นคือ การซื้อขายทองคำดิจิทัลในแอป Dime! ไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าฝากทอง และที่สำคัญคือไม่มีส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย (Spread) เนื่องจากคุณซื้อขายตามราคาตลาดโลกแบบ Real-Time ทันที ซื้อด้วยเงินบาทเริ่มต้นเพียง 100 บาท หรือจะใช้ USD ก็สะดวก ดังนั้น ทองดิจิทัลเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มสะสม คนที่อยากทยอยซื้อทุกอาทิตย์ด้วยเงินไม่มาก  เปรียบเทียบตรง ๆ ให้เห็นภาพ ✅ทองแท่ง = ซื้อบ้านเงินสด ต้องมีทุน ดูแลเอง แต่ไม่มีใครมาเก็บค่าธรรมเนียมรายปี  ✅กองทุนทอง = เหมือนซื้ออสังหาฯ แต่ไม่ต้องถือกุญแจ มีค่าจัดการ  ✅ทองดิจิทัล = เช่าออฟฟิศรายเดือน ยืดหยุ่นสูง ทั้งสามทางไปถึงจุดหมายเดียวกันครับ.. ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัท   ทองคำ ดิจิทัลบนแอป Dime! มูลค่าเริ่มต้นเทียบเท่า 100 บาท โดยธุรกรรมทองคำต้องชำระด้วย USD เท่านั้น และให้บริการโดย บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด และบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด KKP Dime เป็นเพียงผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
1
24
47
4,796
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซ่อนหุ้นเด็ดอะไรไว้บ้าง ? ☢️ เมื่อเทคโนโลยี AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ความต้องการพลังงานสะอาดที่มั่นคง จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลก และนั่นทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนอีกครั้ง เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่ตัวโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมีขุมทรัพย์หุ้นเด็ด ซ่อนอยู่ตลอดทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่องหุ้นใน 4 กลุ่มธุรกิจนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูง พร้อมรายชื่อหุ้นอนาคตที่คุณไม่ควรพลาด.. ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
70
93
5,413
หุ้นจีนแบบนี้ กองทุน FP QUANT-A ใช้อัลกอริทึม และผู้เชี่ยวชาญ หามาให้ได้ กองทุน Quant เป็นหนึ่งในนวัตกรรมการลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน โดยต้องย้อนไปสมัยที่ Renaissance Technologies เริ่มต้นกองทุน Quant ที่ก่อตั้งโดย Jim Simons อดีตนักคณิตศาสตร์ MIT ที่สามารถบริหารกองทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละกว่า 66% ตั้งแต่ปี 1988-2018 แต่ถ้า Quant ดีขนาดนั้น ทำไมตลาดหุ้นจีนถึงเป็นจุดที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากบางอย่างเพิ่มเติม ? เพราะตลาด A-Shares ของจีนมีโครงสร้างที่ไม่เหมือนตลาดไหนในโลก เป็นตลาดที่นักลงทุนรายย่อยซื้อขายมากกว่า 70% ของปริมาณซื้อขายทั้งตลาด ตัวเลขนี้สูงกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลายเท่า ผลคือราคาหุ้นในตลาดหุ้นจีนถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และกระแสในระยะสั้นมากกว่าที่ Quant Model คาดการณ์ได้จากข้อมูลราคาล้วน ๆ ยังมีอีกปัจจัย คือ ทิศทางนโยบายของรัฐบาลจีนก็มีผลต่อราคาหุ้นโดยตรง แต่สัญญาณเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบ Structured Data ที่อัลกอริทึมอ่านออก มันอยู่ในการอ่านบริบทเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่าโมเดลในหลายสถานการณ์ หรือพูดง่าย ๆ คือ Quant สามารถจัดการข้อมูลได้ดีมาก แต่ตลาดหุ้นจีนยังมีปัจจัยสำคัญที่มากกว่าแค่ข้อมูล จึงเป็นที่มาของโมเดลการลงทุนแบบ Quantamental นี่ไม่ใช่การแทนที่ Quant ครับ แต่เป็นการเพิ่มมิติที่ขาดหายไป โมเดลการลงทุนของกองทุน ‘FP QUANT-A’ จาก บลจ. เฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างขึ้นบนแนวคิด 2 ชั้นที่ทำงานพร้อมกัน  ชั้นแรกคือ Quantitative ที่ประมวลผลข้อมูล Data ขนาดใหญ่ ตัดปัจจัยด้านอารมณ์ออก และทำ Backtesting กับข้อมูลย้อนหลัง  ===== การทำ Backtesting คือ การจำลองกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนย้อนหลังในอดีต เพื่อดูว่าถ้าใช้ระบบนี้ เทรดแบบนี้ หรือลงทุนด้วยเงื่อนไขแบบนี้ในอดีต ผลตอบแทนจะออกมาเป็นอย่างไร ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะเอาเงินจริง ๆ ไปลงทุน เปรียบง่าย ๆ มันเหมือนการจำลองการขับเครื่องบินในสนามจำลอง เพื่อเช็กความปลอดภัยและหาจุดบกพร่องก่อนจะออกไปบินหรือลงสนามจริงนั่นเอง ===== ต่อมา ชั้นที่สองคือ Fundamental ที่อาศัยความเข้าใจบริษัทผ่านประสบการณ์ผู้จัดการกองทุน โดยศึกษาปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ เพื่อตอบว่า “บริษัทนี้ดีจริงไหม และราคาหุ้นสมเหตุสมผลหรือไม่” แนวคิด 2 ชั้นนี้ ต่างช่วยกันทำในสิ่งที่อีกฝั่งทำไม่ได้ ผลที่ออกมาจาก Backtesting ระหว่างปี 2014 ถึง 2024 แสดงให้เห็นว่าโมเดลนี้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเหนือกว่า 25% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ ในทุก Market Cycle ในช่วงที่ตลาดปั่นป่วนหนักที่สุด ทั้งวิกฤตปี 2015–2016, การปฏิรูปตลาดปี 2018, และช่วงที่ตลาดปรับตัวลงปี 2022 Average Drawdown อยู่ที่ประมาณ -2% ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่ากองทุนไม่มีความเสี่ยง แต่บอกว่าระบบที่รวม Quant กับ Fundamental เข้าด้วยกันสามารถรักษาเสถียรภาพในช่วงที่ยากลำบากได้ดีกว่า ยังมีอีกมิติหนึ่งที่ทำให้กองทุนนี้น่าติดตามครับ อย่างที่ทราบว่า การลงทุนในหุ้นจีนสำหรับคนไทยมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทกับหยวนไม่ได้เคลื่อนไหวไปทางเดียวกันเสมอ กองทุน FP QUANT ก็ได้ใช้ Dynamic Hedging ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งหมายความว่าการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ปรับตามสถานการณ์จริง ไม่ใช่ตามสูตรตายตัวครับ China A-Shares เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่สัดส่วนของนักลงทุนสถาบันต่างชาติยังต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดตลาด ส่วนหนึ่งเพราะเข้าถึงยาก และอีกส่วนหนึ่งเพราะตลาดนี้ต้องการทักษะที่ไม่ธรรมดาในการจัดการ กองทุนที่ผสม Quant กับ Fundamental และดูแลโดยทีมที่เชี่ยวชาญตลาดจีนโดยเฉพาะ อาจเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลกว่าการเข้าตลาดนี้ด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับตลาดอื่นครับ เพื่อน ๆ ก็สามารถซื้อกองทุน FP QUANT-A ง่าย ๆ ผ่านแอป Dime! เริ่มต้นที่ 1,000 บาท เท่านั้น  shorturl.dime.co.th/VXgo/11f… อ่านข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมที่ th.firstplus.com/web-upload/… ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  ติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัท   ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
3
13
2,004
หุ้นสหรัฐฯ สำหรับมือใหม่ และคนเพิ่งเริ่มต้น เริ่มยังไงถ้ามีเวลาแค่สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง แอดเชื่อว่า มีเพื่อน ๆ นักลงทุนหลายคนที่เลิกลงทุนกลางคัน แต่เหตุผลที่เลิก ไม่ได้เลิกเพราะพอร์ตขาดทุนครับ แต่เลิกเพราะรู้สึกว่าตัวเองตามไม่ทัน.. ต้องตามข่าว Fed ทุกวัน ดูงบการเงินรายไตรมาส การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ต้องดูเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง  มันสร้างความรู้สึกว่าถ้าไม่ใช้เวลาเยอะ ก็ไม่ควรเล่นหุ้นเลย ปู่ Warren Buffett เคยบอกว่า ตลาดหุ้นถูกออกแบบมาเพื่อโอนเงินจากคนที่ใจร้อน ไปให้คนที่ใจร้อนน้อยกว่า ซึ่งแปลว่า การใช้เวลามากกว่าไม่ได้แปลว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ เวลาที่ใช้ถูกจุด ไม่ใช่เวลาที่มากมายเลย มาเริ่มต้นที่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กัน 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ แบ่งยังไง ? 60 นาทีต่อสัปดาห์ ถ้าแบ่งถูก ก็อาจเพียงพอมากแล้วสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ถ้าใช้ผิด เช่น นั่งดูราคาหุ้นขึ้นลงทุกวันจนครบชั่วโมง แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ตัวอย่าง Framework ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ✅15 นาทีแรก ใช้รีวิวพอร์ต ไม่ใช่การนั่งดูว่าหุ้นขึ้นหรือลงเท่าไหร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะนั่นไม่ได้บอกอะไรที่มีความหมาย สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ มี 3 อย่าง 1. สัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ในพอร์ตยังอยู่ในระดับที่ตั้งใจไว้ไหม ถ้าหุ้นเทคฯ โตจนกลายเป็น 60% ของพอร์ตโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นคือสัญญาณว่า ควร Rebalance แล้ว 2. มีการซื้อขายที่ค้างอยู่ไหมที่ต้องติดตาม 3. เงินสด (Cash) ที่เหลืออยู่เพียงพอสำหรับแผนระยะถัดไปหรือเปล่า 15 นาทีนี้ไม่ควรเกิด Panic Sell หรือตัดสินใจซื้อขายอะไรใหม่ มันคือการตรวจสุขภาพพอร์ตในเบื้องต้นครับ ✅30 นาทีต่อมา คือ ติดตามข่าวมหภาค และข่าวที่เกี่ยวกับพอร์ตจริง ๆ ส่วนที่คนเสียเวลาเยอะที่สุดคือการอ่านข่าวแบบไม่มีทิศทาง เช่น เปิด Bloomberg, CNBC, กรุงเทพธุรกิจ, X ไปเรื่อย ๆ จนครบชั่วโมง แล้วก็ยังไม่รู้ว่าสรุปต้องทำอะไร วิธีที่ดีกว่าคือกรองก่อนครับ อ่านเฉพาะข่าวที่กระทบ Sector หรือบริษัทที่ถืออยู่จริง ๆ ถ้าพอร์ตเน้น S&P 500 ETF อย่างเดียว สิ่งที่ต้องรู้คือทิศทาง Fed, ตัวเลข CPI/GDP ล่าสุด และ Earnings ผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในดัชนี ไม่ต้องตามทุก Sector ถ้าลงทุนหุ้นรายตัว อ่านเฉพาะที่เกี่ยวกับบริษัทที่ถืออยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่น่าสนใจก็ได้ครับ ✅และ 15 นาทีสุดท้าย วิเคราะห์ข้อมูลผลระกอบการ (Earnings Review) เฉพาะช่วง Earnings Season ทุกไตรมาส บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะรายงานผลประกอบการ หรือที่เรียกว่า Earnings ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สุดชุดหนึ่งสำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องดูใน 15 นาทีสุดท้ายนี้ ควรเริ่มจาก 4 จุดนี้ครับ 1. EPS จริง vs ที่นักวิเคราะห์คาดไว้ (เกินคาด หรือ ตำ่กว่าคาด ?) 2. Revenue Growth เทียบปีที่แล้วเป็นยังไง 3. Forward Guidance บริษัทมองไตรมาสหน้าว่าจะเป็นอย่างไร 4. ถ้าต่ำกว่าคาดการณ์ เป็นเพราะอะไร ? เป็นปัญหาชั่วคราวหรือโครงสร้าง ? ช่วงที่ไม่ใช่ Earnings Season อาจเปลี่ยน 15 นาทีนี้ไปใช้ดูว่ามีข่าวมหภาค (Macro) ใหญ่อะไรที่อาจกระทบมุมมองระยะยาวในพอร์ตหรือเปล่า เช่น การเปลี่ยนนโยบาย Fed หรือ Geopolitical event ใหม่ ๆ แต่ก็มีบางสัปดาห์นะครับ ที่ควรใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง.. คือ สัปดาห์ที่ Fed ประกาศนโยบายดอกเบี้ย สัปดาห์ที่บริษัทในพอร์ตรายงาน Earnings ไม่ตรงกับที่คาด หรือสัปดาห์ที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่กระทบ Sentiment ตลาดโดยตรง ปัจจัยเหล่านี้ควรใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อให้เข้าใจข้อมูลมากยิ่งขึ้นครับ ทำไม 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ถึงอาจใช้ได้จริง ? เพราะการลงทุนระยะยาวไม่ได้วัดผลเป็นสัปดาห์ครับ S&P 500 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละประมาณ 10% ก่อนปรับเงินเฟ้อ และตัวเลขนั้นมาจากการ Stay Invested ไม่ใช่การ Time Market 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ใช้ถูกจุด คือ เวลาที่มากพอสำหรับการตัดสินใจดี ๆ และน้อยพอที่จะไม่คิดมากไป หรือ Overthink จนทำผิดพลาดครับ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ════════════════════ #เพราะการเงินเป็นเรื่องของทุกคน ════════════════════ Dime! เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุก เพื่อความสุขอย่างเท่าเทียมของทุกคน บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Dime! ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ใบอนุญาตเลขที่ ลก-0007-02
28
55
5,036
ในปี 2023 Salesforce ลงทุนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ ใน Anthropic สตาร์ตอัป AI ที่ตอนนั้นยังถูกมองว่าเป็นรอง OpenAI ทั้งด้านแบรนด์และกระแสตลาด 3 ปีต่อมา มูลค่าถือครองของ Salesforce ใน Anthropic ถูกประเมินว่าขึ้นมาแถว ๆ 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 100 เท่าของเงินตั้งต้น หลังจากบริษัททยอยลงทุนเพิ่มในรอบถัด ๆ ไป Salesforce ไม่ได้ลงทุนครั้งเดียว แต่ลงต่อเนื่องทุก Funding Round ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยไม่ต่ำสุด แต่ได้ส่วนแบ่งเค้กใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในบริษัทที่กำลังขึ้นเป็นผู้เล่นหลักของ AI ฝั่ง Anthropic เอง เพิ่งปิดรอบ Series H ที่ทำให้มูลค่าพุ่งไปถึง 965,000 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็น AI startup ที่มีมูลค่าสูงสุด แซงหน้า OpenAI ไปแล้ว พร้อมกันนั้น บริษัทได้ยื่นเอกสารแบบ Confidential กับ SEC เพื่อเตรียมตัว IPO ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของบริษัทที่อยากเข้าตลาด แต่ยังไม่ล็อกวันราคา ถ้า Anthropic เข้าตลาดที่ Valuation ใกล้ระดับนี้จริง มูลค่าพอร์ตฝั่ง Salesforce ก็จะถูก Mark to Market ให้สะท้อนราคาตลาดทันที ซึ่งช่วยดัน Perception และ Valuation ของ Salesforce เองไปด้วย แล้วหุ้น Salesforce (CRM) ได้อะไรจากเรื่องนี้ ? หลังข่าวมูลค่าการลงทุนใน Anthropic ทะลุประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ออกมา ราคาหุ้น CRM เด้งขึ้นราว 10% ภายในวันเดียว เพราะตลาดรับรู้ว่าบริษัทไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามเทรนด์ AI แต่เป็นเจ้าของผู้นำ AI ตัวจริงตัวหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจหลักของ Salesforce คือซอฟต์แวร์ CRM และแพลตฟอร์ม Enterprise แต่ Upside จาก Anthropic คือ โบนัสก้อนใหญ่ที่ตลาดยังมีโอกาส Re-Rate ให้สูงขึ้นได้อีกถ้า Anthropic โตตามคาด สิ่งที่ Salesforce ทำคือ Second-order bet แบบชัดเจนมาก - First-order bet คือ การไปลงทุนตรง ๆ ใน AI startup เช่น Anthropic เอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกมของ VC / Big Tech - Second-order bet คือ การไปลงทุนในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากความสำเร็จของ AI startup พวกนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การเข้าไปลงทุนในบริษัท เป็นพาร์ตเนอร์สำคัญ หรือใช้เทคโนโลยีของเขาเป็น Core ใน Product Salesforce ไม่ใช่บริษัท AI แต่ใช้ Anthropic มาเป็นสมองใน Agentforce 360 และผลิตภัณฑ์ AI บนแพลตฟอร์มตัวเอง พร้อมกับเป็นนักลงทุนหลักในบริษัทเดียวกัน แปลว่าถ้า Anthropic สำเร็จ Salesforce ได้สองเด้งเลย - เด้งจาก Product ที่เก่งขึ้น แข่งขันในตลาด enterprise ได้ดีขึ้น - เด้งจากมูลค่าการถือหุ้นที่โตแบบ Venture-Style เหมือนเคส SoftBank – Alibaba ที่ลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ แล้วโตเป็นกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในราว 20 ปี (หลักพันเท่า) แม้ขนาดและช่วงเวลาจะแตกต่างกัน สำหรับนักลงทุนรายย่อย การเข้าไม่ถึง AI startup ไม่ได้แปลว่าคุณหมดโอกาสนะครับ สิ่งที่ควรถามตัวเองคือ มีบริษัทจดทะเบียนไหนบ้าง ที่ได้ประโยชน์จาก AI โดยไม่ต้องโฆษณาตัวเองว่าเป็น AI company ? หรือ บริษัทเหล่านั้นมีความสัมพันธ์แบบไหนกับผู้นำ AI (ลูกค้า พาร์ตเนอร์ ผู้ลงทุน หรือผู้ใช้เทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์หลัก)? ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
8
26
4,133
SpaceX ซ่อนหุ้นเด็ดอะไรไว้บ้าง ? 🚀 อยากลงทุนใน SpaceX แต่หุ้นยังไม่เข้าตลาด? รู้หรือไม่ว่าเราสามารถเป็นเจ้าของความสำเร็จของภารกิจท่องอวกาศระดับโลกได้ทางอ้อม มาส่องลิสต์หุ้นลับ และบริษัทพันธมิตรในซัพพลายเชนสายตรงของ SpaceX ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจรวด ชิปดาวเทียม ไปจนถึงกองทุน ETF ที่จะช่วยเปิดประตูให้พอร์ตของคุณทะยานสู่จักรวาลไปพร้อมกัน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
86
127
6,974
เหตุการณ์ทางการเงินที่น่าจับตา มิถุนายน 2569 🚀 เตรียมทะยานสู่ห้วงอวกาศ! ปักหมุดรอไว้เลยกับวันที่ 12 มิถุนายน วันที่หุ้นมหาอำนาจแห่งจักรวาลอย่าง SpaceX (SPCX) จะเข้าเทรดในตลาดเป็นวันแรก พร้อมพานักลงทุนพุ่งทะยานหลุดวงโคจรสู่อวกาศอันกว้างใหญ่! แถมยังมีศึกใหญ่ปะทะแนวหน้าอย่างการประชุม FOMC ที่รอให้เราไปพิชิต เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกเดินทางไปด้วยกันครับ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
114
165
10,222