Filter
Exclude
Time range
-
Near
While you may strive to keep a cool, level head when things go sideways at #work, your body may betray you. It's a natural, human response, but on you can learn to manage. (Article by Melody Wilding) tinyurl.com/28gtkyct #BCSKansas #stressmanagement #worktips
6
Catch key World Cup matches and keep your job: ask for flexible hours, use lunch/breaks or highlights/DVR, swap shifts, work extra hours later, and stay professional on calls. #WorldCup #WorkTips
4
ส่ง Resume ไปเป็นร้อยใบ แต่ไม่เคยถูกเรียกสัมภาษณ์ บางทีคนที่ปฏิเสธคุณอาจไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ ส่งเรซูเมไปเป็นสิบเป็นร้อยใบ แต่ไม่เคยถูกเรียกสัมภาษณ์สักครั้ง หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าตัวเองไม่มีความสามารถ หรือไม่ดีพอสำหรับตำแหน่งที่สมัคร เพราะในหลายกรณี เรซูเมของคุณอาจไม่เคยไปถึงมือ HR หรือผ่านสายตามนุษย์ในบริษัทเลยด้วยซ้ำ! ปัจจุบันหลายองค์กรใช้ระบบจัดการและคัดกรองผู้สมัครงาน (Applicant Tracking System: ATS) เพื่อช่วยจัดการใบสมัครจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวัน บางบริษัทได้รับใบสมัครหลายพันฉบับต่อ 1 ตำแหน่ง ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาคือ ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหา อาจกำลังทำให้ผู้สมัครจำนวนมากหายไปจากกระบวนการตั้งแต่ยังไม่เริ่ม • คนพร้อมทำงาน แต่ระบบมองไม่เห็น งานวิจัย Hidden Workers ของ Harvard Business School และ Accenture พบความย้อนแย้งสำคัญในตลาดแรงงานยุคปัจจุบันว่า ขณะที่องค์กรจำนวนมากบ่นว่า ‘หาคนทำงานไม่ได้’ กลับมีผู้คนอีกหลายล้านคนที่พร้อมทำงาน หรือสามารถทำงานได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่กลับถูกกันออกจากกระบวนการจ้างงานตั้งแต่เริ่ม งานวิจัยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘Hidden Workers’ หรือแรงงานที่ถูกทำให้มองไม่เห็น สาเหตุหนึ่งมาจากระบบคัดกรองผู้สมัครอัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดจำนวนใบสมัครให้เหลือน้อยที่สุด ก่อนส่งต่อให้ HR พิจารณาอีกที กล่าวอีกอย่างคือ หน้าที่ของระบบไม่ใช่การหาคนที่ดีที่สุด แต่คือการคัดคนออกให้เร็วที่สุดต่างหาก • เมื่อ AI มองหาคนที่ ‘ตรงเป๊ะ’ มากกว่าคนที่ ‘ทำงานได้จริง’ การพิจารณาของมนุษย์กับ AI ไม่เหมือนกัน ขณะที่ HR อาจมองเห็นศักยภาพ ประสบการณ์ชีวิต หรือความสามารถในการเรียนรู้ ระบบ ATS จะประเมินผู้สมัครผ่านข้อมูลที่วัดได้ง่ายกว่า เช่น วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน คีย์เวิร์ดในเรซูเม และความสอดคล้องกับ Job Descriptions ผลคือ ผู้สมัครที่มีทักษะจริงแต่ใช้คำอธิบายแตกต่างจากประกาศรับสมัครงาน หรือมีเส้นทางอาชีพที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนอาจถูกคัดออกทันที เช่น คนที่เคยหยุดงานไปดูแลครอบครัว คนที่เปลี่ยนสายอาชีพ คนที่กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังว่างงาน หรือแม้แต่คนที่มีประสบการณ์ตรง แต่ไม่ได้ใช้คำศัพท์ชุดเดียวกับที่ระบบถูกตั้งค่าให้ค้นหาก็จะถูกปัดตกเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ นายจ้างเองก็รับรู้ปัญหานี้ โดยงานวิจัยพบว่า 88% ของนายจ้างยอมรับว่า ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมถูกคัดออกจากกระบวนการ เพียงเพราะไม่ตรงกับเกณฑ์ในประกาศรับสมัครแบบเป๊ะๆ • AI กับอคติการเลือกปฏิบัติ อีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องคือเรื่องอคติของ AI ที่ไม่มีความเป็นกลางในการเลือกใบสมัคร กรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Amazon ซึ่งเคยพัฒนาระบบ AI เพื่อช่วยคัดเลือกผู้สมัครงาน โดยให้ระบบเรียนรู้จากข้อมูลการจ้างงานในอดีตของบริษัท แต่ผลลัพธ์พบว่า AI มีแนวโน้มให้คะแนนผู้สมัครเพศหญิงต่ำกว่าผู้สมัครเพศชาย เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบสะท้อนความไม่สมดุลทางเพศที่มีอยู่เดิมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สุดท้าย Amazon จึงยกเลิกการใช้งานเครื่องมือ AI ในปี 2561 ขณะเดียวกัน ในปี 2567 Workday บริษัทซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลของสหรัฐอเมริกา ถูกฟ้องร้องแบบกลุ่มจากผู้สมัครงานที่กล่าวหาว่าระบบคัดกรองอัตโนมัติของบริษัทมีอคติด้านอายุ เพศ เชื้อชาติ และความพิการ หนึ่งในผู้ฟ้องระบุว่า เขาถูกปฏิเสธการจ้างงานมากกว่า 100 ครั้งจากบริษัทที่ใช้ระบบดังกล่าว แม้คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่ก็สะท้อนคำถามสำคัญว่า เราควรปล่อยให้ AI กลายเป็นผู้ตัดสินโอกาสในการทำงานของผู้คนมากน้อยแค่ไหน • บริษัทควรทำอย่างไร ในความเป็นจริง ระบบ AI ช่วยลดภาระงานของฝ่ายบุคคลได้อย่างมหาศาล และช่วยให้การสรรหาเป็นระบบมากขึ้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรใช้ AI เป็นผู้ ‘ตัดสิน’ แทนการเป็นผู้ช่วย สิ่งที่บริษัทควรทำคือ ใช้ AI เพื่อช่วยคัดกรอง ไม่ใช่ตัดสินใจแทนมนุษย์ ทบทวน Job Descriptions ว่า กำหนดคุณสมบัติเข้มงวดเกินความจำเป็นหรือไม่ และลดการใช้ใบปริญญาหรือประสบการณ์เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิอัตโนมัติ พร้อมกันนั้น ต้องตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอว่ากำลังสร้างอคติหรือกีดกันคนบางกลุ่มโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ • คนหางานควรทำอย่างไร ในโลกที่ AI อาจเป็นคนอ่านเรซูเมคนแรก การเขียนเรซูเมจึงไม่ใช่แค่การเล่าประสบการณ์ให้มนุษย์ฟัง แต่ต้องทำให้ระบบเข้าใจด้วย โดยสิ่งที่ผู้สมัครสามารถทำได้คือ อ่าน Job Descriptions อย่างละเอียด ใช้คำศัพท์หรือทักษะที่สอดคล้องกับประกาศรับสมัคร ระบุผลงานเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ และหลีกเลี่ยงการออกแบบเรซูเมที่ซับซ้อนเกินไป อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เทคนิคการเขียนเรซูเม แต่คือการไม่ปล่อยให้การถูกปฏิเสธกลายเป็นการตัดสินคุณค่าของตัวเอง เพราะในหลายกรณี คนที่ปฏิเสธคุณอาจไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ #TheMomentum #worktips #สมัครงาน #ใบสมัคร #Resume #หางาน
31
27
29,032
A simple sneeze and steel-toe boots can take down an entire studio setup. Don't be the reason for missed appointments or lost work – return those calls! #StudioLife #WorkTips
9
อวสาน First Jobber อีกแล้วเหรอ ‘เด็กจบใหม่’ ในโลกโหดร้ายสู้อย่างไรให้ยังมีหวัง เด็กจบใหม่ คนจ็อบแรก เป็นวัยที่ ‘เจ็บ’ เสมอ ทุกวันนี้ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังครอบงำตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่กลายเป็นคนรุ่นที่เจ็บหนัก เพราะหลายๆ งานกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง เวลาสำหรับการเรียนรู้งานน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่โลกของ AI นั้นแทบไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ คมขึ้น ทำงานได้มากขึ้นทุกวัน Claude AI สามารถ Input งานแต่ละฝ่ายให้ประชุมกันเอง ได้ข้อสรุป แล้วนำเสนอเรา ขณะที่ ChatGPT จากที่เคย ‘เพี้ยน’ ก็เรียนรู้จนคมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากมนุษย์ คำถามสำคัญนอกเหนือจากว่า ‘คน’ ยังมีคุณค่าอยู่แค่ไหน ก็คือ เด็กจบใหม่ที่อยู่ในการศึกษาโลกเก่า ต้องปรับตัวแบบไหนและปรับตัวแค่ไหน ทำอย่างไร เพื่อให้เด็กจบใหม่ยังคงมี ‘พื้นที่เริ่มต้น’ ในตลาดแรงงาน • ทำไม First Jobber ถึงลำบากกว่าที่คิด ในอดีต ตำแหน่งเริ่มต้นจำนวนมาก คือพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้ฝึกงานจริง เรียนรู้ระบบองค์กร ทำงานเอกสาร เด็กจบใหม่ถ้าทำตัวน่ารัก ก็จะเป็นที่รักของทุกคน หากทำผิดก็คือการเรียนรู้ หากทำถูกก็ทำให้อยู่ในโลกการทำงานได้ และหากตั้งใจทำงาน ก็ทำให้อนาคตการทำงานสดใส เติบโตขึ้นตามลำดับขั้นต่อไป แต่ปัญหาคือ งานแบบนี้จำนวนไม่น้อยกำลังถูก AI แทนที่ ไม่ใช่แทนได้แบบสมบูรณ์ทั้งหมด แต่มากพอที่องค์กรจะตั้งคำถามว่า ยังจำเป็นต้องรับคนเพิ่มหรือไม่ งานที่เคยต้องใช้เด็กจบใหม่ 3 คน อาจเหลือคนมีประสบการณ์ 1 คน บวก AI อีกหลายตัว งานที่เคยต้องมีผู้ช่วยคอยสรุปเอกสาร อาจใช้ AI ช่วยอ่าน ย่อ จัดหมวดหมู่ และงานที่เคยต้องมีคนร่างอีเมล ทำพรีเซนเทชัน หาข้อมูลเบื้องต้น หรือทำรายงานประจำ อาจใช้ AI ทำร่างแรกได้ภายในไม่กี่นาที AI ไม่เถียง ไม่เกี่ยงงาน เรียนรู้ระบบองค์กรได้ภายในเสี้ยววินาที AI ไม่มีอารมณ์ ไม่ป่วย ไม่ติดงาน และกำลังเรียนรู้ สร้างตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำหน้าที่ให้ครอบคลุมกว่าเดิม ทั้งหมดคือความโหดร้ายของตลาดงานยุคใหม่ AI ไม่ได้แย่งเฉพาะงานของคนเก่งหรือมีประสบการณ์ แต่มันกำลังแย่ง ‘งานฝึกมือ’ ที่เด็กจบใหม่เคยใช้เป็นจุดเริ่มต้น ปัญหาอีกชั้นหนึ่งคือ เมื่อตำแหน่งงานลดลง คนที่ถูกเลิกจ้างหรือมีประสบการณ์อยู่แล้ว ก็จะลงมาแข่งขันในตลาดเดียวกับเด็กจบใหม่ จากเดิม เด็กจบใหม่แข่งกับเด็กจบใหม่ด้วยกัน วันนี้ เด็กจบใหม่อาจต้องแข่งกับคนที่ทำงานมา 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี บริษัทจำนวนมากย่อมเลือกคนที่ทำงานได้ทันทีมากกว่าคนที่ต้องสอนใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน ต้นทุนสูง และองค์กรไม่อยากเสี่ยง คำถามสำคัญที่ First Jobber ต้องตอบให้ได้คือ หากบริษัทรับเราเข้าไป เราทำอะไรให้เขาได้ทันที • Reskill-Upskill ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด คำว่า Reskill (การเรียนรู้ทักษะใหม่ที่อาจไม่ได้อยู่ในสาขาที่เรียนมา) และ Upskill (การเพิ่มความสามารถให้ลึกขึ้น คมขึ้น และใช้ได้จริงมากขึ้น) ถูกพูดกันจนเหมือนคำโฆษณา แต่สำหรับเด็กจบใหม่ คือเรื่องจริงมากขึ้นทุกวัน สิ่งที่เด็กจบใหม่ยุคนี้ต้องตอบคำถามก็คือ จะเติมเต็มอะไรให้กับองค์กร และ ‘แก้ปัญหา’ ตอบโจทย์ Pain Point อะไรให้องค์กรได้บ้าง หากเรียนการตลาด แค่รู้ทฤษฎีอาจไม่พอ แต่ต้องอ่านอินไซต์ผู้บริโภค ทำคอนเทนต์ ทดลองยิงแอด ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และรู้ว่า AI ช่วยงานไหนได้บ้าง เรื่อยไปจนถึงการตัดคลิปเบื้องต้น และต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ชัดเจนว่า ในโลกใหม่ไม่ได้ต้องการคนที่รู้เยอะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่นำความรู้ที่ได้ไปทำงานจริงได้ เรียนรู้ และปรับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม • Portfolio สำคัญกว่าที่เคย เด็กจบใหม่จำนวนมากยังคิดว่า พอร์ตโฟลิโอคือสิ่งที่ต้องทำตอนสมัครงานเท่านั้น แต่ในโลกความเป็นจริง พอร์ตโฟลิโอคือสิ่งที่ต้องเก็บเกี่ยวตลอดตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพราะในวันที่ทุกคนมีปริญญาเหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้แตกต่างคือ หลักฐานว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง พอร์ตโฟลิโอที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ แต่อย่างน้อยคือสิ่งที่ตอบคำถามว่า เราคิดอะไร ทำอะไร แก้ปัญหาอะไร และเรียนรู้อะไร เป็นรายงานที่ไม่ใช่เพียงทำส่งอาจารย์ แต่คือการเอาไปใช้จริงต่อไป ในโลกที่ทุกคนใช้ AI เขียนเรซูเมให้ดูดีและส่งต่อให้ใครก็ได้ สิ่งที่น่าเชื่อกว่าคำบรรยายตัวเองคือ ‘งานจริง’ ที่พิสูจน์ว่าเราทำได้ • การฝึกงานไม่ใช่แค่เอาใบรับรอง แต่คือสนามจริง อีกข้อที่สำคัญก็คือ เมื่อทุกคนจบการศึกษาใน ‘บล็อก’ เดียวกันหมด การฝึกงานยิ่งสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ใช่เพราะต้องมีชื่อบริษัทสวยๆ อยู่ในเรซูเม แต่เพราะการฝึกงาน คือโอกาสได้เห็นว่าโลกการทำงานจริงต่างจากห้องเรียนอย่างไร เด็กจบใหม่ที่เคยฝึกงานจริงจะเข้าใจจังหวะงาน การสื่อสารในองค์กร แรงกดดัน และเข้าใจว่า ทำไมงานที่ดูง่ายจึงซับซ้อน และความรับผิดชอบในโลกความเป็นจริงนั้น มากกว่าโลกในรั้วมหาวิทยาลัยนัก ที่สำคัญ การฝึกงานทำให้เริ่มมีคนที่เคยเห็นเราทำงานจริงว่าเป็นอย่างไร ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ นอกเหนือจากการทำงานคือ พฤติกรรมและเคมีว่าเข้ากับองค์กรได้ดีแค่ไหน ในวันที่บริษัทลังเลว่าจะรับเด็กจบใหม่ดีไหม คำแนะนำจากคนที่เคยทำงานกับเราจริง อาจมีน้ำหนักมากกว่าข้อความสวยๆ ในเรซูเม • คอนเน็กชันและกิจกรรมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เด็กจำนวนไม่น้อยถูกสอนให้เชื่อว่า แค่ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว แต่ในโลกการทำงานจริง การเรียนอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป กิจกรรม ค่าย โปรเจกต์ ชมรม งานอาสา งานประกวด งานพาร์ตไทม์ หรือการทำโปรเจกต์เล็กๆ กับเพื่อน ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ฝึกทักษะที่ห้องเรียนให้ไม่ได้เสมอไป แต้มต่อในโลกของการทำงานจริงมีตั้งแต่ การสื่อสารกับคนหลากหลาย การรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานเป็นทีม การถูกปฏิเสธ การต่อรอง การรับฟีดแบ็ก ไปจนถึงการทำงานให้เสร็จแม้ไม่มีใครบังคับ และที่สำคัญ ทำให้เรารู้จักคนในแวดวงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักธุรกิจใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ ‘มดงาน’ คนสำคัญ ไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลังที่จะแนะนำเราต่อให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ฉะนั้น คอนเน็กชันไม่ใช่การฝากงานแบบระบบเส้นสายเสมอไป แต่คือการมีคนรู้ว่า เราเป็นใคร ทำอะไรได้ น่าเชื่อถือแค่ไหน และมีความรับผิดชอบเพียงพอไหม • ใช้ชีวิตกับ AI ให้เป็น ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น สิ่งสำคัญมากกว่าใช้ AI เป็นไหม คือใช้ AI ทำอะไร เพราะในโลกอันใกล้ เด็กจบใหม่ First Jobber ทุกคนจะเหมือนกันหมดคือ ใช้ AI เป็นทุกคน แต่คนที่ใช้ AI ได้ล้ำกว่า เรียนรู้เรื่อง AI ได้มากกว่า ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเลือกข้อมูลเก่งกว่า ย่อมตัดสินใจได้ AI อาจทำงานเร็วกว่าเรา แต่เรายังต้องทำให้ตัวเองเป็นคนที่รู้ว่า งานแบบไหนควรให้ AI ทำ งานแบบไหนที่มนุษย์คิดได้ดีกว่า และงานแบบไหนต้องใช้ความเข้าใจชีวิตจริง • เตรียมใจรับความผิดหวัง และเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า ความจริงที่ต้องพูดตรงๆ คือ เด็กจบใหม่ยุคนี้อาจต้องเจอกับความผิดหวังมากกว่าคนรุ่นก่อน ส่งเรซูเมไปแล้วไม่มีใครตอบ สัมภาษณ์หลายรอบแล้วไม่ได้งาน เงินเดือนต่ำกว่าที่คิด งานแรกไม่ตรงสาย งานที่อยากทำไม่มีตำแหน่งว่าง หรือได้งานแล้วพบว่า โลกการทำงานไม่โรแมนติกอย่างที่เคยจินตนาการ ทั้งหมดนี้เจ็บปวด แต่ไม่ใช่จุดจบ สิ่งสำคัญคือ อย่าวางชีวิตไว้บนแผนเดียว ถ้าอยากทำงานสายหนึ่ง ควรมีทักษะข้างเคียงที่พาไปอีกสายหนึ่งได้ ถ้าอยากเข้าบริษัทใหญ่ ควรมองบริษัทเล็ก สตาร์ทอัพ องค์กรไม่แสวงกำไร หรือฟรีแลนซ์เป็นทางเลือกด้วย ถ้าอยากทำงานครีเอทีฟ ควรมีทักษะธุรกิจหรือข้อมูลติดตัว ถ้าอยากทำงานออฟฟิศ ควรมีทักษะดิจิทัลที่พิสูจน์ได้ ถ้าอยากทำงานตรงสายแต่ตลาดยังไม่เปิด ก็ควรมีงานระหว่างทางที่ทำให้เราไม่หยุดเติบโต แผนสำรองไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการยอมรับว่าโลกจริงไม่แน่นอน และเราต้องมีทางเดินมากกว่าหนึ่งทาง ทั้งหมดนี้ ความหวังของเด็กจบใหม่อาจอยู่ที่การเริ่มลงมือเร็วกว่าเดิม ฝึกทักษะมากกว่าเดิม สร้างพอร์ตโฟลิโอให้เป็นรูปธรรม ฝึกงานให้เจอโลกจริง รู้จักคนให้มากขึ้น ใช้ AI ให้ฉลาดกว่าแค่สั่งให้มันทำงานแทน และเตรียมใจว่า บางครั้งโลกก็อาจไม่ได้เข้าข้างเรา โลกของ First Jobber อาจโหดร้ายขึ้นจริง แต่คนที่มีความสามารถยังมีที่ยืน และคนนั้นคือ คนที่เรียนรู้เร็วพอที่จะเปลี่ยนตัวเอง ในเวลาเดียวกับที่โลกหมุนไปไกลเกินจะตามทัน ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #WorkTips #FirstJobber #เด็กจบใหม่ #AI
8
12
1,883
ข้อดีของการถูกจำ และข้อเสียของการถูกลืม วันเกิดในที่ทำงาน บางออฟฟิศอาจมีวัฒนธรรมการอวยพรวันเกิด ซื้อเค้ก หรือสั่งอาหารมากินร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองให้เพื่อนร่วมงาน ขณะที่บางออฟฟิศอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ Happy Birthday มากนัก หรือที่เศร้ากว่านั้นคือ ออฟฟิศจำวันเกิดทุกคนได้ ยกเว้นวันเกิดคุณ! แล้วการอวยพรวันเกิด หรือการสั่งของมาเฉลิมฉลองเล็กๆ สำคัญกับพนักงานมากแค่ไหน หลายคนอาจมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย หยุมหยิม แต่จริงๆ แล้ว ‘การถูกจำ’ หรือ ‘การถูกลืม’ ในที่ทำงาน ส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานมากกว่าที่คิด Work Tips สัปดาห์นี้ จะพาไปดูว่า ทำไมเราไม่ควรละเลยวันเกิดของเพื่อนร่วมงานแม้แต่คนเดียว • การถูกจำ = การมีตัวตน งานวิจัยของ Gallup พบว่า การได้รับการยอมรับหรือการถูกจดจำ แม้เพียงเล็กน้อย สามารถช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน ลดอัตราการลาออก และทำให้พนักงานมี Engagement กับองค์กรมากขึ้น เพราะมนุษย์ต้องการการมองเห็นคุณค่าจากคนรอบตัว นอกจากนี้ การจำวันเกิดได้ยังสะท้อนความสัมพันธ์ที่มากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน เพราะมันคือการส่งสัญญาณว่า บริษัทมองพนักงานเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่ฟันเฟืองในระบบ ในเชิงจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า Psychological Contract หรือสัญญาทางใจ ที่เกิดขึ้นระหว่างองค์กรกับพนักงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผูกพันและความจงรักภักดีต่อองค์กร • อีกด้านของคนที่ไม่ ‘ถูกจำ’ ในอีกมุมหนึ่ง การที่ออฟฟิศหรือหัวหน้าปฏิบัติต่อพนักงานไม่เท่าเทียม หรือหลงลืมใครบางคน อาจส่งผลกระทบทางจิตใจมากกว่าที่คิด งานวิจัยของ ดร.นาโอมิ ไอเซนเบอร์เกอร์ (Dr.Naomi Eisenberger) จาก UCLA พบว่า เวลามนุษย์รู้สึกถูกกีดกันทางสังคมหรือถูกเมินเฉย สมองจะประมวลผลความรู้สึกนั้นคล้ายกับความเจ็บปวดทางร่างกายจริงๆ ดังนั้น หากหัวหน้าซื้อเค้กให้เฉพาะ ‘คนโปรด’ แต่พนักงานอีกหลายคนไม่เคยได้รับอะไรเลย ก็อาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบในทีมโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกว่า เราไม่สำคัญเท่าคนอื่น อาจสะสมกลายเป็นความหมดไฟในการทำงาน หรือแม้แต่กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนตัดสินใจลาออก • ฉลองแต่พอดี เพราะบางคนอาจไม่ชอบสปอตไลต์ แน่นอนว่า มนุษย์มีหลายประเภท บางคนรักการเซอร์ไพรส์ ชอบให้คนทั้งออฟฟิศร้องเพลงวันเกิดให้ แต่บางคนกลับรู้สึกอึดอัดกับการถูกเรียกขึ้นมาเป็นจุดสนใจ ดังนั้น ความใส่ใจที่ดีจึงไม่ใช่การจัดใหญ่เสมอไป แต่คือการเลือกวิธีที่เหมาะกับบุคลิกของแต่ละคน บางครั้งแค่ข้อความสั้นๆ หรือการ์ดเล็กๆ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำให้ใครบางคนรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกลืม • แก้ปัญหาจำใครบางคน และหลงลืมบางคนอย่างไรดี หนึ่งในวิธีที่หลายองค์กรเริ่มใช้คือ การจัด Birthday Monthly หรือฉลองวันเกิดรวมของพนักงานที่เกิดในเดือนเดียวกัน นอกจากจะช่วยลดปัญหาความไม่เท่าเทียม ยังช่วยคุมงบประมาณ และสร้างบรรยากาศความเป็นทีมได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว คนทำงานอาจไม่ได้ต้องการเค้กราคาแพง แต่อยากรู้แค่ว่า เรายังเป็นบุคคลที่ถูกนึกถึงและไม่ถูกหลงลืมในที่ทำงานหรือไม่ ที่มา: - science.org/doi/10.1126/scie… - scientificamerican.com/artic…. - gallup.com/workplace/236441/… ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #WorkTips #HappyBirthday #จำวันเกิด #วันเกิด #พนักงาน #การทำงาน
12
11
1,861
ทำงานจนไม่มีเวลาว่าง แต่ชีวิตการงานยังไม่ขยับ วิธีออกจากวงจร Busy แต่ไม่ Valuable มนุษย์เงินเดือนหลายคนเริ่มต้นด้วย To-Do List ยาวเป็นหางว่าว ประชุมต่อประชุม รับสายโทรศัพท์ไม่เคยว่าง ในเวลาเดียวกันยังต้องทำสไลด์ ยังต้องหาไอเดียใหม่ๆ เข้ามา เคลียร์งานจนหมดแรง แชตลูกค้า แชตหัวหน้า แชตเพื่อนฝากงานก็ยังเข้ามาอีก ทำงานล้าแทบตาย แต่พอหมดวันกลับรู้สึกแปลกๆ ว่า “วันนี้ได้ทำอะไรสำเร็จบ้างหรือยัง” ยิ่งไปกว่านั้น ผ่านไป 2 ปี คุณก็ยังอยู่ที่เดิม เวลาเขาหาตำแหน่งว่างให้เลื่อนขั้นขึ้นไป เขาก็ไม่เลือกคุณ เงินเดือนจมอยู่กับที่ แต่สุดท้ายคุณก็เลือกจมอยู่อย่างนี้ดีกว่าตกงาน คำถามที่ตามมาคือแล้วสุดท้าย มีอะไรผิดพลาดตรงไหน เพราะงานก็ไม่ใช่น้อยๆ ทำงานจนยุ่งมากแล้ว นี่คือภาวะ Busy but not Valuable ยุ่งจริง แต่คุณค่าที่ได้จากงานกลับน้อยกว่าพลังที่เสียไป Work Tips วันนี้ จะมาแนะนำว่าควรจัดงานตัวเองอย่างไร ให้ Busy น้อยลง ทำงานอย่างไรให้มีคุณค่ากับองค์กรมากขึ้น และหากคุณอยู่ในลูปนี้ คุณจะหลุดจากลูปได้อย่างไร ข้อแรก ลองปลีกเวลาที่ยุ่งเหยิงออกมาตั้งคำถามใหญ่ 4 ข้อ 1. งานที่ทำในแต่ละวัน เชื่อมกับเป้าหมายหลักของคุณหรือไม่ 2. ถ้าไม่ทำงานนี้ จะมีผลกระทบจริงแค่ไหน 3. งานนี้ทำให้คุณเก่งขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น หรือสร้างผลลัพธ์สำคัญขึ้นหรือไม่ 4. คุณกำลังทำงานนี้เพราะมันสำคัญ หรือเพราะด่วน เพราะมีคนทักมา เพราะไม่กล้าปฏิเสธ ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่แน่ใจ” แปลว่าอาจถึงเวลาต้องจัดลำดับงานใหม่ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องลองจัดงานแบ่งออกเป็น ‘งานสำคัญและจำเป็น’ ที่ส่งผลต่อเป้าหมายหลัก ต้องทำด้วยตัวเองเท่านั้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริง ‘งานจำเป็นแต่สร้างมูลค่าไม่มาก’ เช่น งานแอดมิน งานประสานงาน งานตอบกลับ งานเอกสาร ที่จำเป็น ‘ต้องทำ’ แต่งานเหล่านี้ควรลดเวลาให้เหลือน้อยที่สุด ‘งานที่คนอื่นทำแทนได้’ คืองานไม่จำเป็นที่คุณต้องทำเอง งานนี้ควรส่งต่อ ควรแบ่งงาน และสร้างระบบที่ให้คนอื่นรับช่วงต่อได้ และสุดท้าย อย่าลืมมองหา ‘งานที่ควรหยุดทำ’ อย่างงานที่ทำเพราะความเคยชิน งานที่ทำแล้วไม่เกิดมรรคผลใดๆ หรืองานที่ทำเพราะ ‘เกรงใจ’ เท่านั้น หากตัดไม่ได้ คุณจะติดอยู่ในลูปงานไม่จำเป็นต่อไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที คุณก็ไม่ขยับไปไหน เหนื่อยและโคตรเหนื่อย เมื่อรู้แล้ว ยังมีทริกเล็กๆ อีกข้อหนึ่ง คือเช้า-อย่าเริ่มวันด้วยการเปิดอีเมลหรือแชตทันที เพราะสมองคุณจะเริ่มเข้าสู่โหมด ‘ต้องตอบสนอง’ ตลอดทั้งวัน ช่วงเวลา 1-1 ชั่วโมงครึ่ง ในการเริ่มวัน ควรใช้สำหรับงานที่สำคัญที่สุด เช่น เขียนแผน คิดไอเดีย ทำข้อเสนอ อ่านข้อมูล ตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ และทำงานที่ต้องใช้สมาธิ งานอื่นๆ ให้รอเวลาหลังจากนั้น เพราะหากรอให้ว่างก่อนค่อยทำงานสำคัญ อาจไม่มีวันได้ทำงานนั้น และถึงที่สุด ในชีวิตการทำงาน จงจำไว้ว่า ‘งานด่วน’ จะหาทางแทรกเข้ามาได้เสมอ อีกข้อสำคัญคือฝึก ‘ปฏิเสธ’ ให้เป็น-การปฏิเสธไม่ได้แปลว่าเมินเฉย ไม่ช่วยทีม หากคือการรักษาพื้นที่ให้กับงานสำคัญกว่า เพราะหากเลือกทำทุกงาน ปฏิเสธไม่เป็น คุณจะกลายเป็น ‘ถังขยะ’ ที่ทุกคนโยนงานลงมาให้ทั้งสำคัญและไม่สำคัญ ฉะนั้น ลองใช้ประโยค “ตอนนี้มีงานหลักที่ต้องปิดก่อน ขอรับเป็นหลังจากนี้ได้ไหม” หรือ “เรื่องนี้ให้ใครในทีมช่วยแทนได้ไหม เพราะผมน่าจะติดงานที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่อง” แน่นอนว่าทุกคนมีงานที่ไม่อยากทำแต่ ‘ต้องทำ’ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือนี่คือเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตการทำงาน สุดท้าย อย่าลืมทำ Weekly Review ใช้เวลาปลายสัปดาห์ รีวิวกับตัวเองสั้นๆ ตั้งคำถามกับตัวเองด้วยคำถามสั้นๆ ง่ายๆ ว่า 1. สัปดาห์นี้ งานไหนคืองาน 3 งานที่สร้างผลลัพธ์จริง ทำให้คุณเติบโตขึ้น 2. งานใดคืองานที่ใช้เวลามาก กินพื้นที่สมองมาก แต่ให้ผลลัพธ์น้อยนิด 3. สัปดาห์หน้า และสัปดาห์ต่อๆ ไป ควรลดงานอะไร 4. สัปดาห์หน้า และสัปดาห์ต่อๆ ไป ควรให้เวลากับอะไรเพิ่ม การรีวิวแบบนี้ช่วยให้คุณไม่หลงคิดว่า ‘ยุ่ง’ เท่ากับ ‘ก้าวหน้า’ เพราะสุดท้าย องค์กร และหัวหน้า ไม่ได้จดจำคุณจากจำนวนครั้งที่ออนไลน์ดึก ไม่ได้เลื่อนขั้นให้คุณเพราะตอบแชตเร็วที่สุด หรือประชุมเยอะที่สุด แต่จดจำคุณจากงานที่สร้างผลลัพธ์จริง อย่าปล่อยให้ความยุ่งกลายเป็นหลักฐานหลอกๆ ว่าคุณกำลังก้าวหน้า เพราะบางครั้ง การทำงานให้ดีขึ้น อาจไม่ได้เริ่มจากการทำให้มากขึ้น ทำงานจนยุ่งหัวฟู ไม่มีเวลาให้ตัวเองและไม่มีเวลาให้คนอื่น แต่เริ่มจากการกล้าถามตัวเองว่า งานไหนที่ควรทำให้น้อยลง งานไหนที่ควรหยุดทำ และงานไหนที่คู่ควรกับเวลาชีวิตของคุณจริงๆ เรื่อง: The Momentum Team ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ #TheMomentum #WorkTips #งานยุ่ง
431
383
21,384
ทำไมนายจ้างยังอยากให้ พนักงานเข้าออฟฟิศ แม้ในสภาวะข้าวยาก ‘น้ำมันแพง’ แม้ว่าช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะขอให้หน่วยงานภาครัฐ WFH ในส่วนที่ไม่กระทบต่อประชาชน และปฏิบัติตามมาตรการลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน เช่น น้ำมัน และไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ขอเพียง ‘ความร่วมมือ’ โดยไม่ได้มีการบังคับใช้จริงจัง ก็ทำให้หลายภาคส่วนไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก แม้ว่าค่าน้ำมันจะพุ่งทะลุเพดานประวัติศาสตร์ไปแล้ว แถมปั๊มหลายแห่งก็ไม่มีน้ำมันขาย และราคาสินค้า อาหารต่างๆ ก็แพงขึ้นตามลำดับ คำถามคือ ทำไมบริษัทจำนวนมากยังอยากให้ ‘พนักงาน’ ขับรถออกไปหาปั๊ม เพื่อเติมน้ำมัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ และในช่วงที่รัฐเองก็ขอความร่วมมือให้ลดการใช้พลังงาน นั่นเพราะเหล่าบุคคล 1% ไม่ได้ประสบเจอกับปัญหาหรือไม่? ดั่งผู้นำบางคนที่แสดงวิธีการแก้ปัญหาให้ประชาชนดูว่า ค่าน้ำมันรถแพงใช่ไหม ก็ซื้อรถไฟฟ้าขับสิ ง่ายจะตาย Work Tips สัปดาห์นี้ไม่ได้ต้องการหาคำตอบเพื่อ ‘เข้าใจนายจ้าง’ (เพราะก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) แต่ชวนมองว่า จริงๆ แล้วนายจ้างกำลังติดอยู่ใน ‘กับดักความคิด’ อะไร ที่ทำให้ยังยืนยันจะให้พนักงานเข้าออฟฟิศให้ได้ ทั้งที่การทำงานที่บ้านอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ด้วยซ้ำ ย้ำอีกครั้ง บทความนี้ไม่ได้ต้องการอธิบายแทนนายจ้าง แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าแนวคิดแบบไหนกำลังครอบงำการตัดสินใจเหล่านี้ • Productivity Paranoia หนึ่งในปัญหายอดฮิตคือ ‘ความระแวง’ ว่าหากพนักงานทำงานที่บ้าน จะทำงานไม่เต็มที่ ขี้เกียจ หรือแอบอู้งาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานแบบไฮบริดกลับทำให้พนักงานจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเข้าออฟฟิศตลอดทั้งสัปดาห์ อ้างอิง ผลการศึกษาจาก Microsoft Work Trend Index ที่ระบุว่า ผู้นำองค์กรกว่า 85% รู้สึกไม่มั่นใจกับการทำงานแบบไฮบริด ว่าพนักงานจะทำงานได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ 87% ของพนักงานกลับรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ดีขึ้น เมื่อบริษัทเริ่มไม่มั่นใจในตัวพนักงาน ความหวาดระแวงของผู้นำก็อาจย้อนกลับมาลดประสิทธิภาพการทำงานจริงๆ ได้ เพราะความไม่เชื่อใจกลายเป็นแรงผลักให้ผู้นำยึดติดกับวิธีเดิมๆ นั่นคือ ‘ต้องเห็นตัว’ ถึงจะเชื่อว่าทำงาน • Proximity Bias คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารหรือหัวหน้างานมักให้ความสำคัญ และไว้วางใจกับพนักงานที่ ‘มองเห็นตัวเป็นๆ’ มากกว่าคนที่ทำงานทางไกล โดยอคตินี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยจาก MIT Sloan Management Review ระบุว่า เพียงแค่พนักงานปรากฏตัวในออฟฟิศ แม้ว่าผู้บริหารจะไม่เคยพูดคุยด้วยแม้แต่น้อย แต่กลับมีผลต่อการประเมินผลงาน โดยมักจะสรุปไปเองว่าคนที่เข้าออฟฟิศ นั่งอยู่ที่โต๊ะ เป็นคนขยันและทุ่มเทกว่าคนที่ไม่เห็นหน้าค่าตา อีกทั้ง การที่ผู้บริหารสามารถ ‘มองเห็น’ พนักงาน ยังช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้รู้สึกว่าพวกเขายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เตือนว่า หากปล่อยให้ Proximity Bias ครอบงำต่อไปในระยะยาว องค์กรอาจสูญเสียบุคลากรคุณภาพ เพราะคนเก่งจำนวนมากต้องการความยืดหยุ่น และอยากถูกวัดผลจากผลงานจริงไม่ใช่จำนวนชั่วโมงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หรือเวลาการเข้าออฟฟิศ • เลิกบริหารด้วยความกลัว แต่เริ่มด้วย Empathy งานวิจัยจาก Forbes และ Businessolver ชี้ว่า ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องความใจอ่อน แต่เป็นสิ่งที่วัดผลได้จริง ในยุคที่พนักงานต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับเท่าเดิม งานวิจัยพบว่า พนักงานกว่า 76% ชี้ว่า หัวหน้างาน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น หากหัวหน้าเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ องค์กรควรเลิกวัดผลจาก ‘ชั่วโมงการนั่งโต๊ะ’ และหันไปวัดจาก ผลลัพธ์ของงานแทน องค์กรที่เข้าใจพนักงานจะเปิดโอกาสให้เลือกสถานที่ทำงานที่เหมาะกับลักษณะงาน เช่น การทำงานที่บ้านในวันที่ต้องใช้สมาธิสูง ข้อมูลจาก Gartner ยังระบุว่า องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง (Radical Flexibility) มีพนักงานที่เป็น High Performers มากกว่าองค์กรที่บังคับเข้าออฟฟิศแบบเดิมถึง 40% ท้ายที่สุดแล้ว การลดการบังคับเข้าออฟฟิศในช่วงที่รัฐขอความร่วมมือ และในภาวะวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่แค่การช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วย กระเป๋าเงิน และสุขภาพใจของพนักงาน เมื่อพนักงานสามารถลดค่าใช้จ่าย ความเครียดที่สะสมอยู่ก็จะลดลง และสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความคิดสร้างสรรค์ และผลลัพธ์ของงาน มีวิธีมากมายในการวัดผลลัพธ์ของงาน แต่ถ้าผู้บริหารยังติดอยู่กับความไม่เชื่อใจ หรือความพารานอยด์ของตัวเอง การเข้าออฟฟิศก็อาจเป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’ ของการทำงาน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเข้าออฟฟิศหลายครั้ง อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ทั้งจากความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และสิ่งรบกวนรอบตัวขณะที่ต้องทำงานท่ามกลามคนหมู่มาก ผู้บริหารและ HR อาจต้องเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า คุณกำลังบริหารคน หรือกำลัง ‘ควบคุมคน’ กันแน่ และบางที ทางออกอาจไม่ใช่การพาคนกลับเข้าออฟฟิศ แต่คือการเลิกกลัวและเริ่มเชื่อใจกันและกันให้มากขึ้น ที่มา - nu.edu/center-advancement-vi… - sloanreview.mit.edu/article/… - hbr.org/2023/08/survey-remot…? #TheMomentum #WorkTips #WFH #การทำงาน #ออฟฟิศ #นายจ้าง #น้ำมันแพง
90
77
6,612
7 Workplace Red Flags You Should Never Ignore Work is part of life, and finding the right balance between responsibility and well-being is essential. #career #worktips #careertips #tips #freshgraduate #Ricebowl铁饭网 #ricebowlcareer #Ricebowl #malaysia
2
11
29,783
Top 10 High-Paying Jobs in Malaysia 💰 Let’s see if your job is on the list 👇 Here are the careers that pay the most in Malaysia right now.👀 #career #worktips #careertips #tips #Ricebowl铁饭网 #ricebowlcareer #Ricebowl #Salary #malaysia
7
23
57,702
In order to grow in your role, you need to know which parts need tending. But what are you supposed to do if, no matter what, you just can't get valuable feedback? Try this. (Article by Kelli Thompson) tinyurl.com/26g52t4l #BCSKansas #worktips #careergoals
1
2
2
25
Mar 19
When you need a break at work, but its not break time... hide in the bathroom. #worktips
1
2
4
114
Mar 10
Dealing with a micromanaging boss? It can drain your energy fast. Try these stress-reducing tactics: • Give short proactive updates before they ask • Clarify expectations early • Document your work • Stay organized and prepared • Remember: micromanaging is often their anxiety, not your ability • Use exercise, walks, or hobbies to decompress after work • If possible, suggest structured check-ins instead of constant oversight Sometimes structure reduces their need to control everything. Disclaimer: Workplace situations vary—these are general tips, not professional HR advice. #WorkTips #CareerAdvice #StressManagement #Workplace
1
2
32
Honnêtement le conseil que je peux vous donner c'est de ne jamais au grand jamais travailler sans contrat , c'est à vos risques et périls. Évitez au maximum, même comme au Cameroun c'est tout sauf facile mais bon en gros faites attention. #WorkTips #MardiEmploi
3
5
12
495
เด็กจบใหม่กับไฟที่ลุกโชน เมื่อเรากำลังวิ่งไล่ความสำเร็จ แต่กลับทอดทิ้งตัวตนไว้ข้างหลัง ช่วงชีวิตหลังเรียนจบ คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยพลังงาน ความหวัง ความมุ่งมั่น หรือแม้กระทั่งความท้อแท้ หลายคนเริ่มอยากจะพิสูจน์ตัวเอง อยากมีงานที่มั่นคง เงินเดือนที่ดี และเติบโตให้เร็วเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าการมีไฟในการทำงานไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งนี้เป็นเหมือนแรงผลักสำคัญที่ทำให้เด็กจบใหม่หลายๆ คนในวัยเริ่มต้นทำงานกล้าที่จะทำ กล้าแข่งขันกับตัวเอง พร้อมรับโอกาสใหม่ๆ พร้อมทำงานหนัก จนสามารถไปได้ไกลมากกว่าที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่บางครั้ง ไฟดวงนี้อาจสว่างมากเกินไป สว่างจนไม่สามารถมองเห็นตัวเอง จนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาในใจลึกๆ ว่า “จริงๆ แล้วเราชอบอะไรกันแน่” เพราะเด็กจบใหม่จำนวนไม่น้อยกระโดดเข้าสู่โลกของการทำงานทันทีหลังเรียนจบ โดยที่ไม่ทันได้สำรวจตัวตนอย่างแท้จริง เริ่มจากการเลือกเรียนในคณะ สาขาที่เลือกตั้งแต่อายุ 17-18 ปี และเดินต่อบนเส้นทางนี้แบบอัตโนมัติ เมื่อเริ่มทำงานก็ทุ่มเทหมดหน้าตัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่สังคมส่วนใหญ่วางเอาไว้ และเมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี ความทุ่มเทที่เคยมีให้กับงานเริ่มกลายเป็นความเหนื่อยสะสม พร้อมคำถามที่ดังขึ้นในใจเรื่อยๆ ว่า “นี่คือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หรือเปล่า” • ความสำเร็จที่ไม่ใช่ของเรา หนึ่งในความท้าทายของคนวัยเริ่มต้นทำงานคือ การต้องแยกระหว่าง ‘ความสำเร็จที่อยากได้’ กับ ‘ความสำเร็จที่ต้องได้’ หลายคนเริ่มตั้งเป้าหมายของชีวิตตัวเองตามมาตรฐานสังคมโดยไม่รู้ตัว และมองว่าการประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นๆ คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต เงินเดือนต้องได้เท่านี้ ตำแหน่งต้องได้ภายในกี่ปี ต้องทำงานบริษัทใหญ่ เป้าหมายใหญ่เหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่ดีในการทำงาน แต่ก็อาจกลายเป็นกระจกสะท้อนกลับมาด้วยเช่นเดียวกันว่า เราไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ‘มันคือเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ หรือไม่’ หรือเราทำเพียงแค่เพราะไม่อยากตกขบวนก็เท่านั้น และเมื่อวันหนึ่งไปถึงจุดที่คำตอบคือ ‘ไม่’ ความรู้สึกว่างเปล่าก็ก่อตัวขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ • รุ่นใหม่ไฟแรง แต่หลงทางในตัวตน ความขยันและความทะเยอทะยานในการทำงาน กลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เราไม่สามารถเผชิญกับคำถามในใจที่แท้จริงได้ว่า จริงๆ แล้วตัวตนของเราเป็นแบบไหน และต้องการอะไร ยิ่งงานยุ่ง ยิ่งไม่ได้คิด ยิ่งเราเหนื่อยมากเท่าไร ยิ่งไม่มีเวลาและพื้นที่ให้ทบทวนความปรารถนา สิ่งนี้ทำให้ชีวิตการทำงาน มาแทนที่ ‘ตัวตน’ แท้จริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด จนกลายเป็น ‘วิกฤตอัตลักษณ์ในการทำงาน’ (Work Identity Crisis) ที่มาจากวิกฤตตัวตน (Identity Crisis) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่วัยรุ่นเริ่มสงสัยในบทบาทของตัวเองในสังคม โดย Work Identity Crisis หมายถึง การที่คนคนหนึ่งเอาชีวิตของตัวเองมาผูกติดกับการทำงานมากเกินไป และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางอาชีพนั้น เช่น การลาออก เปลี่ยนงาน เลิกจ้าง หรือภาวะหมดไฟ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้คนคนนั้นรู้สึกว่ากำลังสูญเสียตัวเองไปด้วย หลายคนที่เคยหรือกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในการทำงานจะรู้สึกว่างเปล่า สับสน และรู้สึกไร้คุณค่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นเพียงบทบาทเท่านั้น ไม่ใช่คุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่เพราะการรักงานมากเกินไป แต่เป็นเพราะเรากำลังเอา ‘งาน’ เข้ามาเป็นเสาหลักในชีวิตของตัวเองมากเกินไปมากกว่า • ให้ไฟได้ทำงาน พร้อมมีพื้นที่ให้ตัวตน “งานแรกไม่จำเป็นต้องเป็นงานตลอดชีวิต ความสำเร็จในวัย 25 ปี ไม่ได้มานิยามชีวิตตอนอายุ 40 ปี” เพราะไฟในการทำงานไม่ใช่ปัญหา และความทะเยอทะยานที่มีก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่การมีไฟในการเป็นแสงนำทางนั้นต้องไม่ใช่ไฟที่เผาผลาญตัวตนของตัวเองไปจนหมด สำหรับเด็กจบใหม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรีบวิ่งให้เร็วที่สุด แต่เป็นการหาจังหวะให้ได้สำรวจตัวเองด้วยว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ตอบโจทย์ตัวเองมากแค่ไหน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและมีชีวิต บางครั้งการรู้ว่าตัวเอง ‘ชอบอะไร’ ก็มีค่ามากพอๆ กับการที่รู้ว่า ‘ไม่ชอบอะไร’ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราเริ่มรู้จักตัวเองได้ดีมากขึ้น ดังนั้นงานสามารถเป็นทั้งพื้นที่เติบโต เป็นเวทีพิสูจน์ความสามารถ และเป็นแหล่งรวมความหมายในชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างสมดุลกัน เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ไม่ได้เกิดมาแค่เพื่อเป็นคนทำงานที่ดี แต่เกิดมาเพื่อเป็นมนุษย์ที่เข้าใจตัวเองมากที่สุด อ่านบทความ เด็กจบใหม่กับไฟที่ลุกโชน เมื่อเรากำลังวิ่งไล่ความสำเร็จ แต่กลับทอดทิ้งตัวตนไว้ข้างหลัง ได้ทาง themomentum.co/worktips-firs… เรื่อง: สิริกร วงศ์กันทะ ภาพ: วรรณภัสสร รุ่งวิไลเจริญ #TheMomentum #WorkTips #FirstJobber #ที่ทำงาน #เด็กจบใหม่ #ตัวตน #การทำงาน #ทำงาน #จบใหม่
394
379
18,128
To keep on keeping on at #work, you need wind in your sails. However, you can't always rely on your environment to provide it. So, here's how to cultivate your own momentum. (Article on Career Contessa) tinyurl.com/25pt7ga7 #BCSKansas #worktips #motivation
1
2
12