เห็นด้วยครับ คือจริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่เก่งในเรื่องแฮกนะ แต่ส่วนตัวว่ามันคือ strategic asset ที่เมกาเอาไว้ใช้เสริมความมั่นคงใน cyber domain
การที่เปิดให้บริษัท top 50 อย่าง amzn, goog, msft, aapl หรือแม้แต่ธนาคารชั้นนำอย่าง JPM เข้าถึงก่อนผมว่ามันคือ manhattan project เวอร์ชัน cyber warfare ดีๆนี่เองฮะ
งานนี้ส่วนตัวพุ่งเป้าไปที่จีน และมองว่าจีนจะเสียเปรียบหนักเพราะเมกากุมความได้เปรียบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ talent pool, compute power ยันเซมิ supply chain ยิ่งในยุครัฐบาลทรัมป์ที่เน้นนโยบายผ่อนปรน ผมเชื่อว่าจะยิ่งเร่งเกมนี้ให้เร็วขึ้นไปอีก
คือถ้าจีนตอบโต้ด้วยการอัดฉีดโมเดลที่ aggressive กว่า หรือหันไปใช้มาตรการการป้องกันการสอดแนม ผ่าน supply chain ฝั่งเอเชีย เกมนี้จะยกระดับกลายเป็น full-scale AI arms race ทันที
สิ่งที่ผม question ต่อไปคือ
1. ยุโรปจะโดนทิ้งห่างขนาดไหน? ค่ายเดี่ยวอย่าง mistral จะต้านแรงกดดันไหวมั้ย หรือ EU AI Act จะกลายเป็นตัวฉุดที่ทำให้ยุโรปขยับตัวช้าลงไปอีก?
2. จีนจะยอมแลกด้วยอะไรเพื่อไล่ตามเมกาให้ทันภายใน 2-3 ปีนี้?
ใครคิดว่าจีนมีไม้ตายอะไรจะมางัดกับ mythos บ้างครับ?
ในแง่ของ geopolitic ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวดีเลย เป็นข่าวร้ายของจีนเสียด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ทั้งสหรัฐ ฯ และจีนต่างแข่งขันกันเรื่องของ AI แม้ว่าตอนนี้ Anthropic จะบอกว่าใช้เพื่อการป้องกันก็ตาม แต่ในโลกของการแข่งขันมหาอำนาจทุกประเทศรู้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้ป้องกันได้ มักใช้โจมตีได้เช่นกัน
Anthropic อ้างว่าสร้าง Mythos เพื่อช่วยป้องกันโลกไซเบอร์จึงเปิดให้บริษัทใหญ่ 50 แห่งทดลองใช้ก่อน บริษัทใหญ่ๆ เช่น Amazon, Apple, Google, Microsoft, JPMorgan Chase
เหตุผลคือองค์กรเหล่านี้เป็นเป้าหมายการโจมตีไซเบอร์อันดับต้น ๆ ของโลก ถ้า Mythos ช่วยค้นหาช่องโหว่ได้ก่อนแฮกเกอร์
บริษัทเหล่านี้ก็สามารถอุดช่องโหว่ได้ก่อนที่จะถูกโจมตีจริง
Anthropic จึงเรียกโครงการนี้ว่า Glasswing แปลว่าผีเสื้อปีกใส สื่อถึงความโปร่งใสและการปกป้อง
Mythos ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยีธรรมดาๆ แต่มันคือเทค
โนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ การประกาศความสามารถระดับนี้ต่อสาธารณะย่อมทำให้คู่แข่ง รัฐบาล และหน่วยข่าวกรองทั่วโลก รับรู้ทันทีว่าเกมการแข่งขัน AI กำลังเข้าสู่ช่วงเดียวกับการแข่งขันอาวุธในอดีต นั่นคือใครแสดงพลังได้ก่อน ย่อมได้อำนาจต่อรองก่อน คล้ายกับตอนที่โลกเห็น Manhattan Project ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตอนนั้นใครได้ครอบครองมันก่อนก็กลายเป็นมหาอำนาจไป
ปล. ในยุครัฐบาลทรัมป์ใช้แนวทาง light-touch regulation หรือกำกับดูแลแบบเบาๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม