Joined September 2007
7,111 Photos and videos
Isriya Paireepairit retweeted
"ความไร้ประสิทธิภาพของ ”กรรมาธิการ” ในรัฐสภา" ฝากถึงประธานสภา . ผมเคยเป็นคนนอก ที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็น… มันทำให้ผมอึ้งมาก..! . ขออธิบายก่อนว่า "กรรมาธิการ" คืออะไร? . ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ "กรรมาธิการ" ก็คือ กลุ่ม สส. และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้ . ก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. ผมเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นแหละครับ คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่า "ภาษีของเราถูกใช้อย่างไร" ในรัฐสภา . ผมขอสะท้อนการทำงานของ "กรรมาธิการ" ในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น สส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมา และอยากเห็น รัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น.! เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีนึง 8 พันล้านบาท/ปีเลยทีเดียว . โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน...เยอะมั้ยครับ . #เรื่องแรก: ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ - สมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ - มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการ "เซ็นชื่อ" ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง - ซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขา/ผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ - มาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น (นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น) . #เรื่องที่สอง: ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ - ไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบ "ใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ" ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย - เชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ - ลองนึกภาพดูนะครับ ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง - งบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง . #เรื่องที่สาม: ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง - บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือ "หาข้อมูลเชิงลึก" เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง - ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ - แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชนครับ . #เรื่องที่สี่: ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย - กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย - ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว (อันนี้เห็นบ่อยมากก...) - ราชการแทบอัมพาตครับ เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด . . #แล้วยังมีเรื่องทำซ้ำอีก กรรมาธิการหลายคณะ "ตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว" กับกรรมาธิการชุดก่อนๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือเปล่า ผลคือ เรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่ กับคนใหม่ ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย เรื่องนี้ผมว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ** อันนี้ต้องปรับด่วนๆ . . #ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้นะครับ มีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง . แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับ "คนดี" เพียงอย่างเดียว ต้องมี "ระบบ" และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย . #ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ? - เพราะ สส. บางส่วน(ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจ การคอรัปชั่นเงินภาษีพี่น้องประชาชน - พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบนล่ะครับ เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวันๆ เซ้นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ... เส้าเนอะ... . . อ่านต่อ....
4
118
174
2,360
ผมได้รับคำถามจากหลายช่องทางว่า คิดอย่างไรเรื่องโครงการ TH-AI Passport ผมคิดว่าโครงการนี้ถูกพูดถึงอย่างมากจากสาธารณะ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะมากแล้วในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่นโยบาย กระบวนการ และรายละเอียดทางเทคนิค ดังนั้นคงไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่เรื่องที่ยังไม่ค่อยเห็นพูดกันเยอะนักคือ "ถ้าไม่ทำ TH-AI Passport เราควรมีนโยบายด้าน AI ของประเทศอย่างไรดี" จึงเป็นที่มาของโพสต์นี้ครับ ก่อนอื่นเลยต้องย้ำว่า ผมคิดว่าเราไม่สามารถแยกส่วนคิดเรื่อง AI ให้ขาดกันจากเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ดังนั้นขอเรียกรวมไปเลยว่า Digital & AI เป็นเรื่องเดียวกัน มันคือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเหมือนกัน แค่รายละเอียดภายในต่างกัน โดย AI เป็นแค่ขั้นกว่าของ Digital แต่ในหลายกรณีเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ด้วยซ้ำไป จริงๆ คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคประชาชนเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วตอนหาเสียงเลือกตั้ง โดยเราใช้คำว่า "รัฐแพลตฟอร์ม" จึงมาขอเล่าอีกรอบ โดยสรุปดังนี้ ถ้าเราตัดรายละเอียดทางเทคนิคออกไปก่อน เอาหมวกคนไอทีออกไป เหลือแต่หมวกของประชาชนคนทั่วไป มองที่ผลลัพธ์อย่างเดียว นโยบาย "รัฐแพลตฟอร์ม" ควรมีเป้าหมายใหญ่ๆ เพียงแค่ 4 อย่าง แบ่งเป็นฝั่งของรัฐและประชาชนฟากละ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ปรับปรุงรัฐ รัฐไทยในองค์รวมมีปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ ไม่มีประสิทธิภาพ (inefficient) และ โกง (corrupted) เราต้องการใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหา 2 เรื่องนี้ให้ได้ 1.1 ใช้เทคโนโลยีช่วยรัฐทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความล่าช้าของกระบวนการราชการ งานเอกสาร ลดความไม่สะดวกของการเข้าถึงบริการภาครัฐที่ต้องไปต่อคิวนานๆ โดยแปลงบริการภาครัฐทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ให้เป็นดิจิทัล เข้าถึงได้จากทุกที่ สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลารอน้อย ที่ผ่านนมา รัฐไทยพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการแปลงเป็นดิจิทัล แต่ด้วยวิธีการกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ มีแอพภาครัฐเป็นร้อยๆ ตัว ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และสุดท้ายบางงานก็ต้องกลับไปใช้กระดาษกันอยู่ดี ตามที่ทุกคนทราบกันดี ทางแก้ที่พรรคประชาชนเสนอคือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐใหม่ ทันสมัย ปลอดภัย เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางที่หน่วยงานรัฐต่างๆ เข้ามาใช้งานได้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ต้องลงทุนให้ซ้ำซ้อน เกิดช่องว่างในการคอร์รัปชันอีกต่างหาก 1.2 ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้คอร์รัปชัน เมื่อเราทำ 1.1 แล้ว สิ่งที่จะดีขึ้นโดยทันทีคือ การคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้น เพราะเมื่อกระบวนการพิจารณาต่างๆ เป็นระบบอัตโนมัติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การใช้ช่องว่าง "ดุลพินิจ" ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญของการโกงก็จะลดลงโดยปริยาย เราต้องการเปลี่ยน "ดุลพินิจ" เป็น "ดิจิทัลพินิจ" แต่เราคงไม่ได้พอใจแค่นั้น เราอยากทำงานแก้คอร์รัปชันในเชิงรุกด้วย ดังที่เห็นจากโครงการ "AI จับโกง" ที่พรรคประชาชนนำเสนออยู่เรื่อยๆ (ล่าสุดคือ "AI จับโกง กทม" ลิงก์ในคอมเมนต์) การไล่ตรวจเอกสารราชการที่มีจำนวนหน้ามหาศาลเป็นพันๆ หมื่นๆ หน้า เป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง แต่ในโลกยุค AI ที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาและข้อความ มันเป็นการใช้เทคโนโลยีที่แก้ปัญหาแบบถูกฝาถูกตัวมากๆ และเราได้สาธิตให้เห็นไปบ้างแล้วในหลายโอกาส 2. ช่วยประชาชน-เอกชน นอกจากรัฐแล้ว เราต้องการใช้ Digital & AI ช่วยเหลือภาคประชาชนคนทั่วไป และภาคเอกชน ผู้ประกอบการด้วย 2.1 เพิ่มขีดความสามารถ (capacity) ให้ประชาชน ภาคประชาชน คนทำงาน แรงงาน เจ้าของกิจการ มีปัญหาสำคัญร่วมกันคือ มีขีดความสามารถ (capacity) หรือในทางเศรษฐศาสตร์อาจใช้คำว่า ผลิตภาพ (productivity) ถดถอยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ เมื่อบวกกับปัญหาประชากรลดลง คนแก่เพิ่มขึ้น คนวัยทำงานน้อยลง ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนมีจำนวนลดน้อยลง แต่เราจำเป็นต้องมีผลิตภาพมากขึ้น วิธีการเดียวที่เหลืออยู่คือการใช้เครื่องจักร (machine) ซึ่งในที่นี้คือ Digital & AI เข้ามาทดแทน ซึ่งรายละเอียดของวิธีการคงแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาอาชีพ ผมคิดว่าโครงการ TH-AI Passport มีเป้าหมายแบบเดียวกัน คือ เพิ่มขีดความสามารถให้คนไทย จึงมีส่วนที่เป็นการอัพสกิลคนไทยเรื่อง AI อยู่ด้วย โดยหลักการเป็นสิ่งที่ดี แต่ในแง่ "วิธีทำ" พรรคประชาชนเคยเสนอโมเดลที่ดีกว่าคือโครงการ "คูปอง Upskill" ที่รัฐไม่ต้องทำเอง แต่ช่วยสร้างอุตสาหกรรม e-learning ของภาคเอกชนด้วย 2.2 สร้างเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการไทย ก็เจอปัญหาแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้เช่นกัน ธุรกิจไทยแบบเก่าๆ จำนวนมากเริ่มล้มหายตายจากกันในยุคนี้ ทั้งจากปัจจัยภายใน และคู่แข่งจากภายนอกประเทศ (สินค้าอุตสาหกรรมจีน แพลตฟอร์มออนไลน์ บริการดิจิทัลต่างชาติ) เราอยากสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจรุ่นถัดไป แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเหล่านี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร พรรคประชาชนเคยนำเสนอนโยบาย "เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม" ประเทศไทยมีปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ฝุ่นพิษ ผลผลิตตกต่ำ ค่าไฟแพง พึ่งพาน้ำมันนำเข้าเยอะ ฯลฯ และรัฐก็ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อพยายามแก้ปัญหานี้มาตลอด แต่กลับไม่เป็นผลนัก จะดีกว่าไหม ถ้ารัฐเปิดให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สตาร์ตอัพ เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยรัฐเป็นคนออกเงินจ้างเอง ภาคเอกชนใช้เงินรัฐในช่วงแรกๆ สร้างตัวขึ้นมาให้แข็งแกร่ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ จนสามารถออกไปสู้กับตลาดโลกได้ในระยะถัดไป เราอยากเห็นบริษัทไทยที่ใช้ AI แก้ปัญหาฝุ่นพิษ, ใช้ AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียมแก้ปัญหาน้ำท่วม, ใช้ AI ดูภาพจากกล้องแก้ปัญหาจราจร, ใช้ AI ช่วยอ่านข้อมูลผู้ป่วย แก้ปัญหาระบบสุขภาพที่กำลังจะล่มสลาย ฯลฯ ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในทางเทคนิค แต่ขาดเงินทุน ขาดตลาด ขาดความคุ้มครองจากรัฐไทย ที่ป้องกันคู่แข่งจากต่างชาติ หากเราพลิกมุมคิดสักเล็กน้อย รัฐเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้จ้าง กำหนดเป้าหมายทางนโยบาย แล้วเปิดให้เกิดการแข่งขัน (ไม่ต้องล็อคสเปก TOR) ให้โอกาสภาคเอกชนไทยเข้ามาทำงานกันเยอะๆ ให้เวลาสร้างตัวกันสักพักหนึ่ง แล้วเราเชื่อว่าจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจอันใหม่ให้กับประเทศไทยได้
5
112
164
3,544
ตัวอย่าง AI จับโกง กรุงเทพมหานคร มีของจริงให้ลองเล่นกันเลย bkk-redflag-demo.peoplespart…

2
4
240
เหมือนบางคน พยายามจะอยู่ในวังวน 20บาทตลอดสาย - บางคนพูดเสมือนว่า ทำ20บาท แล้วจบทุกปัญหาในกทม. แล้วพยายามมาเทียบกับนโยบายนี้ ซึ่งมองกันคนเรื่องกันเลย 📌พรรคประชาชน “ไม่ได้”มองว่า ลดราคารถไฟฟ้า แล้วจะจบอย่างเดียว เพราะการ #แก้รถติดในะระยะยาว ไงก็ต้องเปลี่ยน mode จากรถส่วนตัวเป็นขนส่งมวลชนสาธารณะ ให้ได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่อาศัยแค่ “ราคา” นะครับ ย้ำว่า‼️ ต้องใช้ทั้ง 3 กลไก ทั้ง “price facility และ coverage” 🔸การลดความแออัดจราจร ทั้งรถส่วนตัวบนถนน และในระบบขนส่ง จำเป็นต้องกระจายเวลาเดินทาง ทั้งการให้มาก่อนเนิ่นๆ กับการเดินทางช้าๆหลังชม.เร่งด่วน และอะไรจะเป็นแรงจูงใจให้พอขยับเวลาได้บ้าง ถ้าไม่ใช่เรื่อง ความสะดวกสบาย และ ราคาที่ถูกลง? เขาเลยคิดเรื่องราคา off peak ขึ้นมา 👉🏻ส่วนลด 50% ตอนเช้าเป็นเพียง “หนึ่งในกลไก” ที่ต่อยอดจาก ราคาค่าโดยสาย 17-45 ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า เพื่อช่วยขยับคนจากช่วง peak time มา off peak และพอ peak time แออัดน้อยลง ก็จะรองรับคนอีกกลุ่มที่เคยรถส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าขนส่งไม่สะดวกให้หันมาใช้ขนส่งสาธารณะด้วยได้ ‼️แต่ก็ขอย้ำว่า facility และ coverage เป็นกลไกที่มีอิทธิพลมากกว่าแค่เรื่องราคา ในการทำให้คนหันมาใช้ ขนส่งสาธารณะ แต่ถ้าเรื่องขยับด้านเวลาการเดินทาง ราคาจะมีอิทธิพลสูงกว่า ทั้งนี้ เราก็ทราบกันดี ใครๆก็อยากเดินทางออกจากบ้านช้าที่สุดกันทั้งนั้น แต่ที่รถติด หรือรถไฟฟ้าอัดแน่น ก็เพราะเราทุกคนออกเวลาเดียวกันในชั่วโมงเร่งด่วนไม่ใช่หรือ? ดูอย่างสายสีน้ำเงิน ก็อัดกันแน่นมาก ขบวนรถก็ไม่พอ 👉🏻ถ้าเราลดราคา 50% “ตลอดวัน” มันก็คือการทำ 22.5บาทตลอดทาง ซึ่งคนก็จะไม่เปลี่ยนเวลาเดินทาง ลำพังปัญหาสายสีน้ำเงินก็แออัดมากแล้ว หรือรถเมล์ตอนเช้า ถ้าชม.เร่งด่วน คนก็แน่นมากอยู่แล้ว สุดท้ายมันก็ต้องหามาตรฐานช่วย “กระจายช่วงเวลากันเดินทาง” 🔸ซึ่ง #ตั๋วคนทำงานสาย ราคาพิเศษ เพื่อเดินทางช่วงหลังชม.เร่งด่วน (post peak time) ก็ใช่ว่าจะทำเพิ่มไม่ได้ เพียงแต่เงิน กทม.มีจำกัด ต้ิงเลือกจัดสรรให้เหมาะสม แฃะยังมีคนลำบากในรูปแบบอีกๆมากที่ต้องช่วย ทั้งการรักษาพยาบาล กลุ่มเปราะบาง การพัฒนาขยายเส้นทางเดินรถอื่นๆ 📍ทั้งนี้อีกส่วนนึงคือ คนที่ออกจากบ้านตอนเช้า เพราะต้องไปส่งลูกเรียนตอนเช้า และไปทำงานต่อ หรือ เวลาเข้างานเช้า หรือคนที่อาศัยในชานเมืองต้องเกินทางไกล และกลุ่มคนทำงานกลางคืน ที่จะเดินทางในช่วงเวลา ตี4.30 -6.30 กันทั้งนั้น และคนกลุ่มนี้ที่ผ่านมาก็เจอปัญหารถน้อย ไม่มีรถเมล์ เพราะพอคนขึ้นน้อย รถเมล์ก็ไม่อยากวิ่ง ✅การทำ off peak rate การปรับปรุง facility และ coverage จึงไม่ใช่แค่การลดความแออัด เปิดทางให้คนย้ายมาขึ้นขนส่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือค่าเดินทาง แบบ targeted ยิงตรงเป้าให้กลุ่มทำงานหนัก แต่รายได้น้อย ค่าใช้จ่ายเยอะด้วย แม้เงินที่ลดจะไม่เยอะมากที่ 22.5บาท ต่อวัน 🤦🏻‍♂️ทั้งนี้ กทม.ไม่ได้มีเงินมหาศาลที่จะไปทำ 20บาท เองได้ เพราะคงต้องใช้เงิน 15,000 ล้าน/ปี (รถไฟฟ้า รถเมล์ สองแถว) หรือ ถ้าจะไปซับต่อจาก 17-45บาทของรัฐบาล ถ้าจะเอาให้เหลือ20บาทก็น่าจะต้องมี 5,000ล้าน/ปี ฉะนั้นการเลือกลดราคา 50% ใน off peak time และ ต่อยอด on top จาก 17-45บาท โดยนำเงินส่วนที่เหลือไปพัฒนา facility และ coverage เพื่อให้คนเข้าถึงขนส่งจริงๆ น่าจะคุ้มค่ากว่าครับ
11
400
469
60,488
Isriya Paireepairit retweeted
[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ] . คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง . เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป) . ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ: . 1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”? . 2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”? . 3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)? . 4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่? . ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ . — . หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. . อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130 คน ที่เป็น สว. และ 90 คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน . ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ: . 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”? . 2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่? . 3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่? . . หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่
73
5,962
3,925
244,113
ปัญหา #รถติดในกทม. ปัจจัยหนึ่งคือ คนไม่อยากใช้ขนส่งสาธารณะ โดยมีคนกทม.แค่ 10%-15% เท่านั้น ที่ใช้ขนส่งสาธารณะ และ กทม.ยังไม่มีนโยบายทให้คนไปใช้ขนส่งสาธารณะที่ชัดเจน ✅เราจึงเสนอ นโยบาย #เดินทางง่าย ให้คนยอมหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ผ่าน 3 กลไก price-facility-coverage [price] 👉🏻 #ตั๋วเช้าตรู่ (ทั้งรถไฟฟ้า, รถเมล์ และรถสองแถว) คือ การให้ส่วนลดค่าโดยสาร 50% ให้คนที่เดินทางช่วงเช้าตรู่ (morning off-peak hour) เพื่อแลกกับส่วนลด เพื่อลดจำนวนรถติดชม.เร่งด่วน ซึ่งเรตพิเศษ สำหรับเดินทาง off peak ในตปท.ทำกันเป็นปกติ เป้าหมายคือ เปลี่ยน mode of transport จากรถส่วนตัว เป็น รถขนส่งสาธารณะ ให้มากขึ้น และดันให้คนออกจากบ้านไวขึ้น (โดยไม่ได้ทำแค่รถไฟฟ้า แต่เราทำ รถเมล์และรถสองแถว) โครงการนี้จะไปต่อยอด ตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ตามที่เราเสนอ และรัฐบาลเตรียมจะใช้ในปีหน้า (สรุปเขาจะไม่ใช่ทั้ง 20 และ 40 เพราะมันมีปัญหาสัมปทาน) ทั้งนี้ งบที่ใช้จะไม่เยอะ เพราะลด 50% จาก 17-45 บาท และเราไม่ได้ลดราคาตลอดทั้งวัน แค่ช่วง off peak เท่านั้น #นกที่ขยัน ยอมใช้ขนส่งสาธารณะ แขะออกจากบ้านก่อน เพื่อลด traffic ก็จะได้ส่วนลดตรงนี้ไป [facility] 👉🏻ถามว่า แค่ลดราคา คนจะมาใช้ขนส่งไหม? ไม่ครับ เราต้องสร้างระบบนิเวศน์ให้คนขึ้นรถ ไม่ใช่แค่ลดค่าเดินทางแล้วจบ ในกทม.มีป้ายรถเมล์ 5,600 ป้าย แต่มีศาลาแค่ 2,500 จุด (ส่วนใหญ่เป็นศาลาเก่า ไม่มีจอ) และการปรับปรุงศาลารถเมล์ใหม่ ที่ผ่านมา ทำแค่ เฉลี่ย 130 ศาลา/ปีเท่านั้น แต่เป้าหมายของเรา ภายใน 4 ปีแรก คือ ปรับปรุงศาลาเดิมทั้งหมด และเพิ่มศาลาให้ครบทุกป้าย พร้อมจอ digital ที่ไม่ใช่บอกแค่เวลา - แต่ค้นหาตำแน่ง gps รถ, บอกวิธีการเดินทางจะไปไหนแล้วต้องนั่งสายไหน ไปต่อรถเมล์ เรือ หรือรถไฟฟ้า สายไหน [coverage] 👉🏻แม้ปี 70-71 เราจะเปลี่ยนรถเมล์เป็น EV ครบ 100% แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่รถเมล์ และรถสองแถว เข้าไม่ถึง สิ่งที่ต้องทำคือ เพิ่มพื้นที่คลอบคลุมระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ 80% ของประชากร เข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ในระยะทาง 500 เมตร จากบ้าน ในเฟสแรก เราจะฟื้นเส้นทางเดินรถเดิมที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ไม่มีผู้ประกอบการขอวิ่ง เพราะขาดทุน โดยทางกทม.ไม่ต้องวิ่งรถเอง เพราะไม่ชำนาญ แต่กทม.จะอุดหนุนเงินส่วนหนึ่งให้เอกชนมาเดินรถ ในเฟส 2 เราจะเจาะตามซอยด้วย #สองแถวแบบใหม่ มีทางขึ้นด้านข้าง ปลอดภัยกว่าเดิม พร้อมมี gps ติดตามรถ และเราจะกำหนดจุดรอขึ้นรถสองแถวในซอย และเชื่อมซอย แก้ซอยตัน ด้วยการเช่าที่เอกชน เพื่อให้คนกทม.ที่อาศัยอยู่ในซอย เดินออกจากบ้าน มาขึ้นรถสาธารณะได้สะดวก ในรัศมี 500เมตร *ทั้งนี้ยังไม่รวม วางผังคมนาคมทางน้ำ ทำท่าเรือเพิ่มหลายสิบจุด และเพิ่มเส้นทางเดอนเรือ ev ในคลองหลัก และการทำ #หลังคาเชื่อม ระหว่าง สถานีรถไฟฟ้า-ศาลารถเมล์-ท่าเรือ เพื่อการเดินทางไร้รอยต่อ เพราะเราอยากทำให้กทม.เป็นเมืองที่ #ไม่ต้องมีรถก็เดินทางได้จริง
หลายคนถอดใจเรื่องแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพ ผมจะบอกว่าอย่าเพิ่ง! พรรคประชาชนพร้อมผลักดันแก้ไขปัญหารถติด ตั๋วเช้าตรู่ ใครตื่นเร็ว ค่าตั๋วถูกลงครึ่งนึง เพิ่มสายรถเมล์ในถนนที่ยังไม่มีรถ (แต่มีคนเดินทางแล้ว) ฟื้นฟูเรือเมล์ให้กลับมาคึกคัก และสุดท้าย เชื่อมระบบ รถ-ราง-เรือ เข้าด้วยกัน เมืองที่แคร์คน คือเมืองที่การเดินทางสาธารณะ ง่ายกว่าที่เป็น #เมืองแคร์คน #BangkokMadeEasy #โจเบอร์10 #โจชัยวัฒน์
90
927
1,072
1,111,880
Isriya Paireepairit retweeted
ใครจำได้บ้างครับ ว่าครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก? 🦐 . ช่วงเวลา 20 ปีที่ทุกรัฐบาลบอกว่า “ประเทศไทยเป็นครัวของโลก” เป็น 20 ปีที่ไทยตกบัลลังก์ จากผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกมาอยู่กลางตารางและโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ ความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งไทยที่โดนมาเลเซียแบนห้ามนำเข้าที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้ จึงสะท้อนอีกครั้งถึงความละเลยของรัฐบาลและราชการไทยตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา 🔴 ปัญหาเฉพาะหน้า: ไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียเดือนละ 300 ตัน หรือ 3,000 ตัน? เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ (กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน) โดยเป็นข่าวว่าเพื่อตอบโต้ทางการค้าจากที่ไทยตรวจจับปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ในวันที่ 11 มิ.ย. กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ จึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือข้อเท็จจริงและมาตรการรับมือ โดยพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งกับหน่วยราชการ ทำให้มองระดับความรุนแรงของปัญหาต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะกรมประมงประเมินความเสียหายแค่เดือนละ 300-400 ตัน ในขณะที่ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่าปริมาณความเสียหายว่าน่าจะถึงเดือนละ 3,000 ตัน หรือปีละราว 40,000 ตัน เรียกว่า "ตัวเลขทางการ" กับ "ตัวเลขจริง" อาจต่างกันระดับ 10 เท่าตัว เหมือนกับหลายเรื่องในประเทศไทย ที่พอตัวเลขทางการไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์จริง รัฐบาลก็จะประเมินความเสียหายและออกมาตรการเพื่อรับมือเบากว่าปัญหาหน้างาน ในกรณีของกุ้ง ถ้ามาเลเซียเลือกปิดด่านนำเข้าแบบนี้ จะทำให้ตลาดกุ้งของไทยเองรวนทั้งระบบ เพราะหากปริมาณที่เคยส่งออกถึง 3,000 ตันต่อเดือนต้อง “ไหลย้อนกลับ” มาที่ตลาดภายในของไทยเองทั้งหมด ราคากุ้งจะต้องป่วนเป็นลูกโซ่ เกิดการตัดราคาภายในครั้งใหญ่ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาแล้ว แต่ในฐานะหน่วยราชการก็จะทำได้เพียงกระบวนการที่เป็นทางการ อย่างการส่งหนังสือไปที่มาเลเซีย การเตรียมใช้เวทีระหว่างประเทศเช่น WTO โต้แย้ง หรือเตรียมระบายผลผลิตผ่านโครงการธงฟ้าหรือไทยช่วยไทยพลัส แต่การระบายสินค้าภายในประเทศตามแนวทางของกระทรวงพาณิชย์กว่าจะเกิดขึ้นก็ปลายเดือนมิถุนายน แต่สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งบอกว่านี่คือ "10 วันอันตราย" เพราะกุ้งที่พร้อมขาย หากผ่านไปแค่ 10-15 วัน กุ้งจะคุณภาพลดลงหรือทยอยตาย เพราะเกิดความแออัดในบ่อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ 🔴 ปัญหาใหญ่ : แก้ 4 โรคไม่ได้ กุ้งไทยไม่มีวันกลับมา อุตสาหกรรมกุ้งเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมของไทยที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจรในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารกุ้ง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง การเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งให้ข้อมูลว่า เรามีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประมาณ 2 แสนครอบครัว กระจายอยู่ทั่ว 34 จังหวัดทั่วประเทศ ช่วงปลายทศวรรษ 2540 ประเทศไทยเคยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก เคยผลิตถึง 640,000 ตันต่อปี แต่เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเกิดการระบาดของโรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) เมื่อปี 2555 ผ่านไปอีกสิบปี โรค EMS ยังจัดการไม่ได้ แต่มีโรคใหม่เพิ่มอีก 3 โรค คือ ไวรัสตัวแดงดวงขาว ไวรัสหัวเหลือง และโรคติดเชื้อขี้ขาวอีเอชพี แต่องค์ความรู้ในการแก้โรคกุ้งของเรายังไม่ขยับตาม ยอดผลิตและส่งออกกุ้งของไทยจึงถดถอยต่อเนื่อง จาก 640,000 ตัน ก็เหลือแค่ 270,000 ตันต่อปี ในขณะที่ “เอกวาดอร์” ทะยานขึ้นมาเบียดกับจีนและอินเดีย เพราะเอกวาดอร์มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง เน้นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ด้วยอาหารคุณภาพสูง ที่เหมาะกับสายพันธุ์พื้นถิ่น จนเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่งแทนประเทศไทย ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่ยึดติดกับมายาคติว่า “ไทยเป็นครัวของโลก” แม้แต่ในสินค้าเกษตรก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่สนามเสมอ เราต้องรู้จักคู่แข่งของเราในตลาดโลกให้ถ่องแท้กว่านี้ ว่าเขากำลังทำอะไรกัน เดินหน้าไปทางไหน ก่อนที่เราจะไม่เหลือใครอยู่ข้างหลังครับ
20
749
794
18,152
Isriya Paireepairit retweeted
🔔เชิญชวนพี่น้องผู้ประกันตนและประชาชน แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน . 🟠ช่วงที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้เปิดแคมเปญ #ทวงคืนประกันสังคม มีเป้าหมายเพื่อปฏิรูปกองทุนประกันสังคมซึ่งมีมูลค่ากว่า 2.9 ล้านล้านบาท มาจากการร่วมจ่ายของลูกจ้าง-นายจ้าง-รัฐบาล ในทุกๆ เดือน ถูกบริหารอย่างโปร่งใส มีความเป็นมืออาชีพ มีความยั่งยืน และยึดโยงกับผู้ประกันตน . 📚ในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2569 พวกเราได้ร่วมกันสร้างหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปประกันสังคม ด้วยการยื่นร่าง พ.ร.บ.การประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม . 🔥วันนี้ร่างที่พวกเราได้ยื่นเข้าสู่สภา กำลังเข้าสู่กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน คนทำงานทุกท่าน ร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อร่างดังกล่าว ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาเพียง 5 นาที เสียงของทุกคนจะเป็นพลังหนุนหลังให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร . 👉ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ parliament.go.th/section77/s… ⏰ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2569
2
422
477
9,988
จากสถานการณ์มาเลเซียแบนการนำเข้ากุ้งจากไทย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ มาให้ข้อมูลเมื่อวานนี้ ก่อนอื่นต้องบอกว่า จากการชี้แจงของกระทรวงเกษตรในประเด็นการตรวจมาตรฐานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคนั้น เชื่อว่าทางเราปฏิบัติตามหลักสากล มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และเป็นการกระทำที่ถูกแล้วเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดังนั้นปัญหาสำคัญวันนี้จึงอยู่ที่ รัฐบาลจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของมาเลเซียอย่างไร ซึ่งวันนี้ผู้ได้รับผลกระทบ มีทั้งผู้ทำประมงเลี้ยงชีพรายเล็กรายน้อย รวมถึงผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้ง อย่างแพกุ้งซึ่งมีจำนวนมาก ทั้งนี้หลังรับฟังข้อมูลทั้งหมด กรรมาธิการพบว่ายังมีปัญหาหรือข้อน่ากังวล 3 เรื่อง ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข 1. ปริมาณผู้ได้รับผลกระทบที่รัฐประเมินต่ำกว่าความจริงมาก จากกการรับฟังข้อมูลของภาคเอกชน เช่น สมาคมกุ้งไทย ให้ตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบต่างจากตัวเลขทางการมาก โดยกรมประมงประเมินความเสียหายแค่เดือนละ 300-400 ตันเท่านั้น คือเฉลี่ยวันละ 10 ตัน และประเมินความเสียหายกรณีมาเลเซียระงับนำเข้า 12 เดือนอยู่ที่ 4,205 ตัน ขณะที่ภาคเอกชนแจ้งว่าความเสียหายมากถึงวันละ 100 ตัน เดือนหนึ่งสูงถึง 3,000 ตัน หรือปีนึงเกือบ 40,000 ตัน ข้อมูลย้อนแย้งเรื่องปริมาณกุ้งว่าได้รับผลกระทบแค่ไหน มีความสำคัญเพราะ ในเชิงราคา : หากปริมาณเกินนิดเดียว ก็จะทำลายราคาตลาดทั้งหมด โดยค่อยๆฉุดราคาตลาดให้ลดลง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ผู้เลี้ยงหรือประมงมีทางเลือกไม่มากเช่นนี้ นอกจากนี้ยังสำคัญในเชิงความเร่งด่วนของปัญหา : กุ้งมีอายุ อยู่ได้อีกแค่ 10-15 วัน ที่สำคัญฤดูกาลนี้คือฤดูกาลที่ปริมาณกุ้งออกเยอะ ถ้าไม่รีบแก้ ก็จะทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งเดือดร้อนหนัก ดังนั้นกระทรวงเกษตรควรเร่งสำรวจหน้างานจริง มากกว่าใช้ตัวเลขในระบบ เพื่อทราบผู้ได้รับผลกระทบจริง และจะได้ช่วยเหลือบรรเทาผู้ที่เดือดร้อนได้ 2. ราคากุ้งที่รัฐใช้ประเมินผลกระทบไม่สะท้อนความจริง จากการชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์ ราคากุ้งที่กระทรวงพาณิชย์ใช้อ้างอิง ยังอ้างอิงราคากุ้งภาคกลางอยู่เลย ซึ่งจากข้อมูลที่ชี้แจง ทำให้สะท้อนปัญหาไม่ได้ โดยรายงานว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อราคากุ้งไม่มาก ลดเพียงนิดหน่อย ราคาบางตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ ทั้งนี้รัฐบาลควรไปดูราคากุ้งในจังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ ว่าวันนี้ราคาตกไปที่เท่าไหร่ เพราะจากข้อมูลภาคเอกชน วันนี้ราคาลดไป ก.ก. ละ 20-50 บาทแล้ว 3. มาตรการที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์เตรียมไว้ เสี่ยงไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา และไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง วันนี้ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความจำกัดของเวลา” เนื่องจากกุ้งที่อยู่ในแพวันนี้ เหลือเวลาเพียง 10-15 วัน จึงต้องรีบหาทางจัดการ แต่มาตรการเฉพาะหน้าของกระทรวงพาณิชย์ที่ทำได้หลักๆตอนนี้ คือ ระบายภายในประเทศ เพราะจะไปขายต่างประเทศ หรือเจรจาเปิดตลาดใหม่ ย่อมไม่ทันแน่ (กระทรวงพาณิชย์ให้ข้อมูลเอง) โดยจากการชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์ เป้าหมายการระบายในประเทศอยู่ที่ปลาย มิ.ย. และรองรับที่ 400 ตันเท่านั้น ส่วนมาตรการกระทรวงเกษตรยิ่งแล้วใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการทั่วไปที่เตรียมไว้ในสถานการณ์ปกติ ตัวอย่างมาตรการที่ชี้แจงเช่น จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยสนับสนุนการติดโชล่าร์เซลล์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยสนับสนุนการเพิ่มจุลินทรีย์ จะช่วยพัฒนาระบบเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับตลาดใหม่ในต่างประเทศ ทั้งหมดนี้คือมาตรการในสถานการณ์ปกติทั้งสิ้น !! ขณะที่มาตรการโดยตรง ที่กระทรวงเกษตรโฆษณาเพื่อรองรับสถานการณ์นี้ อย่างสนับสนุนเงิน 20 บาท/ก.ก. ยังต้องรอ shrimp board อนุมัติ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีการเรียกประชุมเลย ! นอกจากนี้ในประเด็น รมว.เกษตรไทยทำหนังสือถึง รมว.เกษตรมาเลเซีย เพื่อขอเข้าพบเจรจา ทางกระทรวงเกษตรชี้แจงว่า จนถึงวันนี้ยังไม่ได้วันนัดหมาย ผมขอย้ำว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้นเหตุไม่ใช่ความผิดของส่วนราชการหรือของไทย แต่ประเด็นของเรื่องนี้ คือ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว เราจะรับมือสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรให้ดีที่สุด เพื่อช่วยดูแลพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการในช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุดได้ วันนี้อยากเห็นรัฐบาลลงหน้างาน เพื่อสำรวจผู้ได้รับผลกระทบจริง เพื่อออกมาตรการที่เพียงพอต่อปัญหาครับ #ชายสิทธิพล #พรรคประชาชน
1
105
147
2,105
1. คอร์รัปชั่นในวงการราชการทุกระดับบ่อนทำลายประเทศมานาน ทุกคนรู้ดี 2. การแก้ไขต้องการทั้งความกล้าหาญที่จะลงมือ ความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อย และอำนาจสั่งการเป็นดั่งดาบอาญาสิทธิ์ ฟันได้ 3. เมื่อคุณสมบัติทั้ง 3 ประการมารวมอยู่ในตัวผู้ใด ทีมใด ดิฉันมีทางเลือกเดียวค่ะ คือสนับสนุนแบบไม่ปล่อยมือเช่นกัน
ทำไมเราต้องยุติ ยกเลิก โครงการ TH-AI passport 1,621ล้าน ? รอบที่แล้วเชิญคนวงการ IT มารวมตัว รอบนี้ก็ขอเชิญคนในแวดวงการศึกษามารวมตัวด้วยฮะ นี่คือส่วนนึงของ TOR โครงการ TH-AI passport 1,621ล้าน กระทรวง DE และ โครงการ National Credit Bank 384ล้าน กระทรวง อว. เรื่องมันมีอยู่ว่า ด้านบนในรูป คือ TOR โครงการ TH-AI passport 1,621ล้าน เกิดขึ้นภายใต้รัฐมนตรีDE ไชยชนก ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย บริษัทที่ชนะประมูลเป็นกิจการร่วมค้า TH เป็นการรวมตัวกันของ 2บริษัท ด้านล่างในรูป คือ TOR ของโครงการ National Credit Bank 384ล้าน เกิดขึ้นภายใต้รัฐมนตรี อว. ศุภมาส อิศรภักดี จากพรรคภูมิใจไทย ผู้ชนะการประมูลคือกิจการค้าร่วม HSS ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 3บริษัท 1) ขอให้อ่านที่ป้ายไฮไลท์สีส้มเอาไว้ชัดๆ อ่านดีดี อ่านช้าๆ “ประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล ที่ครอบคลุมสถานที่สำคัญ แหล่งธุรกิจ หรือถนนเส้นสำคัญ ที่มีการจราจรหนาแน่น ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด รวมจำนวนจอไม่น้อยกว่า 400 จอ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจอดิจิทัล ภายในร้านสะดวกซื้อ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จำนวนไม่น้อยกว่า 1500 สาขา รวมจำนวนไม่น้อยกว่า 6000 จอ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัล ภายในหรือภายนอกห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่า 10 สาขา รวมจำนวนจอไม่น้อยกว่า 200 จอ” อ่านของทั้ง 2โครงการแล้วแบบ เห้ยยยยยยยย บ้าหน่า นี่มันก็อบปี้แล้ววางเลยรึป่าวพี่ ? มันจะเหมือนเป๊ะอะไรขนาดนั้นคร้าบบบบ 2) ที่ป้ายไฮไลท์สีเขียวเอาไว้ คือ โครงการ National Credit Bank 384ล้าน ของกระทรวง อว. เป็นโครงการที่มีจุดประสงค์ดีมากคือ ทำขึ้นมาเก็บหน่วยกิตของนักศึกษาเพื่อให้สามารถเทียบหน่วยกิตข้ามมหาลัยได้ แต่ลอคว่าคนที่ประมูลโครงการต้องมีจอเพื่อประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัล “บริเวณขาเข้าและขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” จะทำความเข้าใจสิ่งนี้ว่ายังไงดี ? คนเขียน TOR อยากโปรโมทโครงการนี้ให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยได้ทราบ ว่ามหาลัยไทยในอนาคตอาจโอนหน่วยกิตข้ามมหาลัยได้นะ Youอยากมาเรียนที่นี่ไหม ? หรือ จะโปรโมทโครงการให้นักศึกษาไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศ ทำไมต้องจอดิจิทัล ในสุวรรณภูมิ ? แต่ที่แน่ๆ เจ้าของจอทั้งหมดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตอนนี้มีอยู่เจ้าเดียวนั้นก็คือ.. (ไหนแกล้งๆลองเดาดู) TOR โครงการ National Credit Bank เกิดก่อน TH-AI passport อาจจะเริ่มรู้ตัวว่า “จอในสุวรรณภูมิ” มันชัดเจนเกินไปพอทำโครงการใหม่ก็เลยตัดออก แต่ที่เหลือก็ยังชัดอยู่ดี 3) ทั้งสองโครงการนี้ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย 👍🏻 4) กิจการร่วมค้า 2บริษัท TH ที่ได้โครงการ TH-AI passport และ กิจการค้าร่วม 3บริษัท HSS ที่โครงการ National Credit Bank ตัวย่อย H ของทั้งสองกิจการร่วมค้า คือบริษัทเดียวกัน และ บริษัทตัว T ในโครงการแรก กับ บริษัทตัว S ในโครงที่สองเจ้าของเดียวกัน เปิดชื่อดูได้ใน e-GP แนบลิงค์ไว้ให้แล้ว 5) TOR แบบนี้ ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่าส่อล็อกสเปค เหตุผลเพราะ? โครงการ  TH-AI passport ที่เนื้อหาคือแจก AI ให้กับคน 5ล้านคน ทำไมต้องไปเน้นที่การประชาสัมพันธ์บนจอดิจิทัลทั่วประเทศ มันควรจะไปเน้นเรื่อง ai ไม่ใช่หรือ ? โครงการ National Credit Bank ที่เนื้อหาคือการเก็บหน่วยกิตของนักศึกษา ทำไมต้องไปเน้นที่การประชาสัมพันธ์บนจอดิจิทัลทั่วประเทศ และ ต้องประชาสัมพันธ์ที่สนามบินเพื่ออะไร ? มันควรจะไปเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่ใช่หรือ ? 6) คุณคิดว่านี่คือเรื่องบังเอิญหรือไม่ ? อย่าเชื่อรักชนก แต่จงไปดูด้วยตาตัวเอง TOR ของทั้ง 2โครงการ drive.google.com/drive/folde… โครงการ TH-AI passport : process5.gprocurement.go.th/… โครงการ National Credit Bank process5.gprocurement.go.th/… 7) นี่คือเหตุผลที่ทำไมดิฉันถึงยืนยันนักหนาว่า ต้องยุติ ยกเลิก โครงการ TH-AI passport 1,621ล้าน เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่า ไม่ใช่เรื่องประโยชน์ที่คนไทยจะได้เข้าถึง AI แต่มันคือการกระทำอย่างเป็นระบบ และ จากการทำงานในกรรมาธิการติดตามงบฯ ดิฉันบอกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่นี้ ! ดังนั้นงานวันพรุ่งนี้ คุณพูดอะไรกันไปมันก็ไร้ค่า เพราะถึงยังไงเค้าก็จะเอาให้ได้ เหตุผลก็ไม่ใช่ใดอื่น เพราะยุคนี้สมัยนี้ สีน้ำเงินเป็นสีมงคลประจำโครงการภาครัฐ ก็เท่านั้นเองค่ะ
1
170
188
4,399
ว่าด้วยเรื่อง #ศิริราชบางโพ ในที่สุดก็มีคำตอบที่ชัดเจน กระทู้ที่ดิฉันตั้งใจถาม ตั้งตารอคำตอบ วันนี้รองนายกฯ รัฐมนตรียศชนัน กระทรวง อว. มาตอบกระทู้แทนนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแล้วว่า สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ มาตรฐานบริการการแพทย์ระดับนานาชาติ "อัตราค่าบริการทั้งหมดดำเนินการในแนวทางเดียวกับโรงพยาบาลศิริราชทุกประการ ด้วยความโปร่งใสและอ้างอิงมาตรฐานรัฐ" จากคำถามที่คน #บางซื่อดุสิต ตั้งคำถามข้อสงสัย ว่าศิริราชบางโพจะเป็นคลินิกพรีเมียม หรือเป็นคลินิกทั่วไปกันแน่ ตั้งแต่ที่มีคำของบประมาณเข้า ครม. เมื่อปลายปี 67 สังคมยังไม่เคยเห็นข้อมูลรายละเอียดที่เป็นลายลักษณ์อักษร วันนี้ดิฉันใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะ นำความกระจ่างมาให้คนบางซื่อดุสิต คนกทม. คนไทยทุกคนแล้ว ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรียศชนัน ผู้บริหารศิริราช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รองคณบดี ที่มาตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน ยืนในหลักการที่เงินงบประมาณ ร่วมลงทุนในโครงการหลักหมื่นล้าน ประชาชนเจ้าของเงินภาษีได้ร่วมใช้งาน ดังที่ดิฉันและหลายๆ ท่านเรียกร้องและให้ข้อสังเกตมาโดยตลอดค่ะ บันทึกการถามตอบกระทู้ ตอนนี้ทางสภากำลังจัดทำ VDO รอถ่ายทอดออกมาเร็วๆ นี้ #พรรคประชาชน #กานต์ภัสริน
2
61
104
5,184
Isriya Paireepairit retweeted
ในปี 2558 ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวโรฮีนจา’ ปี 2563 ได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวสามกีบ’ และ ‘นักข่าวล้มเจ้า’ และในปีนี้ เธอได้รับฉายาว่า ‘นักข่าวโจรใต้’ และ ‘นักข่าว BRN’ ซึ่งคำเรียกนักข่าวหญิงในปี 2569 มียอดเอนเกจจากการเข้าถึงกว่า 133.1 ล้านครั้ง ภายใน 14 วัน จากการเปิดเผยของ iLaw สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอตั้งคำถามถึง พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4) เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ถึงกรณีการลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนราธิวาส เขต 5 และหลังจากที่ฐปณีย์ก้าวขาออกจากวงสัมภาษณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียในบทบาทใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโฆษก BRN หรือนักข่าวโจรใต้ โดยเพจอวตารที่มีลักษณะคล้ายกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักสื่อสารมวลชนคนนี้ไม่ใช่กรณีแรก ย้อนกลับไปในช่วงปี 2563-2564 มีการเปิดเผยในสภาฯ หลายครั้ง ถึงกระบวนการที่ถูกเรียกว่า ไอโอ (Information Operation: IO) หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร พร้อมกับหลักฐานชิ้นสำคัญ เช่น กลุ่มไลน์ปฏิบัติการ คลิปประชุม Zoom สั่งงาน ภาพการเวิร์กช็อป และเอกสารที่ระบุ ‘เป้าหมาย’ ของกองทัพ ขณะเดียวกัน ยังมีหลักฐานว่า แพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ตรวจพบกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกไทย และพบว่า บัญชีดังกล่าวใช้สำหรับการโพสต์ข้อความโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือคนที่ไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ยังพบพฤติกรรมบัญชีที่มีความผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับ กอ.รมน.เช่นกัน หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักสื่อสารมวลชนอย่างฐปณีย์จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่มีคนทำให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ และนักการเมืองก่อนหน้านี้ เพื่อ ‘กำจัด’ ผู้เห็นต่างที่เป็นเสี้ยนหนามทิ่มตำหน่วยงานภาครัฐ เพราะสุดท้ายแล้ว การกำจัดผู้เห็นต่างจากรัฐไม่เพียงแต่เป็นการปัดเป่าสิ่งที่น่ารำคาญ แต่ย่อมเป็นการปูทางให้เกิดการใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เช่น การคอร์รัปชัน การใช้อำนาจเกินหน้าที่ ซึ่งจะแย่ขึ้นไปอีกหากปฏิบัติการนี้ใช้ ‘ภาษีของประชาชน’ มากำจัดประชาชนเสียเอง กระนั้น ไม่ว่าจะถูกโจมตีหนักแค่ไหน ไม่ว่าใครจะตั้งฉายา หรือตั้งชื่อให้นักข่าวหญิงรายนี้อีกกี่ชื่อ ฐปณีย์บอกเอาไว้ในบทสัมภาษณ์นี้แล้วว่า เธอจะไม่ทิ้งสิ่งที่เธอทำมาตลอด นั่นคือการเป็นนักข่าวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ อ่านบทความ ไม่ว่าไอโอจะตั้งให้อีกกี่ฉายา แยม ฐปณีย์ จะยังทำหน้าที่นักข่าวตรวจสอบรัฐต่อไป ได้ทาง themomentum.co/closeup-thapa… #TheMomentum #CloseUp #แยมฐปณีย์ #ฐปณีย์เอียดศรีไชย #ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร #กองทัพบก #IO #จังหวัดชายแดนใต้ #นักข่าว #สื่อสารมวลชน #ข่าว #โรฮีนจา #BRN
6
288
387
10,538
Isriya Paireepairit retweeted
อยากฟังความเห็นของคุณ ต่อโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านของ กระทรวงดิจิทัล… และความต้องการด้าน AI นี้กันหน่อยนะครับ 🙏 . โพลนี้ จัดทำโดย ดร.เรือบิน ธรรม์ธีร์ เรือบิน สุกโชติรัตน์ จากหน่วยงาน D Vote ที่ตั้งใจทำให้เที่ยงตรงตามหลักวิชาการให้มากที่สุดครั้งหนึ่ง . เพื่อนำเสนอผลผ่านสื่อ, กรรมาธิการ, วงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ผลักดันให้ #เงินภาษี 1,600 ล้านของเราถูกใช้ให้ #คุ้มค่าที่สุด และป้องกันการทำโครงการ AI รัฐที่ #ด้อยประสิทธิภาพ ต่อไปในอนาคตครับ . โพลนี้ทำขึ้นมาเพื่อจะได้ดูว่าผลเมื่อเทียบกับ ซูปเปอร์โพล ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลบอกว่าประชาชน โอเคกับโครงการ TH-AI Passport นี้ มันตรงกันมั้ย? . ต้องฝากทุกท่านข่วยทำ และแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้ทำเยอะๆ นะครับ เราจะได้รู้ว่า คนไทยต้องการโครงการ TH-AI Passport นี้จริงๆ หรือไม่? . ใช้ Line แสกน QR นี้ ใช้เวลาตอบแปปเดียวครับ
6
383
321
8,720
[ พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ ] . วันนี้ผมได้รับเกียรติจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อร่วมเสวนาแก่นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ “พลวัตทางการเมืองในยุคโลกเปลี่ยนผ่าน” ผมตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาเสวนาในหัวข้อดังกล่าวด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารกับบรรดานายทหารที่ดูแลด้านความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานส่วนราชการอิสระ นักธุรกิจภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ที่ประกอบเป็นนักศึกษาชุดนี้ . หัวข้อบรรยายที่ผมเตรียมไปคือ “พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย” ผมเสนอว่าภายใต้สิ่งเก่าที่กำลังล่มสลาย (มหาอำนาจเดี่ยวแบบสหรัฐอเมริกา) กับสิ่งใหม่ที่ขึ้นมาท้าทาย (มหาอำนาจใหม่อย่างจีน) ไทยเราจะสร้างทางเลือกของเราเองได้อย่างไร . ผมได้ยกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่เคยพูดว่า “เรากับอเมริกาแม้เราจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เราต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ผมคิดว่า ความคิดเช่นนี้มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป . เพราะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป มีเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มุมมองต่อความมั่นคงและระเบียบโลกเปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และภัยไซเบอร์ ฯลฯ การนิยามว่า “เราเป็นประเทศเล็ก ๆ” นั้น รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบในอำนาจการต่อรองของไทยเอง . ผมเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เราก็ไม่ใช่ “ประเทศเล็ก ๆ” อย่างแน่นอน . ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ขนาดประชากร และเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมองว่าตัวเองเป็นประเทศขนาดกลาง (Middle State) และมีอำนาจต่อรองในระดับกลาง (Middle Power) ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองโลก . ผมได้ยกตัวอย่างประเทศต่อไปนี้ ตุรกี อินโดนีเซีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ . แต่โลกในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงเวทีใหญ่เท่านั้น แต่โลกยังมีเวทีย่อย ๆ ที่จำแนกประเด็นต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละประเทศ เช่น ความมั่นคง - สหรัฐอเมริกา การค้า - จีน เทคโนโลยี - ญี่ปุ่น เศรษฐกิจสีเขียว - EU เป็นต้น . ประเทศไทยในอนาคต อีก 10-20 ปี ผมได้คาดการณ์ว่า 1) ระเบียบโลกจะมีหลายศูนย์กลาง มหาอำนาจระดับกลางจะมีบทบาทมากขึ้น 2) ความมั่นคงใหม่จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3) การเมืองและเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่หมายถึง “สนามแข่งขันทางอธิปไตย” ด้วย . ดังนั้น สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือการมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน . ผมได้ยกตัวอย่างบราซิล ที่ถือว่าเป็นประเทศขนาดกลางที่ได้จัดวางตัวเองไว้ในความมั่นคงใหม่ คือการร่วมมือกับสวีเดน โดยเฉพาะบริษัท ซาบ (SAAB) ที่ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ปัจจุบันบราซิลจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย . สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกผมได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เวลาเราคิดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่น เช่น น้ำประปาดื่มได้ ไปจนถึงเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ . อวสานไผ่ลู่ลม . นโยบายไผ่ลู่ลม หรือนัยหนึ่งคือนโยบายที่แปรเปลี่ยนไปตามผู้มีอำนาจในยุคสงครามเย็น (ที่เรายืนข้างสหรัฐอเมริกา) เพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศนั้น ไม่อาจจะเป็นจริงได้ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวอีกต่อไป . ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนจากการวางตัวเป็นกลางเชิงรับ สู่เชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น การเป็นกลางไม่ใช่การนิ่งเฉย ไม่ใช่การเงียบ หรือไม่มีจุดยืน แต่เราจะไม่ยอมให้ใครดึงไปเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ พร้อม ๆ กับไม่ปิดประตูในการเจรจากับใครโดยไม่จำเป็น . ผมได้ยกตัวอย่างคำกล่าวของ Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ในงาน Shangri-La Dialogue 2026 ตอนหนึ่งว่า . “The world has enough troubles. If ASEAN just stays out of trouble, we will distinguish ourselves.” ASEAN should not be pro-U.S. or anti-U.S., nor pro-China or anti-China, but rather firmly “pro-ASEAN” . ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยต้องเป็นหลักยึดให้อาเซียน ไม่ใช่เพื่อครอบงำอาเซียน แต่เพื่อไม่ให้อาเซียนถูกครอบงำ ไทยต้องเป็นสะพานเชื่อมให้อาเซียนกับประเทศ Middle Power อื่น
5
229
452
7,506
Isriya Paireepairit retweeted
"กระทรวง DE ได้รับงบประมาณ สูงถึง 33.62% สูงที่สุดในทุกกระทรวง" . จากการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของประเทศไทย ที่ออกมาโดยสำนักงบประมาณ (ดูไฟล์ได้ในคอมเมนต์) . จะพบกว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงถึง 3.43 พันล้านบาท คิดเป็น 33.62% ถือว่าสูงที่สุด เมื่อเทียบกับทุกๆ กระทรวง (ดูภาพแนบในคอมเมนต์) . และเมื่อดูลงรายละเอียดต่อ จะพบว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับงบประมาณสูงที่สุดในหน่วยงานของ กระทรวง DE โดยได้รับเพิ่มขึ้น 2,419 ล้านบาท หรือ 91% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ดูรายละเอียดในภาพในคอมเมนต์) . *** สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตคือ “สดช.” คือหน่วยงานที่มี่ความเกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้าน ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมตอนนี้ จึง "อาจจะ" เป็นไปได้ที่งบของโครงการนี้ เฟส 2 จะถูกรวมไว้อยู่ในตัวเลขนี้ ตามที่ปลัด กระทรวง DE บอกไว้ในสื่อ . ตอนนี้การโกงกินของนักการเมืองและกลุ่มทุน ได้เปลี่ยนรูปแบบจากการกิน อิฐ หิน ปูน ถนน ตึก อาคาร มาเป็น “กินดิจิทัล” แทน เพราะโครงการดิจิทัล เป็นโครงการที่มีรายละเอียดและความรู้เฉพาะทางสูง ทำให้สามารถ “เพิ่มราคา” และหาเงินทอนจากโครงการเหล่านี้ได้ง่ายกว่ามาก . คงได้ติดตามเพิ่มเติมจาก อนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทยที่ผมเป็นประธานอยู่ครับ.! รวมไปถึงอีกหลายๆ คณะกรรมาธิการที่ฝ่ายค้านดูอยู่ พวกเราคงไม่ปล่อยให้มีการใข้งบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยของพวกเราครับ
17
615
635
15,922
Isriya Paireepairit retweeted
Jun 9
คดีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและลู่วิ่งไฟฟ้าของ กทม. ถ้าดูตาม Timeline มันเกิดจากการเปิดโปงของภาคประชาชนตั้งแต่ มิ.ย.67 ราว 2 ปีที่แล้ว เพราะราคาที่จัดซื้อมันสูงกว่าจินตนาการของคนทั่วไปมาก ไม่ต้องสอบลึกก็น่าจะรู้ว่าไม่ปรกติ และเป็นเรื่องดีที่ต่อมา ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) ที่จัดตั้งขึ้นโดยชัชชาติ ตามนโยบายที่หาเสียงเรื่อง Good Governance เข้ามาสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีมูลความผิดส่อทุจริตจำนวน 25 ราย ในพฤติกรรมล็อกสเปก (TOR) และจัดซื้อราคาแพงเกินจริง พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่ปรากฏว่า คกก.ที่ชัชาติแต่งตั้งกลับมีมติว่านี้เป็น ความผิดวินัยแบบ "ไม่ร้ายแรง" ตั้งแต่ ธ.ค.2567 ชช. ไม่รับผลการสอบ ขอให้กรรมการสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง แต่เดือนเม.ย. 2568 คณะกรรมการสอบสวนชุดเดิมยืนยันว่าเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงอีก และและผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษเพียงตัดเงินเดือน 600 บาท ประเด็นสำคัญคือ ชช.มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน และทำจริงเมื่อมีคนร้องเรียน แต่กรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวน มีมติตั้งสอง ครั้ง ในเวลาห่างกัน 5 เดือนว่าเป็น ความผิดวินัยแบบ "ไม่ร้ายแรง" แต่ผบ.ก็สั่งให้ตัดเงินเดือนจนท.น่าจะ 25 คนไปแล้ว คือเร่งรีบลงโทษ เหมือนต้องการให้เรื่องจบโดยเร็ว สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ มันเป็นเรื่องที่ถูกเปิดโปงมาเกือบ 2 ปีแล้ว ผู้ว่าฯ ตั้งกก.สอบตั้งสองครั้ง และได้ผลเหมือนกันคือผิดแต่ไม่ร้ายแรง ลงโทษเบามาก และในความจริงอาจมีการทุจริตแบบนี้ในอีก 17 โครงการ รวมเป็น 24 โครงการตามที่มีสส.ยื่นเรื่องเข้ามา ฝ่ายชช.ย่อมมีสิทธิบอกได้ว่า ผลการสอบยังไม่ยุติ “อยู่ระหว่างตั้งคกก.สอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง” แต่ผมว่าประชาชนก็มีสิทธิตั้งข้อสงสัยได้เหมือนกันว่า กลไกต่อต้านทุจริตที่ชช.แต่งตั้งขึ้นมา ทำงานได้ผลจริงจังหรือไม่ มันล่าช้าไปหรือไม่ ต้องตั้งกก.กี่ชุดจึงจะสามารถเอาผิดกับการทุจริตที่โคตรจะชัดเจนแบบนี้ จริงมั้ย? ขอให้เถียงกันด้วยข้อมูลครับ
4
189
186
30,451
Isriya Paireepairit retweeted
โพสต์นี้เรามาถอดรหัสกันครับ ว่าคุณแบงค์กับรองผู้ว่าทวิดา พูดถึงเรื่องนี้ยังไง และจุดไหนที่เห็นไม่ตรงกัน Disclaimer: สรุปจากโพสต์ของทั้งคู่เมื่อ 1-2 วันก่อนเท่านั้น ไม่ได้ย้อนดูบทสัมภาษณ์หรือการอภิปรายทั้งหมด 🔵 สิ่งที่มีโอกาสเป็นเรื่องจริง 90% เพราะทั้งคู่พูดตรงกัน หรือมีฝ่ายนึงพูดและอีกฝ่ายไม่โต้ 1. กทม. ซื้อลู่วิ่งราคาเครื่องละ 750,000 บาท จำนวน 7 โครงการ และราคาเครื่องละ 500,000 บาท จำนวน 14 โครงการ ซึ่งแพงเกินไปทั้งคู่ 2. การซื้อพวกนี้เกิดทั้งไหนสมัยผู้ว่าชัชชาติและผู้ว่าอัศวิน แต่หน้าที่ตรวจสอบก็ต้องเป็นของผู้ว่าชัชชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 3. กทม. ชุดผู้ว่าชัชชาติ หยิบโครงการ 750,000 บาท จำนวน 7 โครงการ มาตรวจสอบ แต่ไม่หยิบโครงการ 500,000 บาท จำนวน 14 โครงการ มาตรวจสอบ **4. กทม. ชุดผู้ว่าชัชชาติจึงมีแผลแรก คือทำไมไม่ตรวจสอบ 14 โครงการนี้ และเรื่อง 14 โครงการ ก็ไม่ได้ไปต่อ 5. ย้อนมาที่ 7 โครงการ กทม. ชุดผู้ว่าชัชชาติก็ตั้งกรรมการตรวจสอบ (ขอเรียกว่ากรรมการชุดเล็ก) และกรรมการชุดเล็กนั้นบอกว่าผิดไม่ร้ายแรง มีคนที่ไม่โดนโทษอะไรเลย และมีคนที่โดนตัดเงินเดือน 600 บาท แต่ไม่มีใครโดนโทษแรงกว่านี้ 6. เรื่องนี้ยังไม่จบ โดยส่งต่อไปที่คณะกรรมการชุดใหญ่ และคณะกรรมการชุดใหญ่สั่งให้สอบสวนเพิ่ม เพราะโทษที่ลงดูน้อยเกินไป 🟠 มุมมอง สส.แบงค์ - 14 โครงการตามข้อ 4. ทำไมหายไปเลย ไม่ตรวจสอบทั้งๆที่ กทม. ก็เสียหายเยอะมาก และน่าจะเห็นรูปแบบการทุจริตถ้าตรวจหมด - กรรมการชุดเล็กที่ให้ปรับแค่ 600 บาท ผู้ว่าชัชชาติก็เป็นคนตั้งเองไม่ใช่หรอ และแม้จะสอบสวนเพิ่มเติมหลายครั้งทำไมยังจบแค่ปรับ 600 อยู่เลย แล้วผู้ว่าก็เห็นชอบกับผลนี้ด้วย - ที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมไม่จบที่ปรับ 600 เป็นเพราะกรรมการชุดใหญ่เป็นคนสั่งรึเปล่า ถ้ากรรมการชุดใหญ่ไม่สั้ง มันจะจบแค่ที่ปรับ 600 ไหม 🟢 มุมมองรองผู้ว่าทวิดา - ผู้ว่าก็ไม่ได้โอเคกับผลปรับ 600 ของกรรมการชุดเล็ก เรื่องก็เลยยังไม่จบ เพราะต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก - ที่ผู้ว่าเห็นชอบกับกรรมการชุดเล็ก หมายความว่าเห็นชอบให้ส่งต่อไปกรรมการชุดใหญ่ ไม่ใช่เห็นชอบกับผลที่กรรมการชุดเล็กเคาะมา 🔴 มุมมองที่ไม่ตรงกัน - ทั้งคู่บอกว่าฝ่ายตัวเองไม่โอเคกับผลที่ปรับแค่ 600 บาท เหมือนกัน และพูดเหมือนกันว่าเรื่องยังไม่จบ - แต่ สส.แบงค์มองว่าที่เรื่องไม่จบ เพราะกรรมการชุดใหญ่ที่มีคนนอก กทม. เป็นคนทำให้ไม่จบ ถ้ามีแต่ฝั่ง กทม. เรื่องอาจโดนปิดจบไปแล้ว - แต่ฝั่งรองผู้ว่าบอกว่า เป็นฝั่งผู้ว่าเองที่ไม่ให้เรื่องจบ เพราะเป็นคนเดินเรื่องต่อเองตามกระบวนการ - ข้อสังเกตนึงคือเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว จากน้ำเสียงฝั่ง สส.แบงค์น่าจะมองว่านานเกินไป โครงการนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ควรจบไวกว่านี้ ส่วนฝั่งผู้ว่ามองว่าก็เป็นไปตามกระบวนการ เวลาก็ประมาณนี้แหละ (เดาจากน้ำเสียงนะ) คิดว่าประมาณนี้ครับ ผมไม่แม่นระเบียบ กทม. คงฟันไม่ได้ว่าฝั่งไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน ทำได้แค่รวบรวมสิ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายพูดตรงกันและเห็นไม่ตรงกันมาแชร์ครับ
19
173
236
13,037
Isriya Paireepairit retweeted
ถ้าดูผลการลงทะเบียนวันนี้ . ชวนนายจ้างทุกคน และใครที่เป็นนายจ้าง ลูกจ้างในคนเดียว ร่วมลงทะเบียนเลือกตั้ง ฝั่ง “นายจ้าง” เสียงคุณมีความสำคัญมากๆ ความน่าสนใจของการเลือกตั้งฝั่ง “นายจ้าง” คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทระดับประเทศ หรือ ร้านกาแฟเล็กๆ คุณมี 1 เสียงเท่ากัน . การกำหนดอนาคตของกองทุนนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป อยู่ในมือลูกจ้าง และนายจ้างทุกคน
3
452
282
12,244
ในการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. รอบนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ก. ด้วย ซึ่งพรรคประชาชนส่งผู้สมัคร 50 คน ครบทั้ง 50 เขต ผู้สมัครที่เยอะขนาดนี้อาจทำให้โหวตเตอร์หลายคนสับสน ว่าผู้สมัครแต่ละคนคือใคร เป็นใครมาจากไหน อยากแก้ปัญหาอะไรในเขตนั้นๆ บ้าง ผมเลยเกิดไอเดีย ติดต่อขอสัมภาษณ์ผู้สมัคร ส.ก. แต่ละคนในเชิงลึกขึ้น เพื่อให้รู้จักตัวตนของพวกเขาเหล่านี้ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจโหวตครับ ตามอ่านได้ในเธร็ดนี้ (อาจจะไม่สามารถสัมภาษณ์ได้หมดทุกคนด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่จะพยายาม และถ้าอยากรีเควสต์ให้สัมภาษณ์ใคร เขตไหน ก็แจ้งมาได้ในเธร็ด)
11
514
677
27,652
[คนที่ 3] ทำความรู้จัก “สุรเกียรติ หวังพิทักษ์” (อักรอม) ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสามวา พรรคประชาชน เบอร์ 1 . “อักรอม” มีชีวิตที่คลุกคลีเส้นทางการเมืองมาก่อน ก่อนจะตัดสินใจมาลงสมัคร สก. อะไรคือเหตุผลให้เขาตัดสินเลือกทำงาน สก. และ 2 ปัญหาใหญ่ที่พี่น้องชาวเขตคลองสามวาต้องเจอมาตลอดคือ ปัญหารถเมล์ ไม่มีขนส่งสาธารณะ และปัญหาระเบียบงบชุมชน มาดูวิสัยทัศน์ของอักรอม หากเขาได้เป็น ส.ก. เขาจะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง? . Q: อยากให้แนะนำตัวว่าทำอะไรมาก่อนมาลง ส.ก. . ก่อนจะมาลงสมัครเป็น ส.ก. ผมเคยเป็นผู้ช่วย ส.ส. ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคก้าวไกล มาเป็นเวลานานร่วม 3 ปีครับ ระหว่างนั้นยังเคยได้เป็นอนุกรรมการพิจารณางบประมาณสภากรุงเทพ 2569 สัดส่วนของพรรคประชาชน . Q: อะไรคือเหตุผลที่ตัดสินใจมาลงสมัคร ส.ก. . เป็นเพราะผมมองเห็นแนวทางจากการเป็นผู้ช่วย สส.มาตลอดว่า กลไกในระดับ ส.ส. หรือสภาใหญ่ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แม้สภาผู้แทนราษฎรมีความสำคัญในการออกกฎหมาย แต่กว่าจะขับเคลื่อนกฎหมายแต่ละฉบับ กว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณ แล้วรองบประมาณลงมาถึงท้องถิ่น มันใช้เวลานานเกินไป . แต่ในทางกลับกัน ส.ก. มีหน้าโดยตรงในการแก้ไขปัญหาของพื้นที่ สามารถพิจารณานำงบประมาณจากสภากรุงเทพมาแก้ไขได้ทันที . Q: อะไรคือปัญหาใหญ่ของเขตคลองสามวา . ปัญหาเรื่องรถเมล์ . เขตคลองสามวามีปัญหาแบบเดียวกับเขตรอบนอกของกรุงเทพ คือ เรื่องไม่มีรถเมล์วิ่ง ไม่มีขนส่งสาธารณะ การแก้ปัญหานี้ในภาพใหญ่ จำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.ขนส่งทางบก (ผ่านกระบวนการในสภาของ สส.) แต่ระดับท้องถิ่น หรือ ระดับสภากรุงเทพ ต้องให้ กทม. รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบปัญหาการเดินทางของคนกรุงเทพ เป็นเจ้าภาพ ทดสอบการวิ่งนำร่องสำหรับสายรถเมล์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และผ่านการศึกษาความเป็นไปได้มาแล้ว แบบไม่คิดค่าโดยสาร นอกจากนี้ กทม. ต้องพัฒนาป้ายรถโดยสารประจำทาง ให้เป็นจุดพักคอยที่ปลอดภัย และสามารถหลบร้อนได้ในสภาวะความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน . ปัญหาระเบียบงบชุมชน 2 แสนบาท . หลายคนอาจไม่ทราบว่า “ชุมชน” ในกรุงเทพมีงบประมาณชุมชนเข้มแข็ง 2 แสนบาทต่อชุมชน แต่กระบวนการอนุมัติโครงการชุมชน 2 แสนบาท ยังคงเป็นปัญหา เพราะการเบิกจ่ายที่มีระเบียบค่อนข้างซับซ้อน ยุ่งยาก ทำให้สุดท้ายแล้วชุมชนไม่สามารถทำเรื่องเบิกจ่ายกับสิ่งที่จำเป็นต่อชุมชนได้ . ผมเสนอให้แก้ไขระเบียบของ กทม. ให้ชุมชนสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้เอง ไม่ต้องผ่านเขต เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการอย่างที่ผ่านมา แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ชุมชนเปิดเผยข้อมูลโครงการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ช่วยให้งบประมาณที่ กทม. จัดสรรให้ ถูกใช้ประโยชน์ตรงตามบริบทของชุมชนนั้นๆ ได้จริง
1
6
5
787
[คนที่ 4] รู้จักกับ อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ - อัญอัญ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน Q: ก่อนสมัคร ส.ก. ทำอะไรมาก่อน? . ย้อนกลับไปถ้าก่อนเข้ามาทำงานการเมือง อัญทำงานสายการตลาดมาตลอดตั้งแต่เรียนจบค่ะ งานล่าสุดก่อนตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง คือ ตำแหน่ง Product Strategist ของแบรนด์ COTTO ในเครือ SCG ถือเป็นทั้งโอกาสสำคัญและประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากในชีวิตการทำงานของอัญ ที่นี่ทำให้อัญได้เรียนรู้ระบบการทำงานของบริษัทขนาดใหญ่ ได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้ใช้โปรแกรมใหม่ ๆ และที่สำคัญคือได้เปิดโลกของอุตสาหกรรมสุขภัณฑ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากคนที่เคยเข้าห้องน้ำแล้วก็แค่ล้างมือหรือกดชักโครกตามปกติ พอได้มาทำงานนี้ ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำกลับกลายเป็นการเรียนรู้ไปโดยปริยาย เวลาไปห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรืออาคารต่าง ๆ อัญจะสังเกตทันทีว่าใช้สุขภัณฑ์แบรนด์อะไร ใช้อ่างล้างหน้าแบบไหน ใช้ก๊อกน้ำรุ่นไหน ระบบกดชักโครกเป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงเลือกใช้แบรนด์นั้น ทำไมไม่เลือกใช้แบรนด์เรา . จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 ที่มีการรเลือกตั้ง อัญเห็นโพสต์หาอาสาสมัครช่วยหาเสียงของ ส.ส. บูม ปารเมศ (กรุงเทพ เขต 1) ในทวิตเตอร์ เลยตัดสินใจทักไปว่าสนใจอยากมาช่วย นี่เป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่อัญได้สัมผัสงานการเมืองอย่างจริงจัง ผ่านการลงพื้นที่ พบปะประชาชน และการหาเสียงเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้ง พี่บูมได้ชวนอัญมาลองทำงานเป็นผู้ช่วย ถ้าอยากเรียนรู้การทำงานการเมืองและอยากเปิดประสบการณ์ ตอนนั้นอัญมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของชีวิต เป็นโอกาสที่จะได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ และได้เรียนรู้ในอีกหนึ่งเรื่องที่ตัวเองสนใจมาตลอด นั่นคือ เรื่องการเมือง เลยตัดสินใจมาทำงานนี้ค่ะ Q: อะไรคือเหตุผลที่ตัดสินใจมาลงสมัคร ส.ก. การตัดสินใจลงสมัคร ส.ก. ของอัญ เกิดจากประสบการณ์ที่ได้ทำงานเป็นผู้ช่วย ส.ส. มาหลายปีค่ะ ตลอดเวลาที่ทำงาน อัญมีโอกาสรับฟังปัญหาและเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้าสาธารณะดับ ทางเท้าชำรุด การขุดท่อระบายน้ำ การก่อสร้างที่ล่าช้า หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร สิ่งที่อัญเจอบ่อย ๆ คือ หลายปัญหาไม่ได้แก้ยาก แต่ติดอยู่ที่ระบบการประสานงาน บางครั้งกว่าจะหาว่าหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบจริง ๆ ก็ใช้เวลาหลายเดือน มีกรณีหนึ่งที่ไฟริมคลองดับทั้งแนว พอได้รับเรื่องมาก็รีบประสานไปยังหน่วยงานที่คิดว่าเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ พอติดต่ออีกหน่วยงานหนึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่ใช่อีกเช่นกัน สุดท้ายต้องติดตามกันอยู่หลายเดือน กว่าจะพบว่าหน่วยงานแรกเป็นเจ้าของพื้นที่จริง เพียงแต่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่มีการโอนภารกิจไปให้อีกหน่วยงานหนึ่งดำเนินการชั่วคราว และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ยังไม่มีการโอนกลับอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดความสับสนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ เหตุการณ์แบบนี้ทำให้อัญตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราอยากช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เร็วขึ้น ติดตามงานได้ใกล้ชิดขึ้น และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น เราควรมีบทบาทที่สามารถทำงานเรื่องเหล่านี้ได้โดยตรงหรือไม่ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อัญตัดสินใจลงสมัคร ส.ก. เพราะอัญเชื่อว่า ส.ก. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรับเรื่องร้องเรียนอย่างเดียว แต่ยังมีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันการทำงานของกรุงเทพมหานคร รวมถึงตรวจสอบการใช้งบประมาณในแต่ละโครงการว่าเกิดประโยชน์และตอบโจทย์ประชาชนจริงหรือไม่ ด้วยประสบการณ์ที่ได้ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ได้พูดคุยและรับฟังเสียงของพ่อแม่พี่น้องมาโดยตลอด อัญจึงอยากนำเสียงเหล่านี้ไปทำงานต่อในบทบาท ส.ก. เพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยผลักดันให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เกิดขึ้นได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้นค่ะ Q: อะไรคือปัญหาใหญ่ของเขตปทุมวัน การจัดการขยะ ปทุมวันเป็นทั้งพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ธุรกิจ มีปริมาณขยะจำนวนมากในแต่ละวัน แต่หลายจุดยังมีปัญหาเรื่องถังขยะไม่เพียงพอ จุดทิ้งขยะไม่รองรับกับปริมาณขยะ รวมถึงบางครั้งก็มีความล่าช้าในการเข้ามาจัดเก็บ อัญจึงอยากผลักดันให้มีการปรับปรุงจุดทิ้งขยะให้เพียงพอและเหมาะสมกับแต่ละชุมชน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลการเดินรถเก็บขยะให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อยากผลักดันให้เอกชนเข้ามาช่วยเพิ่มในการจัดการขยะ แต่อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันของกรุงเทพมหานคร การลอกท่อและการดูแลลำรางในพื้นที่ หลายซอยย่อยในปทุมวันยังมีปัญหาน้ำท่วมขังอยู่ ส่วนหนึ่งเกิดจากท่อระบายน้ำที่ไม่ได้รับการลอกอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่อัญอยากผลักดัน คือการมีแผนลอกท่อและทำความสะอาดลำรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยแผนให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้ทุกคนสามารถติดตามและตรวจสอบได้ว่าพื้นที่ของตัวเองจะได้รับการดูแลเมื่อใด และช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังในระยะยาวค่ะ การพัฒนาพื้นที่สาธารณะ แม้ปทุมวันมีสวนลุมพินีซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวสำคัญของกรุงเทพฯ แต่จริง ๆ แล้วเรายังมีพื้นที่สาธารณะใกล้ชุมชนอยู่อีกหลายแห่งที่ประชาชนใช้งานอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นลานกิจกรรม สนามเด็กเล่น หรือพื้นที่พักผ่อนในชุมชน ซึ่งหลายแห่งเริ่มเสื่อมโทรมตามกาลเวลา อัญอยากเข้ามาปรับปรุงพื้นที่เหล่านี้ให้มีความปลอดภัย น่าใช้งาน และตอบโจทย์คนทุกวัยมากขึ้น ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพราะอัญเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะที่ดี คือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพค่ะ ที่เหลือติดตามได้จาก เพจของอัญ facebook.com/profile.php?id=…
3
2
872
Isriya Paireepairit retweeted
ที่เขตพระนคร ผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาชน คือ คุณอดิเจษฎ์ เบอร์ 5 นะครับ . ส่วน คุณศศิธร เป็นผู้สมัครอิสระ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคนะครับ
35
1,020
981
61,165