ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำถามหนึ่งบรรทัดใส่ AI เบื้องหลังคือพลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกดึงไปประมวลผลในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดยักษ์ที่ไหนสักแห่งบนโลก โจทย์ที่ตามมาคือ ถ้าศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นเลือกย้ายมาตั้งในไทย เราพร้อมจ่ายทั้งไฟและน้ำให้มันเดินเครื่องแบบไม่สะดุด และทำได้อย่างยั่งยืนหรือยัง
นี่คือแก่นของเวทีเสวนา 'No Sustainability, No Scale: The New Rules for AI and Data Centers' ที่ตีความความยั่งยืนให้กลายเป็นใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ (License to Operate) ของ AI และ Data Center โดยตรง เวทีนี้ดึงผู้บริหารระดับสูงจากฝั่งพลังงานและน้ำของไทยมานั่งตอบคำถามเดียวกัน ทั้ง ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), คุณนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บมจ. บี.กริม เพาเวอร์, คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บมจ. กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ และคุณบดินทร์ อุดล กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (East Water) ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
.
[Key Takeaways]
.
[1] Data Center คือถนนเส้นใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ใช่ของที่มีไว้ก็ดี
.
คุณสมิทธ์ตอบเสียงวิจารณ์ที่ว่า Data Center กินทรัพยากรเยอะแต่สร้างงานน้อย ด้วยการเปรียบมันเป็นถนนที่ตัดเข้าเมือง ถ้าไม่มีถนน เมืองปลายทางก็ไม่โต แต่พอถนนมาถึง โรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวจะตามมาเอง หัวใจคือถนนต้องมาก่อน และถ้าไทยไม่มีศูนย์ข้อมูลของตัวเอง สมองและข้อมูลทั้งหมดจะไปกองอยู่ต่างประเทศ วันที่สายส่งอินเทอร์เน็ตมีปัญหาหรือเกิดภาวะสงครามจนถูกตัดขาด ประเทศจะเดินต่อลำบาก คุณสมิทธ์ยกตัวอย่างเกาหลีและสิงคโปร์ที่ออกกฎหมายให้ข้อมูลสำคัญต้องอยู่ในประเทศ และจีนที่บล็อก Artificial Intelligence (AI) ต่างชาติเพื่อบังคับให้ใช้ของตัวเอง
.
[2] ความยั่งยืนคือ License to Operate ไม่ใช่ทางเลือก
.
ดร.นรินทร์ย้ำตามธีมงานว่า No Sustainability, No Scale ความยั่งยืนวันนี้ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นเงื่อนไขบังคับ เพราะสิ่งที่ Data Center มองหาคือไฟสีเขียวที่จ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน คำถามใหญ่ 3 ข้อที่ ดร.นรินทร์จัดกลุ่มไว้จึงได้แก่ คุณภาพไฟฟ้าของไทยดีพอจะแข่งดึงการลงทุนได้ไหม กำลังผลิตและระบบส่งพอจะรองรับการเติบโตระยะยาวหรือไม่ และไทยจ่ายไฟสีเขียวแบบ 24/7 ได้จริงหรือเปล่า
.
[3] ไฟฟ้าไทยไม่ได้แค่ 'พอ' แต่ต้องดีทั้งปริมาณและคุณภาพ
.
ตัวเลขที่ ดร.วิทย์ ยกขึ้นมาคือไทยมีกำลังผลิตราว 52,000 เมกะวัตต์ แต่ใช้จริงช่วงพีกแค่ราว 37,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเหลือเฟือในแง่ปริมาณ แต่ Data Center ต้องการระบบที่ไหลลื่นและเสถียร ไม่ใช่แค่ไฟเยอะ มุมมองจึงเปลี่ยนจากการดูแค่ปริมาณ มาเป็นทั้งปริมาณและคุณภาพ และเปลี่ยนการวางแผนแบบนิ่ง ๆ มาเป็น Smart Resilience Planning ในมิติคุณภาพ ผลการศึกษาเปรียบเทียบระดับนานาชาติชี้ว่าไทยมีไฟตกไฟดับน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่พรมแดนติดกัน และดีกว่าประเทศที่เป็นเกาะซึ่งคนไทยชอบไปเที่ยว 2 ถึง 5 เท่า
.
[4] กฟผ. เดินจากผู้ขายไฟสู่ Grid Modernization และไฟเขียว 24/7
.
สัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable Energy หรือ RE) ของไทยวันนี้อยู่ที่ราว 25% และตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan หรือ PDP) ฉบับใหม่ อาจขึ้นไปถึงราว 70% เพื่อรองรับสิ่งนี้ กฟผ. ทำโปรแกรม Grid Modernization ทั้งการใช้ AI พยากรณ์การผลิตไฟจากพลังงานทดแทน การตั้ง Disturbance Analysis Center และการเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและ Grid-Scale Battery Energy Storage ที่ทำหน้าที่ Energy Shifting คล้าย Time Machine บวกกับแคมเปญ Utility Green Tariff (UGT) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของไฟเขียว 24/7 และในภาคตะวันออกได้นำร่องอัปเกรดระบบ 3 ไซต์ จ่ายไฟเพิ่มได้ 550 เมกะวัตต์เบื้องต้น พร้อมแผนขยายรองรับอีก 3,000 ถึง 4,000 เมกะวัตต์
.
[5] น้ำคือทรัพยากรที่ 'เอาแน่เอานอนไม่ได้' หัวใจอยู่ที่การคาดการณ์
.
คุณบดินทร์อธิบายว่าน้ำเป็นสิ่งที่ Data Center ขาดไม่ได้พอ ๆ กับไฟ และปัญหาน้ำก็ไม่ตายตัว บางพื้นที่แล้งแต่อีกที่กลับท่วม East Water จึงทุ่มความพยายามกว่า 80% ไปกับการป้องกันปัญหา ผ่านกริดน้ำกว่า 500 กิโลเมตรในภาคตะวันออกที่เคลื่อนย้ายน้ำได้ราว 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และยึดหลัก Demand Supply Engagement คือประสานความต้องการกับปริมาณน้ำเพื่อให้คาดการณ์ได้แม่นยำ ที่สำคัญคือ Data Center ไม่ได้มาแย่งน้ำชาวบ้าน เพราะตามลำดับจัดสรรของกรมชลประทาน ชุมชนมาก่อน ตามด้วยเกษตรและนิเวศ ส่วนอุตสาหกรรมอยู่ท้ายสุด โดยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ชุมชนใช้น้ำราว 10% เกษตรและนิเวศรวมราว 80% ขณะที่อุตสาหกรรมใช้เพียงราว 7 ถึง 8%
[6] คนคือ Game Changer ปั้นทักษะตั้งแต่ระดับประถมถึงมหาวิทยาลัยระดับโลก
.
คุณนพเดชย้ำว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือคน โจทย์คือทำให้การลงทุน Data Center ยกระดับแรงงานทักษะสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทยจริง ผ่านนโยบาย Local Content ที่หารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) ตัวอย่างที่ บี.กริม ทำจริงคือ Data Center ระดับ Hyper-scale 94 เมกะวัตต์ มูลค่า 25,000 ล้านบาทที่ชลบุรี ที่ใช้คนไทยกว่า 90% และ Supply Chain ในประเทศ 100% ส่วนการปั้นคนเริ่มตั้งแต่รากฐาน ทั้งการบ่มเพาะเด็กสาย Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM) กว่า 108,000 คน ระบบทวิภาคีแบบเยอรมัน และการดึงมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง
Harbour.Space จากบาร์เซโลนาเข้ามาร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
.
[7] 'มาทีหลัง' กลับกลายเป็นจุดแข็งของไทย
.
หลายคนกังวลว่าไทยเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายเพราะสิงคโปร์และมาเลเซียเต็มแล้ว แต่คุณสมิทธ์กลับมองว่าการมาทีหลังคือข้อได้เปรียบ เพราะไทยได้เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Nvidia รุ่น 200 หรือรุ่นถัดไปที่ชื่อ Rubin ที่ผลิตหนึ่งโทเคน (Token) โดยใช้ไฟและน้ำน้อยลง อาคารก็ออกแบบใหม่รองรับระบบ Water Cool และเครื่องรุ่นใหม่ที่หนักถึง 2 ถึง 3 ตันต่อแร็ก ขณะที่อาคารเก่าในต่างประเทศที่ไม่ได้ออกแบบเผื่อไว้รับไม่ไหว Gulf ยังเป็นรายแรกในไทยที่ทำค่าประสิทธิภาพการใช้ไฟ หรือ Power Usage Effectiveness (PUE) ได้ต่ำมาก หัวใจที่คุณสมิทธ์ทิ้งไว้คือ Data Center ไม่ใช่การมาแย่งทรัพยากรประชาชน แต่คือการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่ Maximize แต่คือ Optimize
.
[8] ปลดล็อกด้วยการเปลี่ยนบทบาทรัฐ จากผู้กำกับสู่ผู้สนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์
ดร.นรินทร์ระบุว่ากุญแจสำคัญคือการขยับมุมมองจากการเป็นผู้กำกับที่เน้นควบคุม (Regulatory Control) ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Enablement) คือเปลี่ยนจากการป้องกันความเสี่ยง มาเป็นการบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้างโอกาส โดยมองตามไอร์แลนด์ที่ถือว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ด้านคุณบดินทร์เสริมว่าการบริหารน้ำต้องบูรณาการให้ดียิ่งขึ้น และเมื่อ กฟผ. เคลียร์คอขวดด้านไฟ East Water วาง Connectivity ด้านน้ำ และผู้ผลิตไฟอย่าง Gulf กับ บี.กริม จัดการฝั่ง Supply ทั้งหมดจะประกอบกันเป็น Value Chain ที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรของคนไทย
.
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่:
techsauce.co/sustainable-foc…