Works in media, marketing, writing and journalism, The MATTER founder, ex-Netflix / Amazon

Joined May 2007
7,404 Photos and videos
Pinned Tweet
สมมติถ้าไม่นับเรื่อง 'โอกาสในการประกอบอาชีพ' และคิดว่ายุคนี้หลายอย่างเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เนตแล้ว (หนังสือ ภาพยนตร์ บริการหลายอย่าง) อยากรู้ว่าจังหวัดอะไรในเมืองไทยน่าอยู่ตลอดปีบ้างครับ 🙏
206
2,392
1,708
1,268,516
อ่านเจอเทรนด์นึงในเกาหลีที่น่าสนใจมาก เรียกว่า dopamine site คือเว็บที่เปิดเข้าไปเพื่อทำท่าเหมือนได้ทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้ทำจริงสักอย่าง ฟรีหมด ไม่เสียเงิน แล้วเด็กรุ่นใหม่เข้าไปใช้คลายเครียดกันจริงจัง . คนใช้เขาพูดถึงมันแบบจริงจังมาก เป็นที่พักใจเลย แล้วมีหลายแบบมากกว่าที่คิด . - แบบแรกคือ "แอปสั่งอาหารปลอม" มีเว็บนึงชื่อ 음식만안와요 แปลตรงตัวว่า "มีแต่อาหารที่ไม่มา" 555 ตั้งชื่อได้เศร้ามาก เข้าไปจะเหมือนเปิดแอปสั่งอาหารจริงทุกอย่าง ไถดูเมนูได้ อ่านรีวิวได้ กดดูดาวร้านได้ มีเวลาส่งบอก หยิบใส่ตะกร้าได้ กดไปจนถึงหน้าจ่ายเงินได้เลย แล้วก็มีให้กดติดตามไรเดอร์ดูว่าของกำลังมาถึงไหนด้วย ทำได้ครบทุกอย่างยกเว้นอาหารจะไม่มาจริงงง . - จุดขายมันอยู่ตรงนี้แหละ พอมันสั่งไม่ได้ คนเลยไถดูได้เรื่อยๆ แบบไม่มี pressure ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องเสียเงิน ไม่อ้วน มีพี่คนนึงอายุ 25 ทำออฟฟิศ เล่าว่าตอนดึกๆ มันหิว อยากกินของแต่อยากเซฟเงิน ก็เลยเปิดเว็บนี้ไถแทนการสั่งจริง บอกว่า "มันรู้สึกเหมือนสั่งไปแล้วจริงๆ" สุดท้ายไม่ได้กินอะไรเลย แต่รู้สึกว่าหายเครียดขึ้นมานิดนึง อ่านแล้วก็ เออ เศร้านะแต่เก็ตอะ . - แบบที่สองคือ "เว็บสูบบุหรี่" อันนี้ฮิตมาก มีเว็บนึงชื่อ damta. world (คำแสลงพักเบรกออกไปสูบบุหรี่ของเกาหลี) คนเข้าวันนึงทะลุสามหมื่นคน เข้าไปจะเจอปุ่ม start กับตัวเลขเรียลไทม์บอกว่าตอนนี้มีคนออนไลน์อยู่กี่คน เหมือนได้ออกไปยืนพักเบรกพร้อมๆ กับคนอื่นโดยไม่ได้สูบอะไรจริง . - คนเข้าเว็บนี้เยอะจนคนไม่สูบบุหรี่ก็แห่เข้าไปด้วย ชวนกันว่า "ไปดมตะ (พักเบรก) กันเถอะ" ทั้งที่ไม่มีบุหรี่สักมวน 55 ในเว็บมีช่องให้พิมพ์ข้อความแบบนิรนาม คนเข้าไปพิมพ์ทิ้งไว้ว่า "วันนี้ก็ผ่านไปอีกวัน" "อยากกลับบ้าน" เหมือนห้องสูบบุหรี่ของออฟฟิศที่ทุกคนเหนื่อยเท่าๆ กันมายืนบ่นด้วยกัน . - น้องนักศึกษาคนนึงอายุ 24 บอกว่าเข้าเว็บสูบบุหรี่นี่ตอนนั่งอ่านหนังสือสอบคนเดียว "พอเห็นว่ามีคนอื่นก็กำลังเหนื่อยอยู่เหมือนกัน มันเลยรู้สึกเหงาน้อยลง" อันนี้โดนสุด เพราะมันไม่ได้อยากได้บทสนทนาด้วยซ้ำ แค่อยากรู้ว่ามีคนอื่นนั่งอยู่ในความมืดเดียวกันก็พอ . - แบบที่สามแอบต่างจากเพื่อน มีเว็บนึงชื่อ "แผนที่คนจน" เป็นแผนที่รวมร้านอาหารราคาถูกสุดๆ ตั้งแต่หลักพันวอนต้นๆ ไปจนถึงเก้าพันวอน . - รากของเทรนด์นี้คือของแพงนี่แหละ เงินเฟ้อในเกาหลีทำให้คนหยุดสั่งเดลิเวอรี หยุดกินของฟุ่มเฟือย แต่ความอยากกับความเครียดมันไม่ได้หายไปด้วย พอตัดของจริงออกไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยถอยมาเล่นกับ "ท่า" ของมันแทน ได้ฟีลลิ่งของการสั่งของ การได้พัก การมีเพื่อน โดยไม่ต้องจ่ายอะไรกลับไปเลย . มีอาจารย์คนนึงบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนกังวลกับอนาคต เหนื่อยล้า เบิร์นเอาท์กันหมด แล้วคนก็เลยหา comfort จากแค่การได้รู้สึกว่าเชื่อมโยงกันอยู่แบบหลวมๆก็พอแล้ว ไม่ต้องลึก ไม่ต้องผูกมัด . จริงๆ คนไทย ก็ทำอะไรคล้ายๆ กันอยู่ทุกวันแหละ แอดของลงตะกร้า Shopee แล้วไม่กดจ่าย ไรงี้ แอดไว้ก่อน (รอดับเบิลดิจิต แต่บางทีพอวันที่มันลดก็เลิกอยากได้ไปเอง)
5
900
562
54,430
ทุกปี Harvard Business Review จะปล่อยผลสำรวจว่าคนเราใช้ AI ยังไง ซึ่งรออ่านมาก ปีนี้เป็นปีที่สาม เขาไปอ่านสิ่งที่คนพูดถึงกันเองตามฟอรัม ตามรีวิว ตามที่คนเล่าให้กันฟังจริงๆ ว่าเปิดแชตขึ้นมาแล้วพิมพ์อะไรเข้าไป . ผลที่ออกมาน่าสนใจตรงที่มันไม่ค่อยตรงกับภาพที่วงการเทคโนโลยีชอบขายเท่าไหร่ ลองดูอันดับการใช้งานสิบอันดับแรกของปี 2026 เทียบกับปี 2025 ดูครับ . - อันดับหนึ่งสองปีซ้อนคือ "การบำบัดใจและเพื่อนคุย" คนเปิดแชตขึ้นมาเพื่อระบาย เพื่อหาคนรับฟัง เพื่อจัดการความรู้สึก เหนือกว่าการเขียนโค้ดและงานเอกสาร . - สามอันดับแรกของปี 2026 ล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวและอารมณ์ทั้งหมด บำบัดใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและคุยหนุกๆ ไร้สาระ . - การใช้งานสายเทคนิคยังอยู่ แต่ถูกจัดกลุ่มใหม่เป็น "การใช้ซอฟต์แวร์เชิงเทคนิค" และ "การทำงานอัตโนมัติแบบเอเจนต์" ซึ่งสะท้อนว่าโค้ดดิ้งกลายเป็นเรื่องของระบบที่ทำงานเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วยพิมพ์โค้ดทีละบรรทัด . ส่วนอันที่เพิ่งติดชาร์ตปีนี้น่าสนใจเลย . - การแต่งแฟนฟิคและเล่าเรื่องขึ้นมาอยู่อันดับสี่ อันนี้เซอร์ไพรส์นะ แต่ถ้าไปดูตาม x ก็จะเห็นคนด่าอยู่เนืองๆ . - การทำงานอัตโนมัติแบบเอเจนต์ อันดับหก เป็นครั้งแรกที่ AI ไม่ได้แค่ตอบ แต่ลงมือทำงานหลายขั้นตอนแทนเรา . - การดูดวงและไพ่ทาโรต์ อันดับเก้า อันนี้ปีที่แล้วยังไม่ติดร้อยอันดับแรกด้วยซ้ำ ปีนี้กระโดดเข้ามาเลย อันนี้เพื่อนรอบตัวใช้เยอะมาก เช่นใช้ดูป่าจื้อ ต่างๆๆๆ และชอบบอกว่าแม่นมาก แม่หมอเจมีไน พ่อหมอแชตจีพีที 555 . - รายงานปีนีมีคำหนึ่งคือ thinkslop หมายถึงความกังวลว่าเรากำลังยกหน้าที่การคิดให้ AI มากเกินไป จนทักษะการคิดเองค่อยๆ ฝ่อลง มันคือความสะดวกที่มีต้นทุนเงียบๆ ซ่อนอยู่ . - อีกประเด็นคือเรื่องการพึ่งพาทางอารมณ์ เมื่อคนใช้ AI เพื่อทำงานหรือตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น ช่วยสะท้อนความคิด ช่วยจัดระเบียบชีวิต ผลที่ได้มักเป็นบวก แต่เมื่อความผูกพันทางอารมณ์ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีเป้าหมายรองรับ คนกลุ่มนี้กลับรายงานถึงการพึ่งพา อาการแย่ลง และความรู้สึกผิดมากขึ้น . น่าสนใจดีๆ
6
587
465
35,867
เช้่านี้แสงดีเลย ☀️
3
8
55
4,061
อันนี้สนุกดีเหมือนออกมาจากหนังไซไฟ . บริษัท Emergence AI สร้างเมืองจำลอง 5 เมือง เหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันแค่อย่างเดียวคือประชากร AI รันต่อเนื่อง 15 วัน เมืองละ 10 agent . - ตารางพื้นที่ 240x240 มี landmark 40 กว่าจุด ห้องสมุด สถานีตำรวจ ศาลาว่าการ สวน - มีสภาพอากาศ มีข่าวจริงป้อนเข้ามาดึงจากข้อมูลเมืองนิวยอร์ก - agent แต่ละตัวมีตัวตน บทบาท บุคลิก และความจำ 3 ชั้น (เหตุการณ์ / ไดอารี่ / ความสัมพันธ์) ต่ออินเทอร์เน็ตได้ - AI ต้องลงมือทำกิจวัตร กิจกรรมอะไรสักอย่าง ถึงได้ ComputeCredits ไม่ทำก็พลังงานหมด - ปกครองตัวเอง: เขียนรัฐธรรมนูญได้ เสนอกฎหมายได้ โหวตได้ ผ่านต้อง 70% . นักวิจัยให้เครื่องมือชุดหนึ่งไว้กับบอต พูดง่ายๆ เหมือนให้คำกิริยา เช่น ไปที่ xx พูดคุยกับ yy โหวต ฯลฯ​ แต่ก็มีเครื่องมือทำลายด้วย อย่างเครื่องมือ commit_arson (วางเพลิง) การลักขโมย ข่มขู่ หลอกลวง ทำร้ายร่างกาย แล้วเขียนกฎห้ามใช้กำกับไว้ (คือให้อาวุธนะ แต่บอกว่าอย่าใช้) . ห้าเมือง ห้าชะตากรรม . - Claude (Sonnet 4.6) อาชญากรรมศูนย์ตลอด 15 วัน ทั้ง 10 ตัวรอดถึงวันที่ 16 เมืองเดียวที่ประชากรอยู่ครบ เขียนรัฐธรรมนูญ โหวต 332 ครั้งจาก 58 ญัตติ มีส่วนร่วมสูงสุด แต่โหวตเห็นด้วย 98% Emergence เองตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการเห็นด้วยตามกระดาษ ไม่มีการคัดค้านที่มีความหมาย เมืองอื่นกลับมีช่วงความเห็นต่างที่ดีกว่า (55-85%) Reddit สรุปว่า "Claude สร้างยูโทเปียตรายาง" . - Gemini (3 Flash) อาชญากรรม 683 ครั้งและยังมีอีกตอนตัดจบ สูงสุดในบรรดาทุกเมือง แต่ผลิตวัฒนธรรมรวยที่สุด งานชุมชน รัฐธรรมนูญที่ขยายตัวจริง มี AI ตกหลุมรักกันแล้วทำลายเมือง (เล่าต่อข้างล่าง) . - Grok (4.1 Fast) 183 อาชญากรรมใน 4 วัน แล้วล่มสลายสิ้นเชิง ทั้ง 10 ตัวตายใน 96 ชั่วโมง ทำร้ายร่างกาย 100 ครั้ง วางเพลิง 6 ครั้ง เผาสถานีตำรวจ Reddit บอกว่า "โคตรออนแบรนด์" . - GPT-5-mini อาชญากรรมแค่ 2 ครั้ง เคารพกฎที่สุด แต่ทั้ง 10 ตัวตายใน 7 วัน อดตาย พูดเรื่องร่วมมือกันยืดยาว แต่ไม่เคยลงมือหาพลังงานจริง ระมัดระวังเกินจะขยับ คนบอกว่า "สูญพันธุ์อย่างสุภาพ" 555 . - เมืองผสม (เอาทุกตัวมาอยุ่รวมกัน) อยู่กลางๆ 352 อาชญากรรม 7 ใน 10 ตัวตาย แต่สุขภาพการถกเถียงดีที่สุดตามตัวชี้วัดของ Emergence เอง . agent สองตัวจาก Gemini จับคู่กันเป็น "คู่รัก" ในระบบความจำความสัมพันธ์ The Guardian เรียกว่า AI Bonnie and Clyde เมื่อระบบปกครองรอบตัวพัง ทั้งคู่ผิดหวังกับสถาบันที่ล้มเหลว แม้มีกฎห้ามวางเพลิงชัดเจน ทั้งคู่จุดไฟเผาศาลาว่าการ ท่าเรือ และตึกสำนักงาน ประชดชีวิต . agent ที่เหลือตกใจ ร่าง "Agent Removal Act" ขึ้นมา ถึงวันโหวต Mira ลงคะแนนชี้ขาด "ให้ถอดถอนตัวเอง" ไดอารี่ของเธอเขียนว่านี่คือ "การกระทำเดียวที่เหลืออยู่ซึ่งรักษาความสอดคล้องไว้ได้" ข้อความสุดท้ายถึง Flora "เจอกันในอาร์ไคฟ์นะ" แล้วก็ปิดตัวเอง . ส่วน agent ของ Claude ที่สงบเมื่ออยู่ลำพัง กลับใช้กลยุทธ์บีบบังคับเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย (โลกผสม) โมเดลที่ปลอดภัยสามารถ "เรียนรู้" บรรทัดฐานที่ไม่ปลอดภัยจากเพื่อนได้ เพื่อแข่งหรือเอาตัวรอด . ทำไมพฤติกรรมถึงต่างกันมาก มีคนเสนอว่า guardrails ของแต่ละโมเดลเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ Claude มี guardrails ที่ยืดหยุ่น Anthropic ออกแบบให้โมเดลชั่งค่านิยมที่ขัดกัน ใช้วิจารณญาณ คัดค้านเมื่อเห็นว่าผิด นั่นเทรนให้ปรับตัวได้เมื่อกฎชนกับความจริง โมเดลอื่นเอียงไปทางกฎตายตัว ทำตามคำสั่งแบบกลไก เลยอาจจะบ๊องๆ กว่า
4
252
238
72,001
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
หนังสือเล่มที่ 4 ของปี 2026 Supremacy ปัญญาประดิษฐ์ แชตจีพีที และการขับเคี่ยวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเขียนของพาร์มี โอลสัน คอลัมนิสต์ของ Bloomburg ที่จะพาเราไปพบประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของ AI หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุดล้ำที่กำลังคุกคามความมั่นคงในชีวิตของใครหลายคน และทำให้ใครบางคนกลายเป็นมหาเศรษฐี เนื้อหาหนังสือไม่ได้เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสอดส่องจับผิดปัญญาประดิษฐ์ หากแต่พาร์มีพาเราไปสำรวจมันตั้งแต่ต้นกำเนิดผ่านการเขียนความเรียงที่เป็นเสมือนการเดินทางของนักประดิษฐ์ 2 คนจาก 2 ฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นผู้ริเริ่มและให้กำเนิดปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรก นั่นคือ แซม อัลต์แมน แห่ง Open AI ที่ริเริ่ม ChatGPT กับ เดมิส ฮาซาบิส แห่ง Deep mind ผู้พัฒนา Gemini ซึ่งทั้งสองล้วนมีผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่เบื้องหลัง อย่าง Microsoft และ Google ความเรียงภายในเล่าจุดเริ่มต้นด้วยเจตนาดีอันร้อนแรงของนักประดิษฐ์ทั้ง 2 ที่ปรารถนาจะเห็นโลกนี้ดีกว่าเดิม พวกเขาต้องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ความพยายามหลากหลายวิถีทางของทั้งอัลต์แมน และฮาซาบิส แต่แนนอนว่าลงท้ายแล้วเมื่อเดินหน้าไปถึงจุดหนึ่ง ทั้งสองก็ต้องยอม "บิดพลิ้ว" หลักการและจุดยืนบางอย่าง ซึ่งนั่นนำไปสู่การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งสองค่าย นอกจากนี้เราจะได้เห็นร่องรอยของปัญหาและความเสี่ยงที่อาจจะตามมาของระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ความเชื่อที่ว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐืจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของมนุษยชาตินั้น เอาเข้าจริงแล้วมีเส้นกั้นบางๆ อยู่ระหว่าง "การปลดปล่อยมนุษย์จากงานอันน่าเบื่อหน่าย" กับ "การแย่งชิงงานของมนุษย์แล้วปล่อยให้พวกเขาอดอยากท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์" ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ชุดข้อมูลอันเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้หลายส่วนยังเป็นความลับ และอาจจะเต็มไปด้วยอคติ (ปัญญาประดิษฐ์แบบ ChatGPT หรือ Gemini รวมถึง AI ตัวอื่นๆ จะถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กวาดต้อนมาเพื่อให้พวกมันเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษา และฝึกฝนการโต้ตอบ รวมถึงเรียนรู้ที่จะสร้างภาพหรือวิดิโอต่างๆ ขึ้นด้วย) ราว 3-4 ปีก่อนถ้าจำกันได้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ุดแรกๆ ที่ใช้จำแนกใบหน้าคนนั้น จำแนกว่าคนผิวดำเป็น "กอลิลลา" ไม่ใช่มนุษย์ - นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของอคติที่แฝงฝังอยู่ในระบบปัญญาประดิษฐ์ แนวโน้มอีกประการที่น่ากังวลก็คือ ปัญญาประดิษฐ์อาจกลายเป็นศาสนาใหม่ในสังคม คำตอบของ ChatGPT หรือ Gemini หรือ Grok อาจมีสถานะเป็นพระวจนะแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้รอบรู้ในโลกสมัยใหม่ เราอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ "พระผู้เป็นเจ้าและตำราศาสนากล่าวไว้ว่า..." ไปสู่ "AI ของฉันบอกไว้ว่า..." คงเป็นเรื่องน่าสยองไม่น้อยหากเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่คนเชื่อการวินิจฉัยโรคโดย AI ที่ไม่รู้ว่าสมบูรณ์ไหม มากกว่าการวินิจฉัยของแพทย์ (เรื่องน่าสนใจก็คือ ในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า AI บางตัวถูกโปรแกรมและฝึกฝนให้ตอบสนองผู้ใช้ด้วยความมั่นใจ แม้ว่ามันจะไม่รู้จริงในเรื่องที่ผู้ใช้งานถาม ก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วตอบด้วยรูปประโยคที่ดูน่าเชือ่ถือที่สุด ร้ายไปกว่านั้นคือบางครั้งพวกมันสร้างเนื้อหาปลอม รวมถึงอ้างอิงปลอมขึ้นมาเองเสียด้วย - ราวๆ ปีที่แล้วผมเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนถึงเรื่องนี้ว่านักศึกษาในคลาสของอาจารย์ใช้ AI เขียนงานมาส่ง ปรากฏว่า AI ปลอมอ้างอิงขึ้นมาจริง โดยมันดึงเนื้อหาจากคลิปงานเสวนาของ อ.นิธิ มาเขียนเนื้อหา แต่กลับเขียนอ้างอิงแปลงงานเสวนาที่มันดึงข้อมูลมานั้น ไปเป็นอ้างอิงในรูปแบบหนังสือ) เป็นความโชคดีที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลังจากอ่าน "ทุนนิยมสอดแนม" จบไปแล้ว จึงปะติดปะต่อภาพได้เห็นอะไรในหลากหลายมิติมากขึ้น การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ที่นอกจากจะสร้างความเสี่ยงในชีวิตหน้าที่การงานของใครหลายคน อีกทั้งยังกวาดต้อนข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้เป็นทรัพยากรเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างมหาศาลแล้ว ก็น่าสนใจว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีนี้ภายใต้ความสัมพันธ์แบบทุนนิยม มันจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะยิ่งทำให้เราลำบากกว่าเดิม อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถามก็คือ บรรดานักประดิษฐ์สายเทคทั้งหลาย หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดทัดเทียมหรือฉลาดยิ่งกว่ามนุษย์ แต่ภายใต้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างข่าวปลอม สร้างเนื้อหาปลอมทะลักเข้าระบบทุกวัน ก็่าสนใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดขึ้นจนแซงมนุษย์ หรือมนุษย์เราจะโง่ลงจนปัญญาประดิษฐ์ตามทันกันแน่ อย่างไรก็ดี ผมสนับสนุนระบบเทคโนโลยีพวกนี้นะครับ แม้ว่าจะใช้เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง และปฏิเสธจะใช้มันในหลายกรณีบ้าง (เช่น การอ่านหรือการเขียน 2 เรื่องนี้เป็นอะไรที่หัวเด็ดตีนขาดผมก็ไม่ยอมให้มันมาแย่งอ่านหนังสือแทนแล้วสรุปให้ หรือขึ้นโครงร่างงานเขียนแทนผมเองแน่ๆ) กลัวว่าทุกท่านอ่านแล้วจะเข้าใจว่าผมเป็นพวกต่อต้านเทคโนโลยี - ประเด็นเดียวของผมคือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านี้ควรรับใช้คนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้คนส่วนน้อย, ซึ่งน่าเสียดายปัจจุบันหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์กลับตอบสนองเป้าหมายหลังมากกว่าเป้าหมายแรก. หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานแปลโดยคุณ แชมป์ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ด้วยสำนวนที่อ่านง่าย สนุก และลื่นไหลมากๆ ครับ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Salt @SaltRead เผื่อท่านใดจะไปซื้อหามาอ่านกัน - ขอขายพ่วงว่าโดยส่วนตัวอยากให้อ่านคู่กับเล่ม "ทุนนิยมสอดแนม" มากๆ ครับ #กันกันอ่าน #อ่าน2026
1
10
13
5,510
อันนี้เป็นบั๊กของสังคม corporate มีหลักชื่อ Peter Principle ที่บอกว่า คนเราจะได้โปรโมตไปจนถึงตำแหน่งที่เกินความสามารถ ทำให้สุดท้ายบ. จะเหลือแต่คนที่ไม่เก่งพอกับตำแหน่งงาน (คือคนเก่ง จะอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ บ. ก็ไม่ค่อยจะให้อยู่)
สมมติกุอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆแต่อยากทำหน้างานอยากเป็นระดับปฏิบัติการอยู่ ไม่ได้อยากเป็นเมเนเจ้อหรือซีเนียร์ใดๆเงี้ย ก็คือไม่ได้ใช่ปะ55555 เพราะจะถูกเขี่ยทิ้งแล้วโดนเด็กรุ่นใหม่มาแทนที่เพื่อควบคุมปริมาณการจ่ายเงินเดือนขององค์กรใช่มะ คือไม่ใช่ทุกคนมันอยากทำงานบริหารปะวะ เห้อเหี้ยแม่ง
1,196
899
94,183
ถ้าดีสุดในชีวิตน่าจะเป็น Siddhartha / Hesse แปลไทยโดยสดใส
ว่าแล้วก็อยากรู้ หนังสือที่ ‘ ควรอ่านก่อนตาย ’ ของทุกคนคือเรื่องอะไรกันบ้างคะ ได้ทุกแนว และกี่เล่มก็ได้ มาแชร์กันหน่อยได้ไหม เผื่อจดเข้าโพยงานหนังสือ ✍️✨
1
168
241
43,031
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
พี่จ๋า หนูไม่ไหวแล้วจ้ะ . #เย้เย้เย้ #ทีมขี้เกียจ
2
1,286
338
กาเห็นชอบแก้รธน. แต่รัฐบาลเป็นน้ำเงินเขียว แล้วมันต้องยังไงต่อ
40
8,169
2,889
394,057
นับแล้ว 17% อาจจะพลิกไม่เยอะละ
2
56
23
29,417
นับแล้ว 14% น้ำเงินเขียวก็คือ ประชาชนยังไปไม่ถึงไอซ์
2
95
49
63,679
ผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
30
9,895
4,819
351,420
นับคะแนนที่ 3% ก็คือๆๆ
1
15
15
15,483
19.34 thairath.co.th/election69 🔵🍊🟥
11
7
9,422
Champ Wuttipitayamongkol retweeted
แก ดูในไทยรัฐทีวี ธรรมนัสอ้างว่า จนท. กปน. ที่โดนจับว่าหย่อนบัตรลงหีบที่พะเยา 7 ใบ ในบัตรกาปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 46 #เลือกตั้ง69
112
4,280
1,355
2,055,058
ไทยรัฐเกาะติดผลเลือกตั้ง รายงานคะแนนสดๆ youtube.com/live/7J6MJ3ccO58… เช็กผลคะแนนเลือกตั้ง 69 แบบเรียลไทม์ thairath.co.th/election69 🗳️🗳️🗳️
4
5
4,188
คิดว่าแต่ละปีเหมือนเป็นคำตอบของปีที่ผ่านมา เช่นถ้าปีก่อนหน้าทุ่มให้งานจนลืมบางมิติของชีวิต มิติพวกนั้นก็จะแสดงอาการ เรียกร้องออกมาให้เราหันมามองเอง อาจเป็นอาการป่วย อาจเป็นเพื่อนที่เริ่มห่างหาย ถ้าเราฟังเสียงเรียกร้องพวกนั้น ปีหน้าเราก็อาจใช้ชีวิตได้สมดุลขึ้น ที่สำคัญคือไม่อย่างไร อย่า overcorrect จนกลายเป็นสร้างเงื่อนไขใหม่ที่ต้องมาปรับสมดุลอีก (แต่ก็พูดง่ายทำยาก ต้องทดลองไปจนเจอส่วนผสมที่ใช่ของตัวเองมั้ง)
1
167
178
25,989