วันนี้ไปเข้ารายการ Trader KP คำถามนึงที่ถูกถามคือ Strategy กลับมาซื้อ 1,550 บิทคอยน์ จะช่วยได้ไหม คำตอบคือ “ไม่ได้”
เอาแบบง่ายๆ ก่อน 1550 บิทคอยน์ มัน 100 กว่าล้านเหรียญ เอาแค่ ETFs ไหลออก บางวันก็จะ 1000 ล้านแล้ว มันเป็นแค่ก้อนเล็กมากๆ ถ้าเทียบกับกระแสเงินทั้งหมด
มากกว่านั้น การซื้อนี้ แทบไม่เป็นบวก ต่อตลาดแม้แต่ในเชิงจิตวิทยาเลย เพราะ คน “ไม่โง่”
คำถามที่ต้องถามคำถามแรกคือ Strategy เอาเงินจากไหนมาซื้อ Bitcoin?
เค้าไม่ได้มีกำไรจากบริษัทนะครับ เพราะบริษัทเน่ามาก แต่เงินที่เอามา คือเงินจากการขายหุ้นแบบ ATM ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดให้ Strategy สามารถเอาหุ้นในบริษัทออกมาเทขายที่ราคาตลาดได้
ให้เห็นภาพชัดๆ ปกติบริษัท จะมีจำนวนหุ้นอยู่จำกัด ซึ่งแทนความเป็นเจ้าของบริษัท และเราก็สามารถซื้อขายหุ้าเหล่านี้ในตลาดรองได้ แต่การทำ ATM ทำให้เกิดปริมาณหุ้นโดยร่วมเพิ่มมากขึ้น ทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเราลดลง แลกกับเงินที่บริษัทได้มาจากการขายหุ้น
ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็น?
ตอนนี้ MSTR มี market cap (มูลค่าหุ้นทั้งหมดรวมกัน) อยู่ที่ $40,826 ล้าน ในขณะที่ถือ bitcoin รวมทั้งหมดมูลค่ากว่า $51,501 ล้าน
นั่นแปลว่า มูลค่า bitcoin ที่ถือ มีค่ามากกว่า มูลค่าบริษัททั้งบริษัทซะอีก ซึ่งในเชิงทฤษฏี ถ้าเรามีเงิน $40,826 ล้าน เราสามารถซื้อบริษัททั้งหมดมา แล้วเราจะได้ bitcoin มูลค่า $51,501 ล้าน มาครองด้วย (แต่ชีวิตจริง ถ้ามีคนซื้อเยอะๆ ราคาก็จะเริ่มขึ้น)
หรือพูดอีกแบบ ตอนนี้ ราคาหุ้นและมูลค่าบริษัท “ต่ำกว่า” มูลค่า bitcoin ที่ถือ การทำ ATM จึงไม่ make sense อย่างมาก
เพราะมันเท่ากับเราขายหุ้นในราคาถูก เพื่อให้ได้เงิน และนำเงินไปซื้อ bitcoin มา ปัญหาคือ เราได้เงินมาน้อย และได้ bitcoin มาน้อย แต่ถูก dilute มาก (เมื่อผู้ถือหุ้นเพิ่ม คนแชร์ bitcoin ในกองกลางก็จะเพิ่มขึ้น)
ทำให้คนที่เป็นผู้ถือหุ้นเดิมมี bitcoin per share น้อยลง
กระบวนการนี้ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ATM ควรทำก็ต่อเมื่อบริษัทมีราคาสูงมากกว่า bitcoin ที่ถือมากๆ และขายหุ้นตัวเองออกในราคาสูง ถึงแม้จะเกิด dilution มีผู้ถือหุ้นมากขึ้น แต่จะได้ bitcoin จำนวนมากกว่า การ dilution ที่เกิด
ก่อนหน้านี้ Salor เองก็เคยบอกว่าจะไม่ทำ ATM ถ้ามูลค่าบริษัทต่ำกว่ามูลค่า bitcoin ที่ถือ
แต่จะเอาอะไรมาก ก่อนหน้านี้ เขาก็บอก “ขายไต ถ้าคุณต้องขาย แต่อย่าขาย bitcoin” ในขณะที่ตัวเองขายไปแล้ว 32 bitcoin
สุดท้าย อย่างที่ผมเคยพูดมาตลอด Saylor คือ ”เซียนหุ้น“ ในคราบ bitcoiner ที่ใช้ bitcoin เป็น ”เรื่องราว“ ในการ ”สร้าง” มูลค่าของบริษัท จากที่ไม่มีกำไร ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เป็นบริษัทซั่วๆ จนใหญ่ขนาดนี้ ถ้ายังมองกันไม่ออก ก็ไม่รู้จะพูดยังไง