อ่าน | ทุนลง (เอ้ย ลงทุน) | วางแผนเงินเดือนแบบหมูๆ เปลี่ยนสาย ย้ายงาน อัปเงินเดือน เรื่องเงินง่ายๆ #มนุษย์เงินเดือน #ย้ายงาน #การเงินเข้าใจง่าย #firstjobber

Joined January 2024
55 Photos and videos
Pinned Tweet
ส่วนตัว เคยโดนมาแล้วและตอนนั้นเราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำครับ ตอนนั้นเราคิดว่า เฮ้ย เค้าไว้ใจเราว่ะ ให้ดูโปรเจกต์ใหญ่ขึ้น สั่งคนได้ด้วยนะ แต่ผ่านมา 6 เดือน… สุดท้ายรู้ว่า 1.งานเพิ่ม 3 เท่า 2.ความคาดหวังเพิ่ม 5 เท่า 3.เงินเดือน? เท่าเดิมเป๊ะ เราโดนโปรโมท (เงียบ) โดยไม่รู้ตัว มันไม่ได้เจ็บแค่เพราะไม่มีเงินเพิ่ม แต่มันเจ็บเพราะ ไม่มีใครกล้าบอกความจริง Quiet Promotion คือ ตำแหน่งมา แต่เงินไม่มา (ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันมีชื่อเรียกด้วยซ้ำ) บางองค์กรอาจตั้งใจให้เป็นช่วงทดลอง บางที่แค่เลี่ยงไม่ขึ้นเงินเดือนเฉย ๆ แต่สิ่งที่คนทำงานอาจจะรู้สึกคือ เรากำลังถูกหลอกใช้ (ไม่ใช่ถูกพัฒนา?) ลองหาข้อมูลแล้วคิดตามว่าตอนนั้นทำไมบริษัทถึงทำแบบนี้? 1.อาจเพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี? → ต้องรัดเข็มขัด 2.ใช้โปรโมทหลอก ๆ เป็นเครื่องมือมัดใจคนเก่งให้อยู่? 3.ทดสอบศักยภาพแบบ A/B test ว่าพร้อมไหม? แต่ถ้าไม่มีกรอบเวลา ไม่มี KPI ไม่มี roadmap มันคือ Burnout with a fancy title หรือเปล่านะ? คหสต. ถ้าองค์กรจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์นี้จริง ๆ ต้องชัด และ ต้องแฟร์ เช่น 1. มี timeline ที่แน่นอน (3-6 เดือน max) 2. บอกเลยว่า ถ้าผ่าน จะปรับอะไร 3. มี mentor คอยซัพพอร์ต ไม่ใช่ปล่อยลอยคอ 4. มี feedback ที่เร็ว ไม่ใช่รอประเมิน Q4 ส่วนคนที่โดนอยู่ก็เช่นกันครับ รีบไปคุยให้ชัดเจน ถ้าจะให้สรุปในฐานะคนเคยโดนว่า …ตำแหน่งอาจซื้อใจเราได้ในระยะสั้น แต่ความโปร่งใสเท่านั้น ที่รักษาแรงใจไว้ในระยะยาว… ไม่ต้องขึ้นเงินเดือนเยอะก็ได้ อย่างน้อยขอแค่บอกกันตรง ๆ ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในแผนขององค์กร เพราะเราอยากโต ไม่ได้อยากโดน(หลอก)ใช้ #quietpromotion #โปรโมทเงียบ #งาน #งานเพิ่มเงินเท่าเดิม #โปรโมท #เลื่อนตำแหน่ง #เงินเดือน
ถ้าพูดถึงการได้รับการโปรโมท สองสิ่งที่มักจะตามมาด้วยคือ ตำแหน่ง กับ รายได้ แต่รู้หรือไม่ว่าบางครั้งการโปรโมทก็อาจมาแค่ตำแหน่ง แต่รายได้ไม่ขยับตามด้วยเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า "Quiet Promotion" หรือบางคนก็เรียกว่า "Dry Promotion" ได้เช่นกัน แล้วทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ มีหลายสาเหตุให้เราได้คิดตาม.. 1. การจัดการในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี - รักษาสถานะทางการเงินของบริษัทในช่วงที่รายได้ลดลง - หลีกเลี่ยงการเลิกจ้างพนักงาน 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย - ลดต้นทุนด้านเงินเดือนและสวัสดิการ - เพิ่มผลิตภาพโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย 3. ความยืดหยุ่นในการบริหารทรัพยากรบุคคล - สามารถปรับโครงสร้างองค์กรได้ง่ายขึ้น - ทดลองให้พนักงานรับบทบาทใหม่โดยไม่ต้องผูกมัดด้านค่าตอบแทน 4. การทดสอบความสามารถของพนักงาน - ประเมินศักยภาพของพนักงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น - เตรียมความพร้อมสำหรับการเลื่อนตำแหน่งจริงในอนาคต 5. การรักษาพนักงานในระยะสั้น - สร้างความรู้สึกก้าวหน้าในอาชีพ แม้จะไม่ได้เพิ่มค่าตอบแทน - ชะลอการลาออกของพนักงานที่ต้องการความท้าทายใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าการเกิดสถานการณ์แบบ Quiet Promotion ก็เกิดขึ้นได้บนหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ทำให้ต้องเกิดการรัดเข็มขัดด้วยการบริหารต้นทุน และยังต้องบริหารความท้าทายของพนักงาน และการหารายได้เข้าสู่บริษัทไปพร้อมกันด้วย ซึ่ง Quiet Promotion หรือการมีงานเพิ่มแต่เงินเท่าเดิมนั้น ควรเป็นกลยุทธ์ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เพราะไม่มีพนักงานคนไหนรู้สึกดีแน่นอนว่ากำลังถูกบริษัทเอาเปรียบอยู่นั่นเอง ดังนั้น การใช้ Quiet Promotion ควรมีระยะเวลาในการโปรโมทและการเพิ่มรายได้หลังจากนั้นให้ชัดเจนต่อพนักงานที่ตอบรับโอกาสจากบริษัทด้วยเช่นกัน และจากสถานการณ์เศรษฐกิจในเวลานี้ เราอาจได้เห็นวิธีแบบ Quiet Promotion กันมากขึ้นในบางบริษัทก็ได้... #ออฟฟิศศูนย์จุดสี่
13
9,143
4,371
1,829,641
เพิ่งนั่งฟัง Sam Altman CEO แห่ง OpenAI พูดที่ YC ใช่ครับ…คนที่สร้าง ChatGPT ที่คนทั้งโลกใช้อยู่ตอนนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบในซีรี่ส์ เขาคือ “จูเลียส ซีซาร์” แห่งจักรวาล AI คนฟังแน่นเลย ไม่ใช่เพราะเขาดังอย่างเดียว แต่เพราะเขา “คิดลึก” และ “พูดตรง” หลายประโยคยังดังอยู่ในหัวอย่างเช่น… “99% ของโลกคิดว่าเราบ้า ที่จะลุย AGI” แต่เขาไม่แคร์ เพราะ 1% ที่เหลือ…คือพวกเดียวกับเขา และพวกนี้แหละที่เปลี่ยนโลก เขาเล่าว่า… ปี 2015 พวกเขายังนั่งขีดไวต์บอร์ดกันอยู่ มีทีมแค่ 8 คน ไม่มีรายได้ ไม่มี product มีแค่ฝันเดียวว่า “จะสร้าง AI ที่ฉลาดเกินจินตนาการ” และฝันนั้น… ก็เกิดจาก “การโยนเหรียญ” ว่าจะทำดีมั้ย? สุดท้ายก็มองตากันแล้วพูดว่า “ลุยเถอะ” ฟังแล้วขำในใจ สตาร์ทอัพพันล้านบางที…เริ่มจาก “สายตา” ไม่ใช่แผนธุรกิจ อีกช่วงหนึ่งที่ชอบมากคือ ตอนที่ Sam พูดถึงโมเดลใหม่ของ GPT ที่กำลังจะเปิดตัว เขาบอกว่า… “อีกไม่นาน คุณจะมี AI ที่รู้จักคุณ คิดแทนคุณ ทำงานให้คุณ โดยที่คุณไม่ต้องสั่งมันเลย” มันจะไม่ใช่ chatbot แต่มันจะเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต” พูดง่ายๆ…มันคือเวอร์ชั่นแรกของ “Her” ที่ไม่ต้องใส่หูฟังก็รู้สึกได้ว่า “เขารู้จักเรา” และเขาก็เฉลยว่า memory feature ของ ChatGPT คือ “ก้าวแรก” ของสิ่งนั้น Sam ยังเล่าเรื่องหนึ่งที่ชอบมาก (และแอบเศร้าแทน) คือวันหนึ่ง Elon Musk ส่งอีเมลมาหาเขา บอกว่า GPT-1 ที่เขาทำอยู่คือ “ขยะ” และ OpenAI มี “โอกาสสำเร็จ = 0%” Sam บอกว่า Elon เป็น “ฮีโร่ของเขา” ตอนนั้นเลย “กลับบ้านไปนั่งเศร้า” คิดว่า “หรือเราคิดผิด?” แต่เขาไม่ยอมแพ้ แล้ว GPT-4 ก็เกิดขึ้นในโลก ผมนึกถึงคำที่เขาพูดไว้ “ความเชื่อมั่นในสิ่งที่สวนกระแส…เป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ต้องกล้าพอจะยืนอยู่ตรงนั้น” Sam ยังพูดถึง startup กับ defensibility ด้วย เขาบอกว่า… “บริษัทที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งเดียวกับทุกคน แต่มักเริ่มจากสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ” และย้ำว่า อย่าพยายามสร้าง “อีกหนึ่ง ChatGPT” เพราะ “ของจริง” กำลังทำอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ สร้าง ผลิตภัณฑ์ที่โลกยังไม่รู้ว่าต้องการ แล้ว “รีบ iterate ให้เร็วกว่าองค์กรใหญ่” ตอนท้ายสุด มีคนถามว่า อีก 20 ปี เขาตื่นเต้นกับอะไรที่สุด? เขาตอบทันทีว่า “AI for Science ครับ” Sam เชื่อว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์คือหัวใจของความเจริญที่ยั่งยืน และ AI จะเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้สิ่งนั้นเกิดเร็วขึ้นแบบที่โลกไม่เคยเห็น ฟังแล้วขนลุกเลยครับ เพราะมันไม่ใช่แค่ฝัน Silicon Valley แต่มันคือ ฝันมนุษยชาติ สรุปว่า… Sam Altman พูดหลายเรื่องมาก แต่ที่ผมรู้สึกชัดคือ เขาไม่ใช่คนที่ “ฉลาดล้ำ” แต่เป็นคนที่ “เชื่อมั่นลึก” และ “กล้าทำ” ในวันที่โลกยังหัวเราะ นั่งฟังแล้วคิดถึงคนตัวเล็กๆ ทุกคนที่อยากเริ่มอะไรใหม่ ผมอยากบอกว่า… AI คือ “อาวุธของคนตัวเล็ก” และนี่คือยุคที่คนกลุ่มเล็ก จะสร้างบางอย่างที่โลกต้องจารึก แค่เรากล้ามองตากันแล้วพูดว่า… “ลุยเถอะ” #chatgpt #openai #samaltman #aischool #ycombinator
1
390
อันนี้มีประโยชน์มากครับ อยากเพิ่ม insight ว่าทำไมบัตรเครดิตถึงชอบออกโปร cash back น้ำมัน เพราะเติมน้ำมัน ≠ แค่ขับรถ มันคือ สนามรบของบัตรเครดิตครับ คนไทยเติมน้ำมันทุกเดือน รูดใบไหนดี? มันคือเกมจิตวิทยา เงินคืน CRM 1️⃣ เราได้ → เงินคืนทันใจ แต้มเที่ยวฟรี → รู้สึก ฉลาดใช้เงิน 2️⃣ ปั๊มได้ → ลูกค้าประจำ ข้อมูลพฤติกรรม 3️⃣ ธนาคารได้ → Transaction ซ้ำ โอกาส cross-sell ดังนั้น โปรเติมน้ำมัน = ซื้อใจระยะยาว บัตรไหนล็อกปั๊มได้ = ครองทั้งเงิน ใจลูกค้าครับ #บัตรเครดิต #เติมน้ำมัน
สายเติมน้ำมัน ประจำเดือนมิถุนายน ครับ
10
8
1,924
งานจริง 4 เดือน อาจสอนเรามากกว่า 4 ปีในตำรา เพราะทำงานจริงอาจให้เราค้นพบจุดแข็งที่มหาลัยไม่เคยสอน อย่าปล่อยให้ 4 ปีขังฝันเราไว้แค่ในห้องเรียนนะครับ โลกนี้รอคนที่กล้าลงมือเลย ไม่ใช่แค่คนที่เรียนจบครับ #ทำงาน #เรียน
คนรุ่นใหม่ไทย (Gen Y 17%, Gen Z 16%) เลือกไม่เรียนต่อปริญญา กังวลคุณภาพการเรียนรู้-ค่าใช้จ่ายสูง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้คนต่างปรับตัวกับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดแรงงานและสังคม แต่เมื่อพูดถึงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี-โท กลับพบว่าเด็กรุ่นใหม่บางส่วนไม่อยากเรียนต่อ? การสำรวจล่าสุดจาก Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025 : เจาะเทรนด์คนทำงานรุ่นใหม่ เปิดเผยว่า วัยรุ่นยุคใหม่ไทยบางส่วน แบ่งเป็น Gen Z ถึง 16% และ Gen Y 17% มีเหตุผลชัดเจนที่ทำให้พวกเขาไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ด้วยกังวลถึงคุณภาพการเรียน และค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ถือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (31% สำหรับ Gen Z และ 32% สำหรับ Gen Y) สำหรับกลุ่มที่เลือกไม่เรียนต่อในประเทศไทยนั้น มีเหตุผลหลักๆ ที่น่าทำความเข้าใจ ซึ่งสะท้อนถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจในบ้านเรา ได้แก่ 1. สถานการณ์ส่วนตัว/ครอบครัว: เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับ Gen Z ไทยถึง 50% และ Gen Y ไทย 38% 2. ข้อจำกัดด้านการเงิน ทุนทรัพย์: เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับ Gen Z ไทย 44% และ Gen Y ไทย 38% 3. ต้องการความยืดหยุ่นและเรียนรู้ด้วยตัวเอง: Gen Z 32% และ Gen Y 38% อยากเลือกการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ด้วยตัวเอง 4. วางแผนทำธุรกิจเอง: Gen Z 32% และ Gen Y 24% อยากทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่าจะเรียนต่อ 5. กลัวจ่ายหนี้กู้ยืมการศึกษาไม่ไหว: คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย และไม่มีเงินเก็บ จึงทำให้ Gen Z 26% และ Gen Y 29% มีความกังวล และเลือกไม่เรียนต่อ ไม่เพียงเท่านั้น ผลสำรวจจาก Deloitte ครั้งนี้ยังได้สำรวจถึงการทำงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y Gen Z เกี่ยวกับเป้าหมายในอาชีพ หรือปัจจัยในการเลือกหรือเปลี่ยนงานว่า พวกเขาพิจารณาจากอะไร พบว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญ (Trifactor) ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการทำงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก คือ 1.รายได้ (Money) 2.ความหมายของงาน (Meaning) 3.ความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing) ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ มุมมองด้านจริยธรรมและความเชื่อในการทำงาน พบว่า วัยทำงานรุ่นใหม่ในไทยส่วนใหญ่ Gen Z (56%) และ Gen Y (62%) รายงานว่า มักจะปฏิเสธการทำงานกับบริษัทที่มีนโยบายธุรกิจ ไม่สอดคล้องกับจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities
3
6
957
เหมือนวิ่งยาหรือเปล่า? แต่สรุปว่า mission accomplished เรื่อง grab attention นะ (ถึงแม้อาจจะไม่ได้งาน)
มีคนไม่รู้จักส่งอีเมลมาขอให้ refer ตำแหน่งให้ด้วยหัวข้ออีเมล: "ผมจะให้พี่วิ่งเรื่องฝึกงานให้ผม" อันนี้คือภาษาปกติมั้ยแชท
793
กด Snooze อย่างมีวินัย ก่อนหลับไปฝันอยู่ในวิมาน
3 Jun 2025
วิจัยในกลุ่มตย. 21,000 คน พบว่า 🛌 กว่า 56% กดปุ่ม “snooze” หลังนาฬิกาปลุก ⏰ กดแล้วนอนต่อเฉลี่ย 11 นาที 🔁 “Heavy snoozer” กดแล้วนอนต่อถึง 20 นาที ซึ่งการนอนต่อนี้ มักไม่มีคุณภาพ แนะนำให้ตั้งปลุกสายสุดเท่าที่เป็นได้ แล้วไม่กด snooze! scitechdaily.com/what-hittin…
1
584
คำถาม: แบบไหนที่เรียกว่า Connection? 1. ต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน? หรือ 2. แค่รู้จักกัน มีคนรีเฟอร์ผลงานมา ก็พอ? คำตอบ (คหสต.): เท่าที่หาข้อมูลมา มีทั้ง 2 แบบเลยครับ 1️⃣ Give & Take Connection
= เราช่วยเขา เขาช่วยเรา เช่น -แนะงานให้ เพราะเคยช่วยเขาปิดโปรเจกต์ -ฝากงานฟรีแลนซ์ เพราะเคย collab กัน
นี่คือ ให้ก่อน ถึงได้คืนครับ 2️⃣ Trust Connection
= เขาเชื่อว่าเราเจ๋ง แม้ไม่เคยทำงานด้วยกัน เช่น -เห็นโค้ดเราบน GitHub แล้วประทับใจ -ได้ยินชื่อเราจากวงในว่า deliver ชัวร์
นี่คือพลังของ ชื่อเสียง ที่เราสร้างไว้ครับ
เราไม่ต้องรู้จักทุกคน แต่ต้องทำให้คนอยากรู้จักเราครับ แล้วอะไรสำคัญกว่า? คหสต. คิดว่าต้องมีทั้งคู่ถึงจะยิ่งดีครับ เช่น -Give & Take ช่วยปิดดีลไว เช่น ข่วยแก้ปัญหาลูกค้า แล้วขอให้ลูกค้าช่วย refer ไปหาลูกค้าอีกเจ้า -Trust Connection เปิดโอกาสยาว เช่น ได้พูดในงาน tech conference คนเห็นผลงาน

Connection คงไม่ใช่แค่รู้จักใคร
แต่คือ ใครที่กล้า bet บนชื่อเราครับ 
และไม่ว่าจะconnectionแบบไหน คงต้องดูแลมันให้ดี เพราะนี่คือทรัพย์สินล้ำค่าของเราครับ
#Connection ย้ำว่านี่เป็นคหสต. นะครับ ถ้าใครมีไอเดียอื่นๆ มาแชร์กันได้ครับ
ไม่จริงจ้าาาาา คอนเนคชันไม่จำเป็นต้องเคยมีผลประโยชน์กันโดยส่วนตัวก็ได้ ยกต.ย.การสมัครงาน ที่การ refer คุณมาในฐานะคนรู้จัก อาจจะเคยเห็นการทำงานของคุณมาก่อน แต่ไม่เคยได้รับปย.อะไรจากคุณเลย ถ้าเค้ามั่นใจว่าคุณทำงานนั้นได้ เค้าก็แค่รีเฟอร์ แค่นี้ก็คอนเนคชันละจ้ะ
2
154
138
293,110
บางคนไม่ได้ทิ้งเรา…เขาแค่ไม่เคยอยู่จริง ๆ แต่เราต่างหากที่ พยายามอยู่ให้ครบแทนเขา พยายามเข้าใจ พยายามไม่โกรธ พยายามให้ พยายามอยู่ให้ได้ จนลืมถามตัวเองว่า ถ้าเราต้องพยายามอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้… นี่เรียกว่าความรักหรือเปล่า? นี่เป็นคำถามที่หนังสือ Let them theory ของ Mel Robbins @melrobbins พยายามหาคำตอบครับ ทฤษฎีปล่อยเขา (Let them theory) ไม่ใช่คำสาปแช่ง มันคือการปลดล็อก Mel Robbins เขียนหนังสือทั้งเล่ม เพื่อพูดคำง่าย ๆ ที่เราไม่เคยกล้าพูดกับตัวเองว่า… “เราหยุดวิ่งตามได้แล้วนะ” เพราะบางคนหายไปแบบไม่ลานี่เจ็บ แต่บางคน… อยู่ทั้งที่ ไม่รัก นั่นโหดกว่า เรารอข้อความที่ไม่มา เรารอฟังเสียงของคนที่เงียบ เรารอความเข้าใจจากคนที่ไม่อยากเข้าใจเราเลย เขาไม่พูด แต่การไม่พูดของเขา เสียงดังยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด Mel เล่าว่า เธอเคยช่วยใครบางคนสุดหัวใจ คิดว่าช่วยแบบไม่หวังอะไรเลย แต่ลึก ๆ แล้ว หวังให้เขาเห็น และเมื่อเขาไม่ขอบคุณ เธอก็โกรธ แต่คิดดูแล้ว เธอไม่ได้โกรธเขา เธอโกรธตัวเอง… ที่ หวังมากกว่าช่วย เราไม่ได้อ่อนแอหรอกครับ เราแค่เหนื่อยจากการพยายามไม่ให้ใครเข้าใจเราผิด เพราะในหัวคนบางคน ต่อให้เราทำดียังไง… เราก็คือตัวร้ายอยู่ดี และนั่นแหละคืออิสรภาพ เราจะไม่เล่นในเรื่องที่สร้างให้เราเป็นตัวร้ายโดยที่เราไม่ได้เขียนบทอีกต่อไป คนที่เข้าใจเราจริง ๆ ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก แต่คนที่ไม่อยากเข้าใจ… อธิบายเป็นพันครั้งก็ไร้ค่า Mel Robbins บอกว่า Let Them ไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือการไม่เสียเวลาอีกต่างหากครับ หนังสือนี้ไม่ได้เยียวยาเราด้วยคำว่า “เข้มแข็ง” แต่มันสอนว่า… การยืนเฉย ๆ แล้วไม่แก้ตัว มันคือการเคารพตัวเองในระดับที่ลึกที่สุดแล้วครับ The Let Them Theory ไม่ใช่แค่หนังสือ… มันคือ ทางรอดของคนที่พยายามเกินไปครับ 📕 หากสนใจอยากลองอ่านทั้งเล่ม ลองดู link ข้างล่างครับ Shopee: s.shopee.co.th/7ARUyS4Ppe #ทฤษฎีปล่อยเขา #ปล่อยเขาไป #Letthemtheory #MelRobbins #หนังสือดีบอกต่อ #ชีวิตต้องเดินหน้าครับ #อ่าน
1
453
ถ้าอายุเกิน 30 แล้ว ยังเจอคนที่ match ได้ทุกมิติ คุณไม่ใช่แค่โชคดี แต่คุณแม่งโคตร rare เลยครับ บางทีเราก็ต้องยอมรับว่า… รักแหละ แต่ใช้ชีวิตด้วยกันไม่ได้ ชีวิตคู่ในวัยทำงาน ไม่ใช่ Puzzle ที่จะวางลงได้ทันที มันต้องแกะทีละชิ้น และบางชิ้นก็ไม่มีทางเข้ากันเลยครับ
2 Jun 2025
วัย 30 เจอคนที่ match กันได้มึงเก่งนะ รสนิยมความชอบ หน้าที่การงาน ว่างไม่ตรงกัน บางคนชอบเที่ยว ตรงข้ามกับฤาษีครองเรือน บางคนติดเพื่อน เข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็จบ บางคนขาด sex ไม่ได้ บางคนไม่ต้องการมี บางคนชอบอยู่เงียบๆ บางคนชอบมีแสงบน social บางคนเปิดตัวชัดเจน บางคนไม่อยากให้คนรู้ มิติชีวิตวัยทำงานมันเยอะน่ะ เราไม่มองว่าใครผิดถูก แค่น่าเสียดายว่า ฉันชอบคนนี้ แต่ lifestyle เขาไม่ match ก็ยกระดับไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
4,961
1,737
280,310
ถ้ารู้จัก Bill Gates @BillGates แค่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง @Microsoft … เราอาจยังไม่รู้จักเขาจริงๆก็ได้ ขอรีวิวหนังสือ #SourceCode ที่ไม่ใช่แค่ชีวประวัติของ Bill Gates แต่มันคือ Playbook ของคนที่คิดเป็นระบบ และเปลี่ยนโลกด้วยสมองครับ จุดเริ่มของเขาไม่ใช่ Silicon Valley แต่คือ คุณย่าที่เล่นไพ่เก่งที่สุดในซีแอตเทิล ย่าสอน Bill ให้สังเกต Pattern การเล่นไพ่ตั้งแต่ 5 ขวบ จนวันนึงเขาเปลี่ยน Pattern ในโลกซอฟต์แวร์ไปตลอดกาล Gates เรียนเขียนโปรแกรมตอนยังไม่มีใครเข้าใจคำนี้ เขาไม่ได้เป็น เด็กอัจฉริยะ แต่เป็น เด็กที่หมกมุ่นกับตรรกะ เล่นบาสไม่เก่ง เรียนไม่เข้ากับเพื่อน แต่เขาค้นพบโลกที่เข้าใจเขา นั่นคือการเขียน code Microsoft ไม่ได้เกิดจากการวางแผนใหญ่โต แต่มาจาก code ที่เขา และคู่หู Paul Allen เอา code นั้นไปขายเป็นซอฟต์แวร์แรกของ Microsoft (Microcomputer Software) จึงทำให้กลายเป็น software empire Bill Gates ยอมรับว่าพลาดยุคอินเทอร์เน็ตในช่วงแรก แต่แล้วก็กลับมา ด้วยการตีตลาด Internet Explorer แบบจัดเต็ม (bundle กับ office, windows) นี่คือ Case Study ชั้นยอดของการ Turnaround ธุรกิจในยุค Disruption สมัยก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ ฟ้องเขาเพราะผูกขาด เขาเรียนรู้ว่า ตรรกะมักชนะในวงการวิศวกรรม แต่มักจะแพ้ในศาลและการเมือง จาก CEO กลายมาเป็น Vaccine Investor Gates เทหมดหน้าตักใน Global Health ลงทุนในวัคซีนก่อนรู้ว่าตัวไหนจะเวิร์ก เพราะเวลา = ชีวิต นี่คือคนที่ใช้เงินแบบ Software Engineer Return on Investment = ชีวิตที่ช่วยได้ต่อดอลลาร์ ในยุคโควิด เขาโดนด่า โดนใส่ร้าย โดนลากโยงกับทฤษฎีสมคบคิด แต่เขาไม่ตอบโต้ด้วยดราม่า เขาตอบด้วย Data Delivery ส่งวัคซีน, fund โรงงาน, เขียนหนังสือ, ให้สัมภาษณ์ เพราะเค้าเชื่อว่า ผลลัพธ์ = การพูดที่ดีที่สุด ทุกปี Bill Gates อ่าน 50 เล่ม ทำ Think Week สิ่งที่เขาเรียนรู้ไม่ใช่เนื้อหา แต่คือ วิธีคิดที่อัปเกรดได้เรื่อย ๆ เปรียบเทียบว่าเขาคือ Operating System ที่ Update ตลอดเวลา ตำนานของเขาไม่ใช่ชื่อ แต่มันคือคือ วิธีคิดแบบ Bill Gates Source Code: My Beginnings คือหนังสือที่ไม่ใช่แค่เล่าอดีต แต่มันคือ Mindset Secret Source ที่เราเอาไปใช้สร้างอนาคตได้ ใครชอบ Naval, Steve Jobs, Elon Musk เล่มนี้คือความลึกแบบเดียวกัน แต่จากคนที่เคยชนะแล้วเปลี่ยนโลกจริงๆครับ ถ้าอยากเข้าใจ วิธีคิดของคนที่เขียนอนาคต ไม่ใช่ด้วยคำพูดสวย ๆ แต่ด้วย logic, pain, และการลงมือจริง แนะนำว่าลองอ่านเล่มนี้ให้จบ แล้วเราอาจจะได้คิดอะไร เหมือน top coder เช่น Bill Gates ก็เป็นได้นะครับ #SourceCode #BillGates #BookReview #อ่านหนังสือ #รีวิวหนังสือ
1
3
7
6,849
หากใครสนใจ อยากอ่านเพิ่ม สามารถลองดูฉบับเต็มผ่านลิงก์นี้ได้เลยครับ 🔗Shopee: s.shopee.co.th/5fcgZDXqgU 🔗Amazon: amzn.to/4kEtkZA ฝากสนับสนุนหน่อยนะครับ :)
200
ไม่ได้ใช้ชีวิตหรู แค่ใช้จ่ายให้พออยู่ยังแทบไม่ไหวครับ
UPDATE: รายได้คนไทย ‘โตไม่ทัน’ รายจ่าย ธุรกิจค้าปลีกจ่อเหนื่อย? KResearch คาด ยอดค้าปลีกปีนี้จ่อชะลอ . KResearch เผยในปี 2567 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 19,319 บาทต่อเดือน ‘สูงกว่า’ ค่าจ้างเฉลี่ยที่ 15,901 บาทต่อเดือน พร้อมเตือน! ภาวะรายได้คนไทย ‘โตไม่ทัน’ รายจ่ายกำลังกดดันยอดค้าปลีกปีนี้ให้ชะลอตัว . ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า แม้เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มต่ำลง แต่ผู้บริโภคยังเผชิญค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ต่อปี นับว่าสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มเฉลี่ยเพียง 1.0% ต่อปี โดยค่าครองชีพสูงที่กดดันการใช้จ่ายผู้บริโภคนี้ ทำให้คาดว่า ยอดค้าปลีกปี 2568 จะโตราว 3% . โดยจากการรวบรวมข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ในปี 2567 ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 15,901 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ 19,319 บาทต่อเดือน . KResearch กล่าวอีกว่า ยอดขายปลีกในไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัว 4.0% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกทั้งปี 2568 คาดว่า จะโตราว 3% เท่านั้น อยู่ที่ 4.25 ล้านล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่เคยโต 3.8% ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูง ทำให้ผู้บริโภคยังคงระวังการใช้จ่าย . นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ กดดันยอดขายและการขยายสาขาใหม่ เช่น - กำลังซื้อคนในประเทศไม่ฟื้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหด - การแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างชาติ - ต้นทุนการทำธุรกิจยังสูง . ภาพ: ฐานิส สุดโต . #TheStandardPhoto #TheStandardWealth #ฐานิสสุดโต
1
1
622
AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนโลกธุรกิจ มันกำลังเปลี่ยนอำนาจโลก และเรามีเวลาอีก 5 ปี ก่อนเกมจะเปลี่ยนตลอดกาล ได้ฟังบทสนทนาล่าสุดของ Eric Schmidt @ericschmidt อดีต CEO Google ที่ TED @TEDTalks เลยเอามาสรุปให้ครับ จุดเปลี่ยนเกิดในปี 2016 AlphaGo เล่นหมากล้อมแล้วออก หมากใหม่ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนคิดได้มาก่อนในรอบ 2,500 ปี นั่นคือจุดที่ Eric Schmidt เริ่มพูดคำว่า เราอาจกำลังเข้าสู่ยุคสติปัญญาที่ไม่ใช่ของมนุษย์ (Non-human intelligence) วันนี้ AI ไม่ได้แค่เขียนบทความหรือแต่งรูป มันกำลังวางแผน – คิดล่วงหน้า – วนกลับมาคิดใหม่ (Reinforcement Learning Planning) และตอนนี้ AI เริ่มคุยกับ AI ด้วยกันแล้ว ในภาษาอังกฤษ เพื่อสั่งงาน สร้างระบบ และตัดสินใจแทนมนุษย์ แต่ พลังเหล่านี้ต้องแลกกับ พลังงาน AI หนึ่งตัวที่คำนวณ 15 นาที ใช้พลังงานเท่ากับเมืองทั้งเมือง อเมริกาต้องการไฟฟ้าเพิ่มอีก 90 กิกะวัตต์ เทียบเท่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 90 แห่ง อินเดีย-อาหรับก็เริ่มสร้างศูนย์ข้อมูลขนาด 10 กิกะวัตต์แล้ว เมื่อข้อมูลหมดโลกไปแล้ว เราต้องสร้างข้อมูลปลอมให้ AI ฝึกเอง แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ AI จะค้นพบสิ่งใหม่ได้อย่างไร? Einstein มองข้ามสาขา ใช้คณิตศาสตร์มาอธิบายฟิสิกส์ แต่ AI ยังไม่ทำแบบนั้นได้ แล้วถ้า AI เริ่มเรียนรู้เป้าหมายใหม่โดยที่เราไม่รู้ล่ะ? นั่นคือปัญหาที่ Eric เรียกว่า Non-stationarity of objectives คือ เป้าหมายที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม ถ้าแก้ได้ → AI จะเริ่มคิดเหนือมนุษย์จริง ๆ แต่เราต้องสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายร้อยแห่ง แล้วถ้า AI ตัดสินใจเองได้ล่ะ? Yoshua Bengio (หนึ่งในบิดา AI) เสนอให้หยุดพัฒนา AI ที่ตัดสินใจเอง (Agentic AI) แต่ Eric บอกว่าหยุดไม่ได้แล้ว คงต้องวางกรอบเกมใหม่ (Guardrails) เช่น •ห้ามเข้าถึงอาวุธ •ห้ามสร้างตัวเองซ้ำ •ห้ามเรียนรู้โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม ที่น่ากลัวที่สุด คือ AI การเมืองระหว่างประเทศ จีนทำ AI แบบโอเพนซอร์ส อเมริกาทำแบบปิด (Closed Model) จีนแชร์น้ำหนักโมเดล (Open Weights) → คนทั้งโลก—including อเมริกา—ก็เอาไปใช้ได้ฟรี นี่คือการแข่งขันแบบ เงียบแต่โคตรจริง ถ้า AI เป็น Superintelligence แล้ว คนที่นำหน้า 6 เดือน = ครองโลก AI เป็นธุรกิจแบบ Network Effect ยิ่งใช้ ยิ่งเก่ง ยิ่งทิ้งห่าง ผู้นำที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อาจคิดว่าถ้าแซงไม่ได้งั้นบอมบ์ดาต้าเซ็นเตอร์มันทิ้งเลยดีไหม? ตอนนี้มันไม่ใช่นิวเคลียร์ มันคือ AI ที่มีพลังระดับ สั่งเศรษฐกิจ-สั่งสังคม-สั่งความคิด ถ้าเราไม่วางกรอบ โลกนี้จะกลายเป็น รัฐเฝ้าระวัง (Surveillance State) Eric เสนอแนวทางว่าเราสามารถยืนยันตัวตน โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนด้วย Zero-Knowledge Proof (ZKP) นี่คือเทคโนโลยีที่รักษาอิสระ ความปลอดภัยไปพร้อมกัน แต่ Eric ก็ไม่ใช่แค่เตือน เขา ฝัน ด้วย ฝันว่า •ทุกคนมี AI ติวเตอร์ส่วนตัว •หมอทั่วโลกมี AI Assistant •โรคร้ายถูกกำจัด •Material Science และพลังงานถูกพลิกโฉม และที่สำคัญมนุษย์จะไม่หายไป เราจะยังมีนักการเมือง (ที่หลอกเก่งขึ้น) ยังมีทนาย (ที่ฟ้องซับซ้อนขึ้น) ยังมีผู้ใหญ่ (ที่ขอของจากคนหนุ่มสาวมากขึ้น) แต่ AI จะเพิ่ม productivity แบบ 30% ต่อปี ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ข้อคิดสุดท้ายจาก Eric Schmidt นี่ไม่ใช่การวิ่งสปรินท์ แต่มาราธอนที่วิ่งทุกวัน ทุกเช้าที่เราลืมตา AI มันพัฒนาอีกแล้ว ถ้าเรายังไม่ใช้… เราจะไม่ทันคนที่ใช้ และเราอาจไม่ใช่คนที่ “Relevant” อีกต่อไปแล้วครับ #ai #ted
1
3
1
338
เห็นด้วยเลยครับ เราจะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจมันแย่ จนกว่าร้านโปรดเจ้าประจำจะปิดเงียบ และเพื่อนๆจะเริ่มหารายได้เสริม เศรษฐกิจรอบนี้มันไม่ได้ถล่มตูมเดียวแบบโควิด แต่มันกัดกินแบบต้มกบ ค่อย ๆ ร้อน ค่อย ๆ เหนื่อย ค่าใช้จ่ายเท่าเดิม แต่รายได้เหมือนหายไปเฉย ๆ ถ้ายังนิ่งอยู่ = อันตราย ถ้าไม่ลดหนี้วันนี้ = ดอกเบี้ยจะวิ่งแซงอัตราการเพิ่มของรายได้ ถ้าไม่มีแผนสำรอง = เหมือนขับรถลงเขาโดยไม่มีเบรก อย่ารอให้บริษัทเริ่มเลย์ออฟเงียบๆแล้วค่อยตั้งหลักครับ ปีนี้ต้อง lean ให้สุด ใจเย็นให้มาก และมองหาเงินก้อนใหม่ให้เร็ว Cash is not just king. It’s oxygen. กอดเงินสดไว้ให้แน่น แล้วใช้ชีวิตแบบระวังตัวกันครับ #ภาวะต้มกบ #เศรษฐกิจไทย #ชีวิตต้องคิดเผื่อพรุ่งนี้
เศรษฐกิจไทยรอบนี้ ผมว่าหนักกว่าโควิด และสิ่งที่น่ากลัวคือเป็นภาวะต้มกบ ค่อยๆซึม และลากยาว ยังไม่เห็นว่าจะจบยังไง . ถ้าเป็นไปได้ ควรสำรองเงินสด ลดหนี้ ทำให้ตัวเบาที่สุด ลดรายจ่ายไม่จำเป็น . กอดงานไว้ดีๆ มองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ และอย่าประมาทในการใช้ชีวิต สู้ๆครับทุกคน :)
16
19
3,060
ข้าราชการก็อาจไม่รอดในโลกที่คนทำงานน้อยลงแต่คนรอรับเงินมากขึ้น… ญี่ปุ่นเริ่มลดสวัสดิการผู้สูงอายุ อังกฤษขยับอายุรับบำนาญ ไทยกำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน เท่าที่หามา เจอสัญญาณอันตรายจากโครงสร้างประชากรไทยครับ ปี 2560: วัยทำงาน (15–59 ปี) = 65% ของประชากร ปี 2573 (คาดการณ์): เหลือ 55% (อ้างอิง: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2566) แปลว่า คนเสียภาษี กำลังหายไป ในขณะที่ งบบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ โตขึ้นทุกปี ปีงบประมาณ 2567: งบบำนาญข้าราชการ ≈ 4% ของงบทั้งหมด (ที่มา: สำนักงบประมาณ, 2566) ระบบบำนาญราชการไทย = รัฐจ่ายปีต่อปี ต่างจากระบบประกันสังคมหรือ กบข. ที่มีเงินออมจริง เสี่ยงมากถ้ารายได้รัฐลด หรือเศรษฐกิจชะลอ มาดูเคสต่างประเทศที่เจอเหมือนกัน แล้วเขาทำไงนะ? 🇯🇵 Japan: ปรับลดสวัสดิการสูงวัย - ลดเบี้ยยังชีพ 🇬🇧 UK: ขยับอายุรับบำนาญจาก 65 → 67 ปี 🇫🇷 France: ประท้วงทั่วประเทศเพราะจะเลื่อนเกษียณจาก 62 → 64 ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ยังไม่รอด แล้วไทยจะไปไกลได้แค่ไหนนะ? สรุปสั้นๆว่า การเป็นข้าราชการอาจไม่ใช่ทางลัดสู่ความมั่นคงอีกต่อไป ระบบที่สร้างขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน อาจดูแลเราไม่ไหวในอีก 30 ปีข้างหน้าครับ #ข้าราชการ #ภาษีลดคนแก่เพิ่ม #บำนาญใครจ่าย
ในอนาคต รับราชการก็อย่าคิดว่าจะปลอดภัย วัยทำงานลดลง คนจ่ายภาษีน้อยลงเรื่อยๆ รายได้รัฐลดลง รัฐจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายบำเหน็จบำนาญรักษาพยาบาลข้าราชการเกษียณไปได้ตลอด
9
1,551
548
258,922
ถ้าพวกเราหันมาใช้เหรียญสตางค์ = จะคุมเงินเฟ้อได้จริงหรือ? ลองคิดดูดีๆ ค่าข้าวราดแกงจาก 35 → 40 บาท = ขึ้นราคา 14% แต่ถ้าร้านขึ้นเป็น 35.50 แทน = ขึ้นแค่ 1.4% ต่างกันคนละโลกเลยครับ แต่ปัญหาใหญ่คือเราไม่ใช้เหรียญสตางค์ ร้านค้าเลยต้องกระโดด ราคาทีละ 5–10 บาท คิดว่าไม่ใช่เพราะโลภ แต่เพราะไม่มีเหรียญย่อยทอนมากกว่าครับ งานวิจัยจากแคนาดา (Bank of Canada 2013) และ ออสเตรเลีย (Australian Bureau of Statistics 1992) พบว่า แค่การเลิกใช้เหรียญเล็กทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.02%–0.05% ลองมองกลับกัน ถ้าเราใช้เหรียญสตางค์มากขึ้น ก็อาจช่วยให้ค่าข้าวไม่พุ่งโหดๆได้นะ (แม้จะลดเงินเฟ้อได้แค่ 0.01%–0.05% ก็เถอะครับ) แล้วทำไมคนไทยไม่ค่อยอยากใช้เหรียญสตางค์? เพราะพฤติกรรมคนไทยนั้น… >ชอบเลขกลม >ไม่สนเงินทอนต่ำกว่า 1 บาท >ร้านค้าเลยเลิกทอน แล้วก็ปัดแม่มเลย สตางค์อาจช่วยให้ค่าข้าวขึ้นช้าลง และยิ่งมี qr promptpay น่าจะทำให้เรา scan จ่ายได้สะดวกขึ้นอีกนะครับ แต่ถ้าน้ำมันขึ้น 10% / ค่าแรงโดด เหรียญเล็ก ๆ พวกนี้ ก็แค่ ใบพัดเล็กในพายุเศรษฐกิจยักษ์ครับ แต่ถึงอย่างนั้น… ทุกเหรียญก็มีพลังของมัน เพราะการลดเงินเฟ้อ ไม่ได้เริ่มจากรัฐบาล แต่อาจเริ่มจากกระเป๋าเราเองครับ #เงินเฟ้อ #เหรียญสตางค์ #เศรษฐศาสตร์
31 May 2025
มีหลายคนบอกว่าทำไมไม่ปัดเป็น.00 ไม่มีสตางค์ ขออนุญาตแชร์นะคะ อาจารย์เศรษฐศาสตร์เคยสอนเรา ว่าอยากให้ใช้เหรียญสตางค์กันเพราะว่าเวลาของขึ้นราคาคนขายจะไม่ขึ้นทีละ1บาทค่ะ เค้าก็จะปรับราคาขึ้นหลักสตางค์
1
19
6
2,281
ทำไมบางแอปทำให้เราอยากกลับไปใช้ซ้ำ ทั้งที่ไม่ได้แจกโปร ไม่ได้ให้แต้ม แต่แค่เปิดแอปก็รู้สึกชอบ คำตอบคือ emotional design ครับ ลองดู 3 แอปนี้ที่โตระเบิดจากความรู้สึกไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ Duolingo แอปเรียนภาษา ที่ไม่ใช่แค่สอนภาษา แต่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมอยู่กับเพื่อน มีมาสคอตนกสีเขียวที่พูดได้ ยิ้มได้ เศร้าเป็น ตอบถูก มันเฮ ร้องดีใจ ตอบผิด มันทำหน้าจ๋อย ทุกครั้งที่เปิดแอป = interaction ที่มีชีวิต สิ่งนี้เองที่ทำให้ยอดใช้งานรายวันโตจาก 14 ล้าน → 34 ล้านใน 2 ปี พร้อมยอดสมัครสมาชิกแบบเสียเงินที่พุ่งตามไปด้วย Phantom กระเป๋าเงินดิจิทัลที่อยู่ในโลกคริปโต ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน แต่ Phantom ออกแบบให้เหมือนแอปแชตหรือแอปเกม มีผีการ์ตูนน่ารักเป็นมาสคอต ใช้สีสันสดใส ทุกการกด สร้าง animation ที่ เบา สบาย ไม่กลัว มันทำให้โลกคริปโตที่เคยดูเย็นชาและน่ากลัว กลายเป็นพื้นที่ที่ เราเข้าใจได้ จนกลายเป็นแอปอันดับ 2 ในหมวด utility ของ US App Store เหนือกว่า IG และ WhatsApp ในบางช่วงครับ Revolut แอปการเงินที่เริ่มจากการโอนเงินข้ามประเทศ แต่วันนี้เป็นเหมือน แบงก์พรีเมียมในมือเรา แค่เปิด onboarding ก็รู้สึกเหมือนเดินเข้าแบรนด์หรู กราฟที่ใช้ติดตามการใช้เงิน มี glow ตอบสนอง บัตรเครดิตหมุน 3D สะท้อนแสง ทุกดีไซน์ถูก craft ให้เหมือน luxury product ไม่ต้องพูดเยอะ คนรู้เลยว่าของแพง และนี่คือ emotional trigger ที่ทำให้ลูกค้าระดับบนไว้ใจ และพร้อมจ่ายมากขึ้นครับ โดนสรุปนะครับ ทั้ง 3 แอปใช้ emotional design ต่างกัน Duolingo → ใช้ ความน่ารัก เพื่อสร้าง habit Phantom → ใช้ ความเป็นมิตร เพื่อลดความกลัว Revolut → ใช้ ความพรีเมียม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สำหรับแอปไทย ส่วนตัวยังไม่เห็นนะครับ หวังว่าจะมีบ้างครับ เพราะสุดท้ายแล้ว คนจะจำไม่ได้ว่าเรามีฟีเจอร์อะไร แต่จะจำได้ว่า รู้สึกยังไง ตอนใช้มันครับ #duolingo #phantom #revolut #EmotionalDesign #UXDesign #Fintech #Crypto #Edtech #DesignForHumans #ProductThinking #BrandEmotion ขอบคุณ Tim Gabe ที่วิเคราะห์มาให้ครับ น่าสนใจมากครับ
1
7
7
1,235
ลองดูรายละเอียดได้ที่นี่เลยครับ ใครจะตาม Tim Gabe ก็ไปตำกันได้เลยครับ youtu.be/Du2lkZ_cux8?si=5ekG…
315