สำนักข่าวออนไลน์ ที่เชื่อว่าความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศจะทำให้เกิดโอกาสและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด

Joined January 2022
2,771 Photos and videos
Pinned Tweet
"นี่คือราชอาณาจักรไทย" เพลงจาก Eros in Love ศิลปินนักแต่งเพลงออนไลน์ ที่มาพร้อมกับเพลงร็อคที่มีท่วงทำนองหนักหน่วง กระแทกเข้าไปในจิตใจของผู้พิทักษ์แผ่นดินไทยทุกคน!! --- แผ่นดินแห่งนี้ เป็นของคนไทย บรรพบุรุษ ปกป้องไว้ ให้ลูกหลาน เราจะไม่ยอม ให้ใครเข้ามารุกราน เราคนรุ่นหลัง จักสืบสาน คงสืบไป ศัตรูหน้าไหน หากเข้ามา เราพร้อมจะสู้ แดนดินทุกอณู คืออาณาเขต อธิปไตย เราเป็นหนึ่งเดียว รวมเลือดเนื้อ เป็นชาติเชื้อไทย แผ่นดินขวานทอง เราปกป้องไว้ด้วยความภาคภูมิ ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย ถึงแม้ว่าไทย นั้นรักสงบ ถึงเวลารบ ก็ไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด นี่คือราชอาณาจักรไทย ของคนไทย จะเป็นอย่างนี้สืบต่อไป ชั่วลูก สืบหลาน เห็นเรายิ้มแย้มอย่างนี้ ใช่ว่าจะยอม พวกอันธพาล ไม่ยอมให้ใคร เข้ามาเหยียดหยาม แล้วให้มันผ่านเลยไป โดยง่ายดาย นี่คือประเทศไทย แผ่นดินของคนไทย - บทเพลงโดย Eros in Love - ตัดต่อ MV โดย The Structure #TheStructure #TheStructureNews #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ErosInLove
5
7
2,976
การเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 19 มิถุนายน ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับโลกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ออกมาวิเคราะห์เจาะลึกถึง กระบวนการสร้างสันติภาพครั้งนี้ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความเปราะบางและตัวแปรที่คาดเดาได้ยาก 🔴 1. สัปดาห์แรกสุดอันตราย และตัวแปรที่ชื่อ 'อิสราเอล' ในช่วงสัปดาห์แรกของการเจรจา ถือเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ข้อตกลงนี้สะดุดคือ "อิสราเอล" โดยเฉพาะการที่อิสราเอลอาจหาจังหวะโจมตีเลบานอนเป็นระยะๆ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามอย่างหนักในการกดดันนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ให้ยุติการโจมตี ในขณะเดียวกัน ท่าทีของฝั่งอิหร่าน โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) คนใหม่ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะหยุดการรบทุกรูปแบบในเลบานอนและพื้นที่อื่นๆ หากมีการลงนามเกิดขึ้น ดังนั้น การขีดเส้นตายและควบคุมอิสราเอลให้อยู่ในกรอบ จึงเป็นบททดสอบแรกที่สหรัฐฯ ต้องผ่านไปให้ได้ 🔴 2. ช่วง 60 วัน: ปมยูเรเนียม 970 ปอนด์ และการคืนสินทรัพย์ หากผ่านสัปดาห์แรกไปได้ ระยะต่อไปคือช่วง 60 วันที่จะต้องลงรายละเอียดทางเทคนิค ประเด็นหลักคือการยกเลิกการคว่ำบาตร 2 ระดับ และการหารือเรื่องการคืนสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านให้กับอิหร่าน ซึ่งหากทำสำเร็จ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้สามารถกลับมาค้าขายและเดินหน้าเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ด่านหินในระยะนี้คือ การจัดการกับแร่ยูเรเนียมน้ำหนักราว 970 ปอนด์ ที่อิหร่านได้เสริมสมรรถนะไปแล้วถึงระดับ 60% ซึ่งต้องมีการตกลงกันว่าจะนำออกนอกประเทศ หรือส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำลายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย 🔴 3. การจัดการอาวุธนิวเคลียร์: ด่านสุดท้ายที่อาจใช้เวลา 3-5 ปี รศ. ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ระยะสุดท้ายคือการจัดการกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดและยังมองไม่ออกว่าอิหร่านจะยอมทิ้งไพ่ใบนี้อย่างไร การจะให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าไปตรวจสอบและทำลาย อาจต้องใช้เวลายืดเยื้อถึง 3-5 ปี 🔴 โอกาสของไทย: เร่งเปิด 'เรดาร์การทูต' ฟื้นสัมปทานน้ำมัน ในมิติของผลกระทบต่อประเทศไทย รศ. ดร.ปณิธาน เสนอแนะว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งเปิด "สัญญาณเรดาร์" ทางการทูตและประสานงานไปยังคู่ค้าในตะวันออกกลางโดยด่วน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้เริ่มขยับตัวและเปิดระบบเพื่อเตรียมรับผลประโยชน์จากการเปิดตลาดของอิหร่านแล้ว ที่สำคัญ ประเทศไทยมีสัญญาสัมปทานและข้อผูกพันในการซื้อน้ำมันกับอิหร่านที่ค้างคาอยู่หลายปี ช่วงเวลานี้จึงถือเป็น "โอกาสทอง" ที่ไทยควรเร่งเดินหน้าเจรจา เพื่อนำผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานกลับคืนมาสู่ประเทศ ก่อนที่จะตกขบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ #TheStructure #TheStructureNews #ปณิธานวัฒนายากร #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน
196
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อย่างดุเดือด กรณีการตรวจสอบความโปร่งใสและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานสังกัด กทม. ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้แสดงท่าทีในทำนองว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ จำเป็นต้อง "ให้เกียรติ" ข้าราชการและผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรวจสอบที่ติดตามปัญหาการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด น.ส.รักชนก ได้ออกมาตอบโต้แนวคิดดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุชัดเจนว่า "ท่านอาจจะให้เกียรติผิดคน ท่านอาจจะต้องเลือกให้เกียรติพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษี มากกว่าคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน" "อยากให้ท่านแสดงความจริงใจในการที่จะจัดการกับทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานครมากกว่านี้" น.ส.รักชนก กล่าว พร้อมย้ำว่า "การที่ออกมาพูดว่า เราจะต้องให้เกียรติคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน หรือว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเนี่ย ดิฉันคิดว่า ท่านอาจจะเลือกให้เกียรติผิดคน" นอกเหนือจากการวิจารณ์ด้วยถ้อยคำที่เฉียบขาดแล้ว น.ส.รักชนก ยังได้เปิดเผยถึงกลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ โดยระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กรรมาธิการติดตามงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคกำลังประเมินจังหวะเวลาทางการเมืองอย่างรัดกุม โดยอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการก่อนหรือหลังช่วงเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาว่าเป็นการฉวยโอกาสโจมตีทางการเมือง "เป็นประเด็นที่ท่านศุภณัฐได้ติดตามมาตลอดตั้งแต่สมัยที่แล้ว" น.ส.รักชนก กล่าวอ้างอิงถึงนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคเดียวกัน ที่ได้ติดตามและเจาะลึกปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดย น.ส.รักชนก ระบุเพิ่มเติมว่า หากดำเนินการหลังการเลือกตั้ง อาจจะมีการเชิญตัวอดีตผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาชี้แจงในกรรมาธิการด้วยตนเอง #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #พรรคประชาชน
104
กลายเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในการผลักดัน 'อุตสาหกรรมเกม' ให้ยกระดับขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดประตูสู่การจ้างงานทักษะสูงสำหรับคนรุ่นใหม่ ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า ประเด็นดังกล่าวผ่านการหารือร่วมกันอย่างเข้มข้นระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่าอุตสาหกรรมเกมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงทั้งระบบซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อีสปอร์ต เทคโนโลยีภาพและเสียง ไปจนถึงทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 🔴 ใบสั่งถึง 'ไชยชนก' ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน เพื่อให้ยุทธศาสตร์นี้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงนโยบายบนแผ่นกระดาษ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายโดยตรงไปยังนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เร่งเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมเกมไทยอย่างเต็มรูปแบบ โจทย์ใหญ่คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทเกมชั้นนำระดับโลกกับนักพัฒนาชาวไทย การปูพรมส่งเสริมบุคลากรด้านดิจิทัลและครีเอทีฟ ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อรองรับตลาดแรงงานโลกที่มีความต้องการทักษะด้านโปรแกรมมิ่ง กราฟิก แอนิเมชัน และการออกแบบเนื้อหาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 🔴 ใช้เวที 'Gamescom 2026' เป็นสปริงบอร์ดดูดทุนโลก หมุดหมายสำคัญที่จะถูกใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนและแสดงศักยภาพของไทย คือการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง 'gamescom asia x Thailand Game Show 2026' ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หากมองย้อนกลับไปที่สถิติของงานในปี 2568 จะพบว่าสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 206,000 คน จาก 95 ประเทศทั่วโลก รวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 5,500 คน และผู้แสดงสินค้าอีก 294 ราย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินมหาศาลและศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น 'ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาค' ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพื้นที่เวที 'Thailand Game Talent Showcase' ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและเยาวชนไทยได้โชว์ความสามารถด้านเทคโนโลยีและดีไซน์สู่สายตานักลงทุนนานาชาติ ความพยายามในการหยิบยกอุตสาหกรรมเกมขึ้นมาเป็นวาระระดับชาติในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวของภาครัฐที่พยายามหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อชดเชยโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่เริ่มชะลอตัว ทว่าความท้าทายหลังจากนี้คือ กระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง สนับสนุนเงินทุน และสร้างแรงจูงใจ (Incentives) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงความตื่นตัวชั่วคราวที่จบลงพร้อมกับการสิ้นสุดของงานอีเวนต์ระดับโลก #TheStructure #TheStructureNews #อุตสาหกรรมเกม #อนุทินชาญวีรกูล #ไชยชนกชิดชอบ
357
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองสหรัฐฯ ทันที ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุด เซท โมลตัน (Seth Moulton) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความสำเร็จดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าแท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นเพียง "เอกสารยอมจำนน" ของผู้นำสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน 🔴สูญเสียมหาศาล เพื่อกลับไปสู่จุดเดิม สส.พรรคเดโมแครต ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของสงครามครั้งนี้ว่า สหรัฐฯ ต้องสูญเสียเงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ และต้องแลกด้วยชีวิตทหารอเมริกันถึง 14 นาย เพียงเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เคยเปิดใช้งานตามปกติอยู่แล้วก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มต้น "สงครามโง่ๆ" นี้ขึ้นมา 🔴ตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายและอีโก้ส่วนตัว โมลตัน ยังชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งของนโยบายทรัมป์ โดยระบุว่าการที่สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกสินทรัพย์ที่ถูกอายัดมูลค่าสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน เพียงเพื่อแลกกับการ "เริ่มต้น" การเจรจาด้านนิวเคลียร์ ถือเป็นเรื่องที่น่าสมเพช (Pathetic) อย่างยิ่ง เขาได้ย้อนเกล็ดกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ (MAGA) ว่าในอดีตเคยโจมตีอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าเป็นคนขายชาติเพียงเพราะคืนเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ให้อิหร่าน แต่วันนี้ทรัมป์กลับมอบเงินก้อนที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัวโดยที่ยังไม่ได้ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เขายังตอกย้ำว่า ทรัมป์เป็นผู้ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับเดิมที่โอบามาทำไว้ เพียงเพราะความหลงตัวเอง (Vanity) และอคติส่วนตัวที่ต้องการทำลายผลงานของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งผลลัพธ์จากการกระทำดังกล่าว ทำให้อิหร่านสามารถเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และเข้าใกล้การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้มากกว่าเดิม ท่าทีของ สส.เดโมแครต ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์พยายามนำเสนอในฐานะ "ผลงานชิ้นโบแดง" กลับถูกมองจากขั้วการเมืองตรงข้ามว่าเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางยุทธศาสตร์ ที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายราคาแพงมหาศาล ทั้งในแง่ของงบประมาณ ชีวิตทหาร และดุลอำนาจด้านนิวเคลียร์ที่เสียเปรียบกว่าเดิม #TheStructure #TheStructureNews #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ
115
ดีลจบ! 'ทรัมป์' ประกาศบรรลุข้อตกลงอิหร่าน สั่งเปิดอ่าวฮอร์มุซดับไฟราคาพลังงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความสายฟ้าแลบผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทั้งหมดในทันที "ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกคน! ผมขออนุมัติอย่างเต็มรูปแบบให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง และในขณะเดียวกันนี้ ขอสั่งการให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในทันที... เรือทั่วโลก สตาร์ทเครื่องยนต์ของคุณได้เลย ปล่อยให้น้ำมันไหลเวียนเสียที! - ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์" 🔴 ดับไฟความตึงเครียด "ราคาพลังงานโลก" การประกาศเปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) แบบไร้ค่าผ่านทางและไร้การปิดล้อม ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือนสำหรับตลาดทุนและตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณความต้องการทั่วโลก ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นการปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนโดยตรง คำสั่ง "Let the oil flow!" หรือปล่อยให้น้ำมันไหลเวียน จะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงานกลับมาสู่สภาวะปกติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความตึงเครียดของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังเล่นงานเศรษฐกิจในหลายประเทศ 🔴 ขีดเส้นตายสมรภูมิเลบานอน เบรก 'อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์' อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ ทรัมป์ตระหนักดีว่าความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นในเลบานอนคือตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ดีลนี้พังทลายลงได้ ล่าสุดในวันเดียวกัน ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเฉียบขาดไปยังพันธมิตรอย่าง "อิสราเอล" รวมถึงกลุ่มติดอาวุธ "ฮิซบอลเลาะห์" โดยระบุว่า "ต้องไม่มีการโจมตีจากอิสราเอลในพื้นที่ใดๆ ของเลบานอนอีกต่อไป และต้องไม่มีการโจมตีจากฝ่ายอื่นใด รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่มุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลอีกต่อไปเช่นกัน" ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การทูตที่ดุดันและเด็ดขาดของทรัมป์ ที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ในตะวันออกกลางแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่ยอมให้ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอิสราเอล-เลบานอน ลุกลามจนกลายเป็นข้ออ้างให้ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านต้องสะดุดลง เพราะความอยู่รอดของสันติภาพตะวันออกกลางและเสถียรภาพของพลังงานโลกในขณะนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับการยุติเสียงปืนในเลบานอนอย่างแท้จริง #TheStructure #TheStructureNews #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #ราคาน้ำมัน
196
ชำแหละเครือข่าย 'สภาอุยกูรโลก' หลังประณามไทยประหารมือระเบิดพระพรหม โยงทุนสหรัฐฯ-NGO แทรกแซงจีนถึงไทย กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในมิติความมั่นคง เมื่อ "สภาอุยกูรโลก" (World Uyghur Congress - WUC) ได้ออกมาเคลื่อนไหวประณามประเทศไทยอย่างรุนแรง จากกรณีที่กระบวนการยุติธรรมของไทยมีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาชาวอุยกูร ที่ก่อเหตุวินาศกรรมวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 ซึ่งพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปกว่า 20 รายและบาดเจ็บนับร้อย การออกมาปกป้อง "ผู้ก่อการร้าย" ในคราบของ "ผู้ลี้ภัย" พร้อมกับโจมตีอำนาจอธิปไตยทางศาลของไทย ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว องค์กรที่อ้างตัวว่าเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง WUC นี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? และมี "มหาอำนาจ" ชาติใดคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง? 🔴 1. สภาอุยกูรโลก (WUC) กับท่อน้ำเลี้ยงจาก 'สหรัฐอเมริกา' เมื่อสืบค้นโครงสร้างทางการเงินและผู้สนับสนุนหลักของสภาอุยกูรโลก (WUC) จะพบว่าองค์กรนี้ไม่ได้ยืนหยัดด้วยเงินบริจาคของประชาชนทั่วไป แต่ได้รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาลจาก National Endowment for Democracy (NED) หรือ กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับงบประมาณโดยตรงจากรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (US Congress) ความสัมพันธ์อันแนบแน่นนี้ได้รับการยืนยันจากทาง WUC เอง โดยปรากฏบนเว็บไซต์ของ WUC ที่เคยออกแถลงการณ์แสดงความขอบคุณ NED ที่มอบเงินสนับสนุนการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้ WUC กลายเป็นองค์กรอุยกูรแห่งที่สองที่ได้รับทุนนี้ ต่อจากสมาคมอุยกูรอเมริกัน (Uyghur American Association - UAA) ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2019 NED ยังได้มอบรางวัล Democracy Award ให้แก่ WUC อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ออกมาระบุชัดเจนผ่านสื่อของรัฐว่า NED คือ "CIA ภาคพลเรือน" ที่ใช้กลไกการให้ทุนสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและองค์กรอย่าง WUC เพื่อเป้าหมายในการ "บ่อนทำลายความมั่นคงในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร" โดยใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมใหม่ (BRI) ของประเทศจีน 🔴 2. เครือข่าย NGO และฟอรั่มอาเซียน: แขนขาในการแทรกแซงภูมิภาค WUC ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการขยายเครือข่ายผ่านการจัดตั้งเวทีเสวนาและ "ฟอรั่มสิทธิมนุษยชนระดับอาเซียน" โดยจับมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ระดับนานาชาติและในภูมิภาค เพื่อสร้างกระแสกดดันรัฐบาลในประเทศอาเซียน (รวมถึงไทย) ไม่ให้ส่งตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวอุยกูรกลับไปยังประเทศจีน กลุ่ม NGO เหล่านี้มักจะทำงานสอดประสานกันเป็นเครือข่าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลในอาเซียนบังคับใช้กฎหมายกับชาวอุยกูร (เช่น การตัดสินคดีระเบิดราชประสงค์) เครือข่าย NGO เหล่านี้ก็จะออกแถลงการณ์ประณามในทิศทางเดียวกันทันที เพื่อสร้างภาพจำให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศในอาเซียนละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยละเลยข้อเท็จจริงด้านความมั่นคงและอาชญากรรมที่บุคคลเหล่านั้นก่อขึ้น 🔴 3. จุดเชื่อมโยงถึงไทย: ทุนตะวันตกกับ NGO ป่วนสถาบันฯ ความน่าสนใจและน่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศไทย คือการที่ "ท่อน้ำเลี้ยง" จากชาติตะวันตกอย่าง NED ที่สนับสนุนสภาอุยกูรโลกเพื่อป่วนจีนนั้น เป็นท่อน้ำเลี้ยง "แหล่งเดียวกัน" กับที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่ม NGO สื่ออิสระบางสำนัก และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยหลายกลุ่ม นี่คือรูปแบบของ "สงครามตัวแทน" (Proxy War) ยุคใหม่ ที่มหาอำนาจไม่ต้องส่งกองทหารเข้ามาบุกยึดประเทศ แต่ใช้การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านองค์กรสิทธิมนุษยชนบังหน้า เพื่อสร้างความแตกแยกภายในประเทศเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประเด็นแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงผ่านกลุ่มอย่าง WUC หรือการใช้ประเด็นแก้กฎหมายความมั่นคงและล้มล้างสถาบันฯ ในประเทศไทย การที่สภาอุยกูรโลก (WUC) ออกมาประณามศาลไทยในคดีระเบิดพระพรหม จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่คือการแสดงออกของเครือข่ายการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องการกดดันประเทศไทย สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เท่าทันเบื้องหลังขององค์กรเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจและเครือข่าย NGO ที่รับทุนต่างชาติเข้ามาบ่อนทำลายความมั่นคงของบ้านเมืองตนเอง อ้างอิง: [1] uyghurcongress.org/en/wuc-ap… [2] ned.org/2019-democracy-award… [3] english.scio.gov.cn/xinjiang… #TheStructure #TheStructureNews #สภาอุยกูรโลก #NED #สหรัฐอเมริกา
1
333
'ปตท.-บีไอจี' ผุดโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ชูประโยชน์สองต่อ สนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่ลดคาร์บอนจากกระบวนการผลิต LNG นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมไทย เมื่อ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เดินหน้าจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โครงการนี้ดำเนินการภายใต้ บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. และ บีไอจี โดยไฮไลต์สำคัญของโรงแยกอากาศ MAP2 คือการตอกย้ำยุทธศาสตร์ "ประโยชน์สองต่อ" ที่นำนวัตกรรมพลังงานมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบโจทย์ทั้งมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ดังนี้ 🔴 ต่อที่ 1: ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โครงการ MAP2 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท จะนำนวัตกรรมพลังงานความเย็นที่ได้จากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน โดยมีกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี ปริมาณก๊าซอุตสาหกรรมมหาศาลนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เข้าไปหล่อเลี้ยงภาคการผลิต ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ 🔴 ต่อที่ 2: ลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต LNG ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการแปลงสภาพ LNG กลับมาใช้ประโยชน์ (Cold Energy Utilization) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นแบบดั้งเดิม โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจากโรงแยกอากาศแห่งที่ 1 (MAP1) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 370,000 ตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการพัฒนานวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย แต่ยังสอดรับกับนโยบายพลังงานสะอาดระดับชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม หมายเหตุ: พิธีวางศิลาฤกษ์ได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท., ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ., นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี, นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. เข้าร่วมพิธี #TheStructure #TheStructureNews #PTT #BIG #NetZero
679
กระแสความไม่พอใจในหมู่โหวตเตอร์และผู้สนับสนุน "พรรคประชาชน" ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง จากกรณีที่ทางพรรคเปิดตัว นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยมีจุดยืนสนับสนุนเผด็จการและเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. สถานการณ์ยิ่งทวีความร้อนแรง เมื่อแกนนำและผู้นำทางความคิดของพรรคพยายามออกมากางปีกปกป้องการตัดสินใจดังกล่าวอย่างแข็งขัน โดยยกทฤษฎีการสร้าง "แนวร่วม" ในอดีตมาอธิบายความชอบธรรม ส่งผลให้นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และรุมวิพากษ์วิจารณ์ทิศทางของพรรคอย่างดุเดือด ล่าสุด รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ลี้ภัยทางการเมืองคดี ม.112 ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียในเชิงประชดประชันและเสียดสีทิศทางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนไว้อย่างเจ็บแสบ โดยระบุว่า: "สมัยตั้งพรรคใหม่ๆ ขยายแนวร่วม คือ ดึงมวลชนมาเป็นพวก สมัยนี้พอพรรคโตแล้ว ขยายแนวร่วม คือ ดึงอิลีทมาเป็นพวก แล้วถีบมวลชนทิ้ง" ข้อความของ รศ.ดร.ปวิน สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและความรู้สึกของนักวิชาการรวมถึงมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง ที่รู้สึกผิดหวังกับความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาชน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประกาศตัวว่าเป็นพรรคของมวลชนและต่อต้านกลุ่มอภิสิทธิ์ชน (Elite) อย่างชัดเจน แต่เมื่อถึงคราวลงสนามเลือกตั้งสำคัญ กลับเลือกที่จะใช้วิธีดึงตัวแทนจากขั้วอำนาจเก่ามาร่วมงานเพื่อหวังผลทางการเมือง พร้อมกับเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านและข้อท้วงติงจากฐานเสียงหลักที่คอยสนับสนุนพรรคมาตั้งแต่ต้น #TheStructure #TheStructureNews #ปวินชัชวาลพงศ์พันธ์ #พรรคประชาชน #สุรพลนิติไกรพจน์
1
182
ลุกลาม! ‘ปิยบุตร’ ยกทฤษฎี ‘เหมา-ทรอตสกี้’ ป้องพรรคประชาชนปมตั้ง ‘สุรพล’ ชี้ต้องดึงศัตรูเป็นแนวร่วม ก่อนทัวร์ลงซ้ำสอง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในฐานเสียงของ "พรรคประชาชน" อย่างหนัก ภายหลังการเปิดตัว นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยมีจุดยืนสนับสนุนการรัฐประหารและเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค นำมาซึ่งกระแสต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากโหวตเตอร์ฝั่งประชาธิปไตย เพื่อเป็นการลดทอนกระแสต่อต้านและอธิบายยุทธศาสตร์ของพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความเชิงวิชาการ ยกตัวอย่างทฤษฎีการเมืองของ เหมา เจ๋อตุง (อดีตผู้นำจีน) และ ลีออน ทรอตสกี้ (นักปฏิวัติมาร์กซิสต์รัสเซีย) ว่าด้วยเรื่อง "ยุทธวิธีแนวร่วม" (United Front) อย่างไรก็ตาม การยกงานเขียนของผู้นำคอมมิวนิสต์สายอำนาจนิยมมาอธิบายในครั้งนี้ กลับทำให้เกิดกระแสตีกลับ (Backlash) อย่างหนักหน่วงกว่าเดิม โดยเฉพาะจากนักวิชาการฝ่ายซ้ายและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่มีแนวคิดเสรีนิยม โปรชาติตะวันตก และต่อต้านเผด็จการ จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่นายปิยบุตรโพสต์ สามารถสรุปสาระสำคัญและนัยทางการเมืองที่ต้องการสื่อสารเพื่อปกป้องยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนได้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 🔴 1. โมเดล "เหมา เจ๋อตุง" : ความยืดหยุ่น ยอมจับมือศัตรูเพื่อสู้กับภัยที่ใหญ่กว่า นายปิยบุตรยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเหมา เจ๋อตุง ยอมลดความขัดแย้งและหันไปจับมือกับศัตรูตัวฉกาจอย่าง "พรรคก๊กมินตั๋ง" รวมถึงกลุ่มนายทุนชาติ เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ "จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น" ▪️กำลังพรรคยังไม่พอ: ปิยบุตรชี้ให้เห็นว่าในภาวะที่กำลังของพรรคยังไม่เข้มแข็งพอที่จะชนะเบ็ดเสร็จ การโดดเดี่ยวตัวเอง (ลัทธิปิดประตู) ถือเป็นความผิดพลาด ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องคือต้องสร้าง "แนวร่วม" ที่กว้างขวาง ▪️สู้กับศัตรูหลัก: การดึงผู้ที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม (เช่น นายสุรพล หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม) เข้ามาเป็นแนวร่วม ไม่ใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ แต่เป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธีเพื่อต้อน "ศัตรูหลัก" (ระบอบอำนาจในปัจจุบัน) ให้อยู่ในที่แคบ และดึงมวลชนจากฝั่งตรงข้ามมาเป็นพวก ▪️เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร: เป้าหมายแฝงคือการดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางความคิด ยกระดับให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคในท้ายที่สุด 🔴 2. โมเดล "ลีออน ทรอตสกี้" : รวมการเฉพาะกิจ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" ในส่วนของทรอตสกี้ นายปิยบุตรยกตัวอย่างบริบทในประเทศเยอรมนีช่วงที่ฮิตเลอร์กำลังเรืองอำนาจ ทรอตสกี้เสนอให้พรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน จับมือกับพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งเป็นพรรคที่คอมมิวนิสต์เกลียดชังและมองว่าเป็นพวกปฏิรูปจอมปลอม เพื่อเป้าหมายเฉพาะหน้าร่วมกันคือการหยุดยั้งระบอบฟาสซิสต์-นาซี ▪️ไม่ได้ควบรวมอุดมการณ์: การดึงตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาร่วมงาน เป็นเพียง "แนวร่วมเฉพาะกิจ" (United Front) เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้น (เช่น การชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.) ไม่ใช่การควบรวมอุดมการณ์หรือสูญเสียความเป็นอิสระของพรรค ▪️ใช้การต่อสู้ดึงมวลชน: การร่วมมือกันในทางปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้า จะเป็น "สะพานเชื่อม" ที่ทำให้พรรคก้าวหน้าสามารถซื้อใจและดึงเสียงสนับสนุนจากมวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมหรือชนชั้นกลางที่ยังลังเล ให้หันมาสนับสนุนพรรคได้ในอนาคต --- ความพยายามของนายปิยบุตรในการใช้ทฤษฎีการเมืองของฝ่ายซ้ายจัด (Marxist-Leninist) เพื่ออธิบายความชอบธรรมในการดึงบุคลากรที่เคยสนับสนุนเผด็จการมาร่วมงานนั้น มีนัยเพื่อบอกโหวตเตอร์ว่า "การเมืองต้องมีความยืดหยุ่น รู้จักจัดลำดับความสำคัญของศัตรู และไม่ควรบริสุทธิ์นิยมจนโดดเดี่ยวตัวเอง" แต่ความผิดพลาดในเชิงการสื่อสารคือ การหยิบยกตัวละครทางประวัติศาสตร์อย่าง "เหมา-ทรอตสกี้" ซึ่งมีภาพจำผูกติดกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จและการนองเลือด มาใช้อธิบายกับฐานเสียงพรรคประชาชนที่เชิดชูสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จึงนำมาซึ่งความไม่พอใจและการตั้งคำถามถึงทิศทางของพรรคที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #สุรพลนิติไกรพจน์ #ปิยบุตรแสงกนกกุล
2
1
1,596
ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้คลี่คลายลงและกลายเป็นเพียงโรคประจำฤดูกาล ทว่าบาดแผลทางสังคมและผลกระทบจาก "ข้อมูลข่าวสาร" ในช่วงวิกฤตยังคงเป็นบทเรียนที่น่าศึกษาย้อนหลัง ล่าสุด ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อถอดบทเรียนและสะท้อนความรู้สึกในช่วงเวลาที่มรสุมทางการเมืองและกระแสโซเชียลมีเดียโหมกระหน่ำใส่บุคลากรทางการแพทย์ ศ.นพ.ยง ได้หยิบยกประเด็นการถูกล่าแม่มด การถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ไปจนถึงความเจ็บปวดจากการถูกตัดสิทธิในการบรรยายวิชาการให้นิสิตแพทย์ เพียงเพราะความหวาดกลัวต่อกระแสต่อต้าน ทั้งที่ในเวลาต่อมา ผลงานวิจัย "สูตรฉีดวัคซีนไขว้" ของไทย กลับได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกลายเป็นแนวทางที่ใช้กันทั่วโลก โดยเนื้อหาทั้งหมดที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ได้ระบุไว้ มีรายละเอียดดังนี้ --- "โควิด 19 ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดู เหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลาย 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด 19 และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19 ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆมากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆนอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์ เมื่อดูวีดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆสบายดี แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้ ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆกัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์" #TheStructure #TheStructureNews #ยงภู่วรวรรณ #Fakenews #ข่าวปลอม
2
1,190
ลุยงานต่อเนื่อง! ‘สุรศักดิ์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงสำรวจพื้นที่หัวลำโพงแบบไร้หมายกำหนดการ หวังนำหัวลำโพงกลับมาเป็นจุดเริ่มต้นท่องเที่ยวทางรถไฟ นำนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรอง กระจายรายได้ลงชุมชน ดึงกูรูรถไฟร่วมทีมทำงาน ลุยปั้น ‘ท่องเที่ยวทางราง’ สู่ระดับสากล กรุงเทพฯ – 3 มิถุนายน 2569 – ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ท้องสนามหลวง ในช่วงเช้าวันนี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางลงพื้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ทันที เพื่อสำรวจศักยภาพพื้นที่จริงด้วยมุมมองของนักท่องเที่ยว เตรียมเดินหน้าพลิกโฉมสถานีประวัติศาสตร์ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประสบการณ์ การลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนนี้ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการประชุมระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้มีมติบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทางรางของไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าให้หัวลำโพงเป็นสถานีต้นทาง (Hub) สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเส้นทางรถไฟ เพื่อกระจายรายได้และนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม นายสุรศักดิ์ เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่แบบส่วนตัวในครั้งนี้ว่า "การที่เราจะพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวได้ตรงจุด เราต้องมาดูให้เห็นกับตาตัวเองในแบบเดียวกับที่นักท่องเที่ยวทั่วไปได้เห็นและสัมผัส เพื่อให้ทราบอย่างแท้จริงว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะสามารถเข้าไปเติมเต็มและทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม ในมิติใดได้บ้าง เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว" ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังได้พบกับ คุณแฮม-วันวิสข์ เนียมปาน อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเจ้าของเพจ ‘ทีมนั่งรถไฟ กับ นายแฮมมึน’ พร้อมด้วยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่รักการเดินทางด้วยรถไฟ โดยนายสุรศักดิ์ได้ใช้โอกาสนี้ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะจากมุมมองของผู้ใช้งานจริง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาของคณะทำงานร่วมระหว่างสองกระทรวง พร้อมกันนี้ นายสุรศักดิ์ได้กล่าวเชิญชวนคุณวันวิสข์ ให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานร่วมฯ เพื่อใช้ความเชี่ยวชาญและความตั้งใจที่มี ขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวทางรางให้เกิดขึ้นจริงและตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่มต่อไป #TheStructure #TheStructureNews #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สุรศักดิ์พันธ์เจริญวรกุล #รฟท
215
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่า ได้ต่อสายตรงด่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ด้วยถ้อยคำรุนแรงและเต็มไปด้วยคำสบถจริง โดยชนวนเหตุมาจากความหงุดหงิดที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าเปิดศึกในเลบานอน ซึ่งขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการเจรจาสงบศึกกับอิหร่าน ทรัมป์ได้เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ "Pod Force One" โดยยืนยันว่ารายงานของสำนักข่าว Axios ที่ระบุว่าเขาด่าผู้นำอิสราเอลนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งเนื้อหาในสายโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ระเบิดอารมณ์ใส่เนทันยาฮูอย่างดุเดือดว่า "นายมันโคตรบ้าเลย นายคงต้องติดคุกไปแล้วถ้าไม่มีฉัน ฉันกำลังช่วยชีวิตนายอยู่ ตอนนี้ทุกคนเกลียดนายกันหมดแล้ว และทุกคนก็เกลียดอิสราเอลเพราะสงครามครั้งนี้" ทรัมป์ชี้แจงว่าเขาไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกหงุดหงิดที่เนทันยาฮูเอาแต่ทำสงครามกับเลบานอนไม่หยุด จนเขาต้องบอกว่า "บีบี เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว" ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ชนวนเหตุของรอยร้าวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางในตะวันออกกลาง หลังจากอิสราเอลเปิดฉากบุกเลบานอนเพื่อกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อิหร่านยื่นคำขาดว่าจะไม่ยอมลงนามในข้อตกลงยุติสงครามกับสหรัฐฯ เว้นแต่มาตรการหยุดยิงจะครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย เมื่อถูกถามว่าเขาโดนเนทันยาฮู "หลอก" ให้โจมตีอิหร่านหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธพร้อมสวนกลับว่าเขาเป็นคนเริ่มปฏิบัติการนี้เองเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวทวงบุญคุณทิ้งท้ายว่า "ถ้าไม่มีผม ตอนนี้คงไม่มีประเทศอิสราเอลอยู่แล้ว" ทรัมป์ย้ำว่าหากเขาไม่สั่งถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในสมัยแรก อิสราเอลคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้มาก แม้ว่าในมุมของนักวิจารณ์จะมองว่า การฉีกสัญญาของทรัมป์จะกลายเป็นชนวนทำให้อิหร่านเร่งสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงจนเข้าใกล้การสร้างอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าเดิม และทำให้การเจรจาในปัจจุบันยากขึ้นก็ตาม #TheStructure #TheStructureNews #โดนัลด์ทรัมป์ #สหรัฐอเมริกา #อิสราเอล
221
La Mode en Majesté : แฟชั่นในฐานะของการทูตเชิงวัฒนธรรม ในโลกสมัยใหม่ อำนาจของรัฐมิได้ดำรงอยู่ผ่านกำลังทางทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น หากยังแสดงตัวผ่านทางวัฒนธรรม ในบริบทที่จะกล่าวต่อจากนี้ แฟชั่น จึงมิได้เป็นเพียงเรื่องของการแต่งกาย หากเป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่รัฐสามารถใช้เพื่อสื่อสารตัวตนและสถานะของตนต่อประชาคมโลก นิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" หรือ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs ณ กรุงปารีส จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในเชิงการเมืองวัฒนธรรม เพราะนิทรรศการนี้มิได้เพียงจัดแสดงฉลองพระองค์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หากยังเป็นพื้นที่แห่งการเล่าเรื่องชาติ ผ่านสุนทรียศาสตร์ของราชสำนักไทย ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานเกือบ 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์และเครื่องประดับ ซึ่งส่วนใหญ่ออกแบบโดยนักออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) และห้องเสื้อปักประดับ เลอซาจ (Lesage) ตลอดจนผลงานจากนักออกแบบชาวไทย เพื่อบอกเล่าและเน้นย้ำถึงวิวัฒนาการของการแต่งกายในราชสำนักไทย และความสง่างามของชุดไทยบนเวทีระดับสากล โครงสร้างหลักของนิทรรศการถูกร้อยเรียงเรื่องราวผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (Queen Sirikit: The Image of a Nation) ซึ่งพระสไตล์และความร่วมสมัยของพระองค์ ได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อภาพลักษณ์และมุมมองที่ประชาคมโลกมีต่อประเทศไทย ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ จะพบว่าฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างภาพแทนของความเป็นไทย บนเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 ซึ่งโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ประเทศไทยในเวลานั้น มิได้ต้องการเพียง "การยอมรับทางการเมือง" หากยังต้องการแสดงถึง อัตลักษณ์ในฐานะชาติเอเชียสมัยใหม่ที่มีอารยธรรม มีรสนิยม และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกตะวันตก ให้ปรากฎแก่สายตาสายโลก เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ ปิแอร์ บัลแมง เป็นผู้ออกแบบและดูแลฉลองพระองค์ ซึ่งสามารถผสมผสานและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทย ผ่านทักษะงานฝีมือชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว บัลแมงได้เข้าถึงศิลปะการแต่งกายของไทยในฐานะงาน "โอต์ กูตูร์" (Haute couture) อย่างแท้จริง เขาได้ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับรูปทรง สัดส่วน และสิ่งทอ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมการ "นุ่ง" และ "ห่ม" แบบดั้งเดิม มากกว่าการตัดเย็บโครงสร้างเสื้อผ้าแบบตะวันตก เมื่อผสานกับการใช้ผ้าไหมไทย ผ้าไหมยกดอก ผ้ามัดหมี่ และงานปักประดับ เขาจึงสามารถรังสรรค์โครงสร้างฉลองพระองค์ที่สง่างาม เหมาะสมกับงานระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการ โดยยังคงความหยั่งรากลึกในประเพณีไทยและเปิดรับความทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ การออกแบบฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม รวมถึงการร่วมงานกับ Pierre Balmain จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางแฟชั่น หากเป็น การเจรจาระหว่างอัตลักษณ์กับความทันสมัย โดยยังรักษารากทางวัฒนธรรมไทยไว้อย่างมีศักดิ์ศรี สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน การที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์การจัดนิทรรศการ "ราชพัสตราสู่สากล" และทรงเสด็จด้วยพระองค์เองในพิธีเปิดงานที่กรุงปารีส ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญด้านการทูตเชิงวัฒนธรรมของราชอาณาจักรไทย เพื่อผลักดันให้ "ชุดไทย" เข้าสู่การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ประจำปี 2569 อีกด้วย ดังพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ว่า “สมเด็จย่าทรงใช้แฟชั่นเหมือนสื่อกลางทางการทูต” ถือเป็นการอธิบายแก่นแท้ของการฑูตทางวัฒนธรรม ได้อย่างดีเยี่ยม การสืบสาน รักษา และต่อยอด มรดกวัฒนธรรมที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงริเริ่มไว้ ให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ก็เพื่อย้ำเตือนให้ชาวโลกเห็นไทยในฐานะชนชาติที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมที่งดงามและพร้อมจะเปิดรับความทันสมัยอย่างชัดเจน เพราะแฟชั่นในที่นี้มิได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความงาม หากทำหน้าที่เป็นภาษาทางอารยธรรมที่สามารถสื่อสารความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และสถานะของชาติได้โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ --- บทความโดย ดร.วรรณชนก บุญปราศภัย คอลัมนิสต์ The Structure และนักวิจัยผ้าไทย #TheStructure #TheStructureNews #ราชวงศ์จักรี #ชุดไทยพระราชนิยม #เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี
1
75
“อนุชา” เปิดตัว 5 นโยบาย “เมืองฟ้าอมร... and more” อาสาเป็นนักบริหารเชื่อมคน-เชื่อมเมือง “คน-เมือง-เจมส์” ยกระดับกรุงเทพฯ สู่มหานครที่สมบูรณ์แบบ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร... and more” ว่า ตนมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการ พลิกโฉมการบริหารงานของ กทม. จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงทุกมิติของเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน นายอนุชา กล่าวว่า แนวคิด “And More” คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรุงเทพมหานครไม่หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นเมืองที่ซ่อมแซมปัญหาไปวันๆ แต่จะต้องเป็นเมืองที่ “สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้มากขึ้น” โดยตนพร้อมอาสาเป็นผู้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งระบบระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชนเข้าด้วยกัน ผ่าน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. “เดินทางสะดวก” : มุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือ EV นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน 2. “เมืองสะอาด” : พลิกโฉมระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก (เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 3. “ใช้ชีวิตสบาย” : เพิ่ม “บ้านพักผู้สูงอายุ” เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ให้เป็น “คลินิกชุมชน” ที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากนี้ จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐและเอกชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space สำหรับศิลปิน รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) การค้าขายและสถานบันเทิงให้ชัดเจน 4. “มีรายได้มากขึ้น” : ผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้ 5. “ตรวจสอบได้หมด” : ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน “นโยบายทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่แยกส่วนกัน แต่คือฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ผมเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ และผมพร้อมที่จะเป็นผู้ว่าฯ ที่เชื่อมเมือง เชื่อมคน และเชื่อมการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเมืองฟ้าอมรที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #อนุชาบูรพชัยศรี
46
'ภราดร' สวนกลับฝ่ายค้าน ยันไม่มี 'ระบอบสีน้ำเงิน' มีแต่พรรคที่โตได้เพราะผลงานช่วง 'สีส้ม' หนุนตั้งรัฐบาล กลายเป็นประเด็นโต้กลับทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนหรือเอเจนต์ของสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" นายภราดรได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในระบบการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองล้วนเป็นเอเจนต์ของประชาชนที่ตัดสินใจกากบาทเลือกเข้ามา ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาชนเอง พรรคภูมิใจไทยก็นำเสนอนโยบายและได้รับความไว้วางใจ จนได้รับเลือกเข้ามาเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเช่นกัน สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง "ระบอบสีน้ำเงิน" นั้น นายภราดรระบุว่าตนไม่เข้าใจความหมายของวาทกรรมดังกล่าว ทราบเพียงว่าพรรคภูมิใจไทยใช้สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ จึงยอมรับในฐานะ "พรรคสีน้ำเงิน" แต่ปฏิเสธการมีอยู่ของระบอบดังกล่าว พร้อมย้อนรอยถึงที่มาการเติบโตของพรรคว่า ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของ "พรรคสีส้ม" ในอดีต "พรรคสีน้ำเงินเติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นเราโตขึ้นจากพรรคสีส้ม เดิมทีพรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้เรามีโอกาสเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตาม MOA" นายภราดรกล่าวย้ำว่า ในช่วงเวลาเพียงสองเดือนกว่านั้น พรรคได้ใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และทำให้พรรคสีน้ำเงินผงาดขึ้นมาครองเสียงสนับสนุนถึง 192 เสียงในสภา ในช่วงท้าย แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้ฝากข้อคิดไปยังพรรคประชาชน โดยมองว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล พร้อมเชิญชวนให้หันมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้กลไกสภาในการตรวจสอบท้วงติงอย่างมีเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันหาทางออก มากกว่าการสร้างวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่มีอยู่จริง #TheStructure #TheStructureNews #ภราดรปริศนานันทกุล #พรรคภูมิใจไทย #พรรคประชาชน
1
2
78
'สาธิต' เตือน 'ระบอบสีน้ำเงิน' ฝังรากลึก แทรกแซง สว.-องค์กรอิสระ ชี้อันตรายกว่า 'ระบอบทักษิณ' กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาทางการเมืองอย่างมาก เมื่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์โดยชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวของโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันที่ถูกเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลและฝังรากลึกในระบบการเมืองไทย ยิ่งกว่า "ระบอบทักษิณ" ในอดีต นายสาธิต อธิบายว่า คำว่า "ระบอบ" ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่หมายถึงพฤติกรรมและวิธีการที่จะได้มาซึ่งอำนาจ การบริหารอำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป รวมถึงการเอาตัวรอดจากกระบวนการยุติธรรม ในอดีต "ระบอบทักษิณ" ถูกมองว่าเป็นการใช้ทุนซื้อข้าราชการหรือองค์กรอิสระ ซึ่งยังมีข้อจำกัดและอาจจะยังแทรกแซงได้ไม่ครบถ้วน แต่สำหรับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปัจจุบันนั้น นายสาธิตชี้ว่ามีความโยงใยและมีเครือข่ายที่ชัดเจนในระดับที่สูงกว่ามาก กลไกสำคัญที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินทรงพลัง คือการเชื่อมโยงกับ วุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีอำนาจหลักในการรับรองและเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ "เราจะเห็นชัดเลยว่า บุคคลในบางวิชาชีพที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าไปที่ สว. มักจะถูกปฏิเสธหรือตีตกหลายครั้ง ทั้งที่มีความเหมาะสม ในขณะเดียวกัน บุคคลที่มาจากกระทรวงที่เครือข่ายสีน้ำเงินเคยเป็นผู้บริหารมาก่อน กลับผ่านการรับรองได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีการตีกลับอะไรมากนัก ซึ่งนี่คือการตั้งคำถามถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น" นายสาธิต ระบุ นอกจากนี้ นายสาธิตยังได้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมถึงผลลัพธ์ของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในองค์กรอิสระ นั่นคือกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งสวนทางกับคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้สังคมเริ่มเห็นภาพความเชื่อมโยง ตั้งแต่กระบวนการในชั้น สว. ไปจนถึงการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระ และผลลัพธ์ของการตัดสินคดีสำคัญต่างๆ "มันเป็นการโยงใยที่มีเหตุมีผลพอสมควร เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าระบอบสีน้ำเงินในวันนี้ อาจจะมีน้ำหนักและน่ากลัวมากกว่าระบอบทักษิณด้วยซ้ำไป" นายสาธิต กล่าวทิ้งท้าย #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #สาธิตปิตุเตชะ #ระบอบสีน้ำเงิน
2
1
52
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ขอบคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ช่วยซื้อบ้านเก่าของปรีดี พนมยงค์ ช่วงลี้ภัยที่ฝรั่งเศสเก็บเอาไว้ พร้อมเปรียบเทียบกับบ้าน Atatürk "บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี" ที่ถูกให้ความสำคัญ ต่างจากบ้านของนายปรีดี ที่ไม่ถูกเหลียวแลจาก "รัฐบาลของราชอาณาจักรไทย" --- [บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์] เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ทึ่ Thessaloniki ประเทศกรีซ ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürk ผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี แล้วไฉนกลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ Mustafa Kemal Atatürk เกิดที่ Thessaloniki ในสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้น เรียกชื่อว่า Salonika จนกระทั่งถึงสงครามบอลข่านในปี 1912 เมืองนี้ตกมาเป็นของกรีซ และเรียกชื่อว่า Thessaloniki ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเป็นดินแดนของกรีซแล้ว ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์รำลึกถึง “บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี” ได้? ตามประวัติของบ้านหลังนี้ ที่ปรากฏในแผ่นป้ายอธิบายในพิพิธภัณฑ์ บรรยายไว้ว่า บ้านหลังนี้ เปลี่ยนเจ้าของไปมา จนมาถึงพ่อของ Atatürk Atatürk เกิดที่นี่ในปี 1881 ต่อมาพ่อของเขาตาย ในปี 1886 แม่ของเขาได้ปล่อยบ้านหลังนี้ให้คนเช่า และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆเพื่อลดค่าใช้จ่าย และย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง Atatürk ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เรียนหนังสือโรงเรียนสามัญ และโรงเรียนเตรียมทหารที่นี่ จนกระทั่งปี 1912 เมืองนี้ตกเป็นของกรีซ ครอบครัวของเขาจึงย้ายไปอยู่ที่อิสตันบูล บ้านหลังนี้ ตกไปอยู่กับคนกรีซ จนกระทั่งครบรอบ 10 ปีสาธารณรัฐตุรกี เมืองเทซซาโลนิกี ได้ติดตั้งป้ายหินอ่อน เขียนข้อความในภาษากรีก เติร์ก และฝรั่งเศสว่า “อตาเติร์กเกิดที่บ้านหลังนี้“ ในปี 1937 เทศบาลเมืองเทซซาโลนิกี ได้ซื้อบ้านหลังนี้และยกให้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน รัฐบาลตุรกี ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานกงสุลตุรกีประจำเมืองเทซซาโลนิกี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพืพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สะดุดหยุดลงไปหลายช่วง ด้วยเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และความขัดแย้งกันของสองประเทศ พิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมได้ในปี 1953 ครบรอบ 15 ปีการจากไปของอตาเติร์ก มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้งในปี 1966 1985 1990 1999 2012 และล่าสุด 2024/2025 ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวตุรกีที่มาเยือนกรีซหรือเทซซาโลนิกี ต่างก็มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ่ายรูป รำลึกถึง เมื่อสักครู่ที่ผมเข้าเยี่ยมชม ก็มีแต่คนตุรกีเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมา เมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศส ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิต บทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกัน เป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติ แต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทย ผลักดันให้มีการซื้อคืนเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antony เพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่ ไม่มึเลย อย่าว่าแต่ให้มีเลย คน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ (ผมทราบเรื่องนี้ เพราะ เมื่อคราวธนาธรมาทำนิติกรรมซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง) ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกัน แต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้ เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 1.6 ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้ และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์) หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไป น้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย แต่เกิดขึ้นได้ เพราะ เจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทย ที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับ บ้าน เลขที่ 27 Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้าน เลขที่ 17 ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #คณะก้าวหน้า #ปิยบุตรแสงกนกกุล
1
1,336
ปิดตำนาน 3 เกลอ ‘สายล่อฟ้า’ รวบ ‘ชวนนท์’ หนีคดีเช็คเด้ง ตามรอย ‘เทพไท’ เหลือเพียง ‘ศิริโชค’ ย้อนรอยวิบากกรรมคดีหมิ่น ‘ยิ่งลักษณ์’ จากรายการทอล์กโชว์การเมืองชื่อดังของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต วันนี้ชะตากรรมของ 3 พิธีกรรายการ "สายล่อฟ้า" ช่อง Blu Sky กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่ออดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต" กลายเป็นอดีตนักการเมืองคนล่าสุดของกลุ่ม ที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมายจนถึงขั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม หากย้อนดูเส้นทางของ 3 เกลอสายล่อฟ้า จะพบว่าปัจจุบัน 2 ใน 3 ของผู้ดำเนินรายการล้วนตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาจนไม่สามารถรอดพ้นสภาพการถูกควบคุมตัวได้ เหลือเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ เพียงคนเดียวที่ยังไร้ชนักติดหลังในเวลานี้ 🔴 'ชวนนท์' จนมุมตำรวจ ปทส. คดีเช็คเด้ง 100 ล้าน ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุม ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ตามหมายจับของศาลอาญาพระโขนง ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค (คดีเช็คเด้ง) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท พฤติการณ์ในคดีนี้คือการออกเช็คเพื่อชำระหนี้โดยมีเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็ค ซึ่งก่อนหน้านี้ชวนนท์เคยถูกศาลออกหมายจับมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากมีพฤติการณ์จงใจหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาหรือสอบคำให้การตามนัดหมายของศาล ทำให้เขาต้องสิ้นสภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดี และกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีในที่สุด 🔴 รอยทางที่ตาม 'เทพไท เสนพงศ์' สู่เรือนจำ การถูกจับกุมของชวนนท์ ทำให้นึกถึงวิบากกรรมของเพื่อนร่วมรายการอย่าง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย ที่ไม่เคยสอบตก แต่สุดท้ายต้องปิดฉากเส้นทางสภาผู้แทนราษฎรด้วยคดีอาญาเช่นกัน ในปี 2565 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกเทพไทและน้องชาย (มาโนช เสนพงศ์) เป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช ส่งผลให้เทพไทต้องถูกคุมตัวเข้าเรือนจำทันที (ปัจจุบันได้รับการพักโทษและใส่กำไล EM หลังจำคุกมาได้ 16 เดือน) 🔴 ย้อนรอยวิบากกรรมร่วม: คดี ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ และการขออภัย ‘ยิ่งลักษณ์’ ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายไปเผชิญคดีส่วนตัว ทั้งสามคนเคยมีวิบากกรรมร่วมกันอันเกิดจากการจัดรายการ 'สายล่อฟ้า' ในคดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสามคนในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2555 เมื่อทั้งสามร่วมกันจัดรายการและวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว (ว.5) ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยใช้ถ้อยคำและบริบทที่สื่อไปในทางชู้สาวและประพฤติผิดจริยธรรม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทั้งสามคนมีความผิดจริง ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี แต่จุดพลิกผันที่สังคมจดจำได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกา (ปี 2561) เมื่อทั้งสามคนเสี่ยงที่จะถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ทั้งสามคนได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกยอมรับผิด และนายศิริโชคได้โพสต์ขออภัยนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอความเห็นใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถอนฎีกา ซึ่งอดีตนายกฯ ก็ยินยอมที่จะให้อภัยและมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความ แม้ในท้ายที่สุด ศาลฎีกาจะไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องเนื่องจากทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลก็เมตตาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ "ให้รอลงอาญา" ทำให้ทั้ง 3 คนรอดคุกมาได้อย่างหวุดหวิดจากการยอมกลืนเลือดขอโทษในวันนั้น วันนี้ บริบททางการเมืองเปลี่ยนไป รายการสายล่อฟ้ากลายเป็นเพียงอดีต เช่นเดียวกับสถานภาพของ 2 ใน 3 พิธีกรฝีปากกล้า ที่ก้าวพลาดจากเวทีการเมือง สู่การเป็นผู้ต้องหาและนักโทษในคดีอาญา เหลือรอดเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่นอกเรือนจำเพียงคนเดียวในขณะนี้ #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #สายล่อฟ้า #ชวนนท์อินทรโกมาลย์สุต
3
3
203