Filter
Exclude
Time range
-
Near
การเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 19 มิถุนายน ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับโลกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ออกมาวิเคราะห์เจาะลึกถึง กระบวนการสร้างสันติภาพครั้งนี้ที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความเปราะบางและตัวแปรที่คาดเดาได้ยาก 🔴 1. สัปดาห์แรกสุดอันตราย และตัวแปรที่ชื่อ 'อิสราเอล' ในช่วงสัปดาห์แรกของการเจรจา ถือเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ข้อตกลงนี้สะดุดคือ "อิสราเอล" โดยเฉพาะการที่อิสราเอลอาจหาจังหวะโจมตีเลบานอนเป็นระยะๆ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามอย่างหนักในการกดดันนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ให้ยุติการโจมตี ในขณะเดียวกัน ท่าทีของฝั่งอิหร่าน โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) คนใหม่ ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะหยุดการรบทุกรูปแบบในเลบานอนและพื้นที่อื่นๆ หากมีการลงนามเกิดขึ้น ดังนั้น การขีดเส้นตายและควบคุมอิสราเอลให้อยู่ในกรอบ จึงเป็นบททดสอบแรกที่สหรัฐฯ ต้องผ่านไปให้ได้ 🔴 2. ช่วง 60 วัน: ปมยูเรเนียม 970 ปอนด์ และการคืนสินทรัพย์ หากผ่านสัปดาห์แรกไปได้ ระยะต่อไปคือช่วง 60 วันที่จะต้องลงรายละเอียดทางเทคนิค ประเด็นหลักคือการยกเลิกการคว่ำบาตร 2 ระดับ และการหารือเรื่องการคืนสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านให้กับอิหร่าน ซึ่งหากทำสำเร็จ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน ทำให้สามารถกลับมาค้าขายและเดินหน้าเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ด่านหินในระยะนี้คือ การจัดการกับแร่ยูเรเนียมน้ำหนักราว 970 ปอนด์ ที่อิหร่านได้เสริมสมรรถนะไปแล้วถึงระดับ 60% ซึ่งต้องมีการตกลงกันว่าจะนำออกนอกประเทศ หรือส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำลายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย 🔴 3. การจัดการอาวุธนิวเคลียร์: ด่านสุดท้ายที่อาจใช้เวลา 3-5 ปี รศ. ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ระยะสุดท้ายคือการจัดการกับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุดและยังมองไม่ออกว่าอิหร่านจะยอมทิ้งไพ่ใบนี้อย่างไร การจะให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าไปตรวจสอบและทำลาย อาจต้องใช้เวลายืดเยื้อถึง 3-5 ปี 🔴 โอกาสของไทย: เร่งเปิด 'เรดาร์การทูต' ฟื้นสัมปทานน้ำมัน ในมิติของผลกระทบต่อประเทศไทย รศ. ดร.ปณิธาน เสนอแนะว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งเปิด "สัญญาณเรดาร์" ทางการทูตและประสานงานไปยังคู่ค้าในตะวันออกกลางโดยด่วน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้เริ่มขยับตัวและเปิดระบบเพื่อเตรียมรับผลประโยชน์จากการเปิดตลาดของอิหร่านแล้ว ที่สำคัญ ประเทศไทยมีสัญญาสัมปทานและข้อผูกพันในการซื้อน้ำมันกับอิหร่านที่ค้างคาอยู่หลายปี ช่วงเวลานี้จึงถือเป็น "โอกาสทอง" ที่ไทยควรเร่งเดินหน้าเจรจา เพื่อนำผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานกลับคืนมาสู่ประเทศ ก่อนที่จะตกขบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ #TheStructure #TheStructureNews #ปณิธานวัฒนายากร #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน
196
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อย่างดุเดือด กรณีการตรวจสอบความโปร่งใสและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานสังกัด กทม. ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้แสดงท่าทีในทำนองว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ จำเป็นต้อง "ให้เกียรติ" ข้าราชการและผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรวจสอบที่ติดตามปัญหาการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด น.ส.รักชนก ได้ออกมาตอบโต้แนวคิดดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุชัดเจนว่า "ท่านอาจจะให้เกียรติผิดคน ท่านอาจจะต้องเลือกให้เกียรติพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษี มากกว่าคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน" "อยากให้ท่านแสดงความจริงใจในการที่จะจัดการกับทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานครมากกว่านี้" น.ส.รักชนก กล่าว พร้อมย้ำว่า "การที่ออกมาพูดว่า เราจะต้องให้เกียรติคนที่ส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน หรือว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเนี่ย ดิฉันคิดว่า ท่านอาจจะเลือกให้เกียรติผิดคน" นอกเหนือจากการวิจารณ์ด้วยถ้อยคำที่เฉียบขาดแล้ว น.ส.รักชนก ยังได้เปิดเผยถึงกลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเข้ามาจัดการกับเรื่องนี้ โดยระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กรรมาธิการติดตามงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ทางพรรคกำลังประเมินจังหวะเวลาทางการเมืองอย่างรัดกุม โดยอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการก่อนหรือหลังช่วงเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาว่าเป็นการฉวยโอกาสโจมตีทางการเมือง "เป็นประเด็นที่ท่านศุภณัฐได้ติดตามมาตลอดตั้งแต่สมัยที่แล้ว" น.ส.รักชนก กล่าวอ้างอิงถึงนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคเดียวกัน ที่ได้ติดตามและเจาะลึกปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดย น.ส.รักชนก ระบุเพิ่มเติมว่า หากดำเนินการหลังการเลือกตั้ง อาจจะมีการเชิญตัวอดีตผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาชี้แจงในกรรมาธิการด้วยตนเอง #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #พรรคประชาชน
104
กลายเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในการผลักดัน 'อุตสาหกรรมเกม' ให้ยกระดับขึ้นเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดประตูสู่การจ้างงานทักษะสูงสำหรับคนรุ่นใหม่ ความเคลื่อนไหวนี้ได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า ประเด็นดังกล่าวผ่านการหารือร่วมกันอย่างเข้มข้นระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่าอุตสาหกรรมเกมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงทั้งระบบซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อีสปอร์ต เทคโนโลยีภาพและเสียง ไปจนถึงทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 🔴 ใบสั่งถึง 'ไชยชนก' ปั้นไทยสู่ฮับเกมอาเซียน เพื่อให้ยุทธศาสตร์นี้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงนโยบายบนแผ่นกระดาษ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายโดยตรงไปยังนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เร่งเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมเกมไทยอย่างเต็มรูปแบบ โจทย์ใหญ่คือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทเกมชั้นนำระดับโลกกับนักพัฒนาชาวไทย การปูพรมส่งเสริมบุคลากรด้านดิจิทัลและครีเอทีฟ ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อรองรับตลาดแรงงานโลกที่มีความต้องการทักษะด้านโปรแกรมมิ่ง กราฟิก แอนิเมชัน และการออกแบบเนื้อหาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 🔴 ใช้เวที 'Gamescom 2026' เป็นสปริงบอร์ดดูดทุนโลก หมุดหมายสำคัญที่จะถูกใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนและแสดงศักยภาพของไทย คือการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง 'gamescom asia x Thailand Game Show 2026' ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หากมองย้อนกลับไปที่สถิติของงานในปี 2568 จะพบว่าสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 206,000 คน จาก 95 ประเทศทั่วโลก รวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 5,500 คน และผู้แสดงสินค้าอีก 294 ราย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินมหาศาลและศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น 'ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาค' ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพื้นที่เวที 'Thailand Game Talent Showcase' ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและเยาวชนไทยได้โชว์ความสามารถด้านเทคโนโลยีและดีไซน์สู่สายตานักลงทุนนานาชาติ ความพยายามในการหยิบยกอุตสาหกรรมเกมขึ้นมาเป็นวาระระดับชาติในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวของภาครัฐที่พยายามหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อชดเชยโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่เริ่มชะลอตัว ทว่าความท้าทายหลังจากนี้คือ กระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง สนับสนุนเงินทุน และสร้างแรงจูงใจ (Incentives) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงความตื่นตัวชั่วคราวที่จบลงพร้อมกับการสิ้นสุดของงานอีเวนต์ระดับโลก #TheStructure #TheStructureNews #อุตสาหกรรมเกม #อนุทินชาญวีรกูล #ไชยชนกชิดชอบ
357
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองสหรัฐฯ ทันที ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุด เซท โมลตัน (Seth Moulton) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความสำเร็จดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าแท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นเพียง "เอกสารยอมจำนน" ของผู้นำสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน 🔴สูญเสียมหาศาล เพื่อกลับไปสู่จุดเดิม สส.พรรคเดโมแครต ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของสงครามครั้งนี้ว่า สหรัฐฯ ต้องสูญเสียเงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ และต้องแลกด้วยชีวิตทหารอเมริกันถึง 14 นาย เพียงเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เคยเปิดใช้งานตามปกติอยู่แล้วก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มต้น "สงครามโง่ๆ" นี้ขึ้นมา 🔴ตอกย้ำความล้มเหลวเชิงนโยบายและอีโก้ส่วนตัว โมลตัน ยังชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งของนโยบายทรัมป์ โดยระบุว่าการที่สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกสินทรัพย์ที่ถูกอายัดมูลค่าสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน เพียงเพื่อแลกกับการ "เริ่มต้น" การเจรจาด้านนิวเคลียร์ ถือเป็นเรื่องที่น่าสมเพช (Pathetic) อย่างยิ่ง เขาได้ย้อนเกล็ดกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ (MAGA) ว่าในอดีตเคยโจมตีอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าเป็นคนขายชาติเพียงเพราะคืนเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ให้อิหร่าน แต่วันนี้ทรัมป์กลับมอบเงินก้อนที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัวโดยที่ยังไม่ได้ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เขายังตอกย้ำว่า ทรัมป์เป็นผู้ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านฉบับเดิมที่โอบามาทำไว้ เพียงเพราะความหลงตัวเอง (Vanity) และอคติส่วนตัวที่ต้องการทำลายผลงานของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งผลลัพธ์จากการกระทำดังกล่าว ทำให้อิหร่านสามารถเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และเข้าใกล้การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้มากกว่าเดิม ท่าทีของ สส.เดโมแครต ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์พยายามนำเสนอในฐานะ "ผลงานชิ้นโบแดง" กลับถูกมองจากขั้วการเมืองตรงข้ามว่าเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางยุทธศาสตร์ ที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายราคาแพงมหาศาล ทั้งในแง่ของงบประมาณ ชีวิตทหาร และดุลอำนาจด้านนิวเคลียร์ที่เสียเปรียบกว่าเดิม #TheStructure #TheStructureNews #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ
115
ดีลจบ! 'ทรัมป์' ประกาศบรรลุข้อตกลงอิหร่าน สั่งเปิดอ่าวฮอร์มุซดับไฟราคาพลังงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาโพสต์ข้อความสายฟ้าแลบผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทั้งหมดในทันที "ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกคน! ผมขออนุมัติอย่างเต็มรูปแบบให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง และในขณะเดียวกันนี้ ขอสั่งการให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในทันที... เรือทั่วโลก สตาร์ทเครื่องยนต์ของคุณได้เลย ปล่อยให้น้ำมันไหลเวียนเสียที! - ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์" 🔴 ดับไฟความตึงเครียด "ราคาพลังงานโลก" การประกาศเปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) แบบไร้ค่าผ่านทางและไร้การปิดล้อม ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือนสำหรับตลาดทุนและตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณความต้องการทั่วโลก ท่าทีของทรัมป์ในครั้งนี้ เป็นการปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนโดยตรง คำสั่ง "Let the oil flow!" หรือปล่อยให้น้ำมันไหลเวียน จะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงานกลับมาสู่สภาวะปกติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความตึงเครียดของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังเล่นงานเศรษฐกิจในหลายประเทศ 🔴 ขีดเส้นตายสมรภูมิเลบานอน เบรก 'อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์' อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ ทรัมป์ตระหนักดีว่าความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นในเลบานอนคือตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ดีลนี้พังทลายลงได้ ล่าสุดในวันเดียวกัน ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเฉียบขาดไปยังพันธมิตรอย่าง "อิสราเอล" รวมถึงกลุ่มติดอาวุธ "ฮิซบอลเลาะห์" โดยระบุว่า "ต้องไม่มีการโจมตีจากอิสราเอลในพื้นที่ใดๆ ของเลบานอนอีกต่อไป และต้องไม่มีการโจมตีจากฝ่ายอื่นใด รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่มุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลอีกต่อไปเช่นกัน" ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การทูตที่ดุดันและเด็ดขาดของทรัมป์ ที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ในตะวันออกกลางแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่ยอมให้ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอิสราเอล-เลบานอน ลุกลามจนกลายเป็นข้ออ้างให้ข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านต้องสะดุดลง เพราะความอยู่รอดของสันติภาพตะวันออกกลางและเสถียรภาพของพลังงานโลกในขณะนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับการยุติเสียงปืนในเลบานอนอย่างแท้จริง #TheStructure #TheStructureNews #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน #ราคาน้ำมัน
196
ชำแหละเครือข่าย 'สภาอุยกูรโลก' หลังประณามไทยประหารมือระเบิดพระพรหม โยงทุนสหรัฐฯ-NGO แทรกแซงจีนถึงไทย กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในมิติความมั่นคง เมื่อ "สภาอุยกูรโลก" (World Uyghur Congress - WUC) ได้ออกมาเคลื่อนไหวประณามประเทศไทยอย่างรุนแรง จากกรณีที่กระบวนการยุติธรรมของไทยมีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาชาวอุยกูร ที่ก่อเหตุวินาศกรรมวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 ซึ่งพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปกว่า 20 รายและบาดเจ็บนับร้อย การออกมาปกป้อง "ผู้ก่อการร้าย" ในคราบของ "ผู้ลี้ภัย" พร้อมกับโจมตีอำนาจอธิปไตยทางศาลของไทย ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว องค์กรที่อ้างตัวว่าเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่าง WUC นี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร? และมี "มหาอำนาจ" ชาติใดคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง? 🔴 1. สภาอุยกูรโลก (WUC) กับท่อน้ำเลี้ยงจาก 'สหรัฐอเมริกา' เมื่อสืบค้นโครงสร้างทางการเงินและผู้สนับสนุนหลักของสภาอุยกูรโลก (WUC) จะพบว่าองค์กรนี้ไม่ได้ยืนหยัดด้วยเงินบริจาคของประชาชนทั่วไป แต่ได้รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาลจาก National Endowment for Democracy (NED) หรือ กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับงบประมาณโดยตรงจากรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (US Congress) ความสัมพันธ์อันแนบแน่นนี้ได้รับการยืนยันจากทาง WUC เอง โดยปรากฏบนเว็บไซต์ของ WUC ที่เคยออกแถลงการณ์แสดงความขอบคุณ NED ที่มอบเงินสนับสนุนการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้ WUC กลายเป็นองค์กรอุยกูรแห่งที่สองที่ได้รับทุนนี้ ต่อจากสมาคมอุยกูรอเมริกัน (Uyghur American Association - UAA) ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2019 NED ยังได้มอบรางวัล Democracy Award ให้แก่ WUC อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ออกมาระบุชัดเจนผ่านสื่อของรัฐว่า NED คือ "CIA ภาคพลเรือน" ที่ใช้กลไกการให้ทุนสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและองค์กรอย่าง WUC เพื่อเป้าหมายในการ "บ่อนทำลายความมั่นคงในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร" โดยใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหมใหม่ (BRI) ของประเทศจีน 🔴 2. เครือข่าย NGO และฟอรั่มอาเซียน: แขนขาในการแทรกแซงภูมิภาค WUC ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการขยายเครือข่ายผ่านการจัดตั้งเวทีเสวนาและ "ฟอรั่มสิทธิมนุษยชนระดับอาเซียน" โดยจับมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ระดับนานาชาติและในภูมิภาค เพื่อสร้างกระแสกดดันรัฐบาลในประเทศอาเซียน (รวมถึงไทย) ไม่ให้ส่งตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวอุยกูรกลับไปยังประเทศจีน กลุ่ม NGO เหล่านี้มักจะทำงานสอดประสานกันเป็นเครือข่าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลในอาเซียนบังคับใช้กฎหมายกับชาวอุยกูร (เช่น การตัดสินคดีระเบิดราชประสงค์) เครือข่าย NGO เหล่านี้ก็จะออกแถลงการณ์ประณามในทิศทางเดียวกันทันที เพื่อสร้างภาพจำให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศในอาเซียนละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยละเลยข้อเท็จจริงด้านความมั่นคงและอาชญากรรมที่บุคคลเหล่านั้นก่อขึ้น 🔴 3. จุดเชื่อมโยงถึงไทย: ทุนตะวันตกกับ NGO ป่วนสถาบันฯ ความน่าสนใจและน่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศไทย คือการที่ "ท่อน้ำเลี้ยง" จากชาติตะวันตกอย่าง NED ที่สนับสนุนสภาอุยกูรโลกเพื่อป่วนจีนนั้น เป็นท่อน้ำเลี้ยง "แหล่งเดียวกัน" กับที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่ม NGO สื่ออิสระบางสำนัก และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยหลายกลุ่ม นี่คือรูปแบบของ "สงครามตัวแทน" (Proxy War) ยุคใหม่ ที่มหาอำนาจไม่ต้องส่งกองทหารเข้ามาบุกยึดประเทศ แต่ใช้การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านองค์กรสิทธิมนุษยชนบังหน้า เพื่อสร้างความแตกแยกภายในประเทศเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประเด็นแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงผ่านกลุ่มอย่าง WUC หรือการใช้ประเด็นแก้กฎหมายความมั่นคงและล้มล้างสถาบันฯ ในประเทศไทย การที่สภาอุยกูรโลก (WUC) ออกมาประณามศาลไทยในคดีระเบิดพระพรหม จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่คือการแสดงออกของเครือข่ายการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องการกดดันประเทศไทย สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เท่าทันเบื้องหลังขององค์กรเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจและเครือข่าย NGO ที่รับทุนต่างชาติเข้ามาบ่อนทำลายความมั่นคงของบ้านเมืองตนเอง อ้างอิง: [1] uyghurcongress.org/en/wuc-ap… [2] ned.org/2019-democracy-award… [3] english.scio.gov.cn/xinjiang… #TheStructure #TheStructureNews #สภาอุยกูรโลก #NED #สหรัฐอเมริกา
1
333
Awesome to open our mailer list and see all the new people that are excited for our cosmic-horror indie game, where you have to close your eyes when you see the flicker. Do not look into their light. #horrorgame #indiegame #thestructure #indiedev #UE5
2
2
67
'ปตท.-บีไอจี' ผุดโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ชูประโยชน์สองต่อ สนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่ลดคาร์บอนจากกระบวนการผลิต LNG นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมไทย เมื่อ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เดินหน้าจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โครงการนี้ดำเนินการภายใต้ บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. และ บีไอจี โดยไฮไลต์สำคัญของโรงแยกอากาศ MAP2 คือการตอกย้ำยุทธศาสตร์ "ประโยชน์สองต่อ" ที่นำนวัตกรรมพลังงานมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบโจทย์ทั้งมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ดังนี้ 🔴 ต่อที่ 1: ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โครงการ MAP2 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท จะนำนวัตกรรมพลังงานความเย็นที่ได้จากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน โดยมีกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี ปริมาณก๊าซอุตสาหกรรมมหาศาลนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เข้าไปหล่อเลี้ยงภาคการผลิต ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ 🔴 ต่อที่ 2: ลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต LNG ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการแปลงสภาพ LNG กลับมาใช้ประโยชน์ (Cold Energy Utilization) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นแบบดั้งเดิม โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจากโรงแยกอากาศแห่งที่ 1 (MAP1) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 370,000 ตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการพัฒนานวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย แต่ยังสอดรับกับนโยบายพลังงานสะอาดระดับชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม หมายเหตุ: พิธีวางศิลาฤกษ์ได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท., ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ., นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี, นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. เข้าร่วมพิธี #TheStructure #TheStructureNews #PTT #BIG #NetZero
679
ลุกลาม! ‘ปิยบุตร’ ยกทฤษฎี ‘เหมา-ทรอตสกี้’ ป้องพรรคประชาชนปมตั้ง ‘สุรพล’ ชี้ต้องดึงศัตรูเป็นแนวร่วม ก่อนทัวร์ลงซ้ำสอง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในฐานเสียงของ "พรรคประชาชน" อย่างหนัก ภายหลังการเปิดตัว นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยมีจุดยืนสนับสนุนการรัฐประหารและเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน เข้ามาเป็นที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค นำมาซึ่งกระแสต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากโหวตเตอร์ฝั่งประชาธิปไตย เพื่อเป็นการลดทอนกระแสต่อต้านและอธิบายยุทธศาสตร์ของพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความเชิงวิชาการ ยกตัวอย่างทฤษฎีการเมืองของ เหมา เจ๋อตุง (อดีตผู้นำจีน) และ ลีออน ทรอตสกี้ (นักปฏิวัติมาร์กซิสต์รัสเซีย) ว่าด้วยเรื่อง "ยุทธวิธีแนวร่วม" (United Front) อย่างไรก็ตาม การยกงานเขียนของผู้นำคอมมิวนิสต์สายอำนาจนิยมมาอธิบายในครั้งนี้ กลับทำให้เกิดกระแสตีกลับ (Backlash) อย่างหนักหน่วงกว่าเดิม โดยเฉพาะจากนักวิชาการฝ่ายซ้ายและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่มีแนวคิดเสรีนิยม โปรชาติตะวันตก และต่อต้านเผด็จการ จากการวิเคราะห์เนื้อหาที่นายปิยบุตรโพสต์ สามารถสรุปสาระสำคัญและนัยทางการเมืองที่ต้องการสื่อสารเพื่อปกป้องยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนได้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 🔴 1. โมเดล "เหมา เจ๋อตุง" : ความยืดหยุ่น ยอมจับมือศัตรูเพื่อสู้กับภัยที่ใหญ่กว่า นายปิยบุตรยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเหมา เจ๋อตุง ยอมลดความขัดแย้งและหันไปจับมือกับศัตรูตัวฉกาจอย่าง "พรรคก๊กมินตั๋ง" รวมถึงกลุ่มนายทุนชาติ เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ "จักรวรรดินิยมญี่ปุ่น" ▪️กำลังพรรคยังไม่พอ: ปิยบุตรชี้ให้เห็นว่าในภาวะที่กำลังของพรรคยังไม่เข้มแข็งพอที่จะชนะเบ็ดเสร็จ การโดดเดี่ยวตัวเอง (ลัทธิปิดประตู) ถือเป็นความผิดพลาด ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องคือต้องสร้าง "แนวร่วม" ที่กว้างขวาง ▪️สู้กับศัตรูหลัก: การดึงผู้ที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม (เช่น นายสุรพล หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม) เข้ามาเป็นแนวร่วม ไม่ใช่การทรยศต่ออุดมการณ์ แต่เป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธีเพื่อต้อน "ศัตรูหลัก" (ระบอบอำนาจในปัจจุบัน) ให้อยู่ในที่แคบ และดึงมวลชนจากฝั่งตรงข้ามมาเป็นพวก ▪️เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร: เป้าหมายแฝงคือการดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมงาน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางความคิด ยกระดับให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคในท้ายที่สุด 🔴 2. โมเดล "ลีออน ทรอตสกี้" : รวมการเฉพาะกิจ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" ในส่วนของทรอตสกี้ นายปิยบุตรยกตัวอย่างบริบทในประเทศเยอรมนีช่วงที่ฮิตเลอร์กำลังเรืองอำนาจ ทรอตสกี้เสนอให้พรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน จับมือกับพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งเป็นพรรคที่คอมมิวนิสต์เกลียดชังและมองว่าเป็นพวกปฏิรูปจอมปลอม เพื่อเป้าหมายเฉพาะหน้าร่วมกันคือการหยุดยั้งระบอบฟาสซิสต์-นาซี ▪️ไม่ได้ควบรวมอุดมการณ์: การดึงตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาร่วมงาน เป็นเพียง "แนวร่วมเฉพาะกิจ" (United Front) เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองระยะสั้น (เช่น การชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.) ไม่ใช่การควบรวมอุดมการณ์หรือสูญเสียความเป็นอิสระของพรรค ▪️ใช้การต่อสู้ดึงมวลชน: การร่วมมือกันในทางปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้า จะเป็น "สะพานเชื่อม" ที่ทำให้พรรคก้าวหน้าสามารถซื้อใจและดึงเสียงสนับสนุนจากมวลชนฝั่งอนุรักษ์นิยมหรือชนชั้นกลางที่ยังลังเล ให้หันมาสนับสนุนพรรคได้ในอนาคต --- ความพยายามของนายปิยบุตรในการใช้ทฤษฎีการเมืองของฝ่ายซ้ายจัด (Marxist-Leninist) เพื่ออธิบายความชอบธรรมในการดึงบุคลากรที่เคยสนับสนุนเผด็จการมาร่วมงานนั้น มีนัยเพื่อบอกโหวตเตอร์ว่า "การเมืองต้องมีความยืดหยุ่น รู้จักจัดลำดับความสำคัญของศัตรู และไม่ควรบริสุทธิ์นิยมจนโดดเดี่ยวตัวเอง" แต่ความผิดพลาดในเชิงการสื่อสารคือ การหยิบยกตัวละครทางประวัติศาสตร์อย่าง "เหมา-ทรอตสกี้" ซึ่งมีภาพจำผูกติดกับระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จและการนองเลือด มาใช้อธิบายกับฐานเสียงพรรคประชาชนที่เชิดชูสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จึงนำมาซึ่งความไม่พอใจและการตั้งคำถามถึงทิศทางของพรรคที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #สุรพลนิติไกรพจน์ #ปิยบุตรแสงกนกกุล
2
1
1,596
Asset spotlight from The Structure. In a world where looking directly at the enemy can kill you, every bullet matters. Do not look into their light. #indiegame #gamedev #3dartist #gameart #ue5 #horrorgame #survivalhorror #thestructure
2
10
191
ปิดตำนาน 3 เกลอ ‘สายล่อฟ้า’ รวบ ‘ชวนนท์’ หนีคดีเช็คเด้ง ตามรอย ‘เทพไท’ เหลือเพียง ‘ศิริโชค’ ย้อนรอยวิบากกรรมคดีหมิ่น ‘ยิ่งลักษณ์’ จากรายการทอล์กโชว์การเมืองชื่อดังของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต วันนี้ชะตากรรมของ 3 พิธีกรรายการ "สายล่อฟ้า" ช่อง Blu Sky กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่ออดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต" กลายเป็นอดีตนักการเมืองคนล่าสุดของกลุ่ม ที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมายจนถึงขั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม หากย้อนดูเส้นทางของ 3 เกลอสายล่อฟ้า จะพบว่าปัจจุบัน 2 ใน 3 ของผู้ดำเนินรายการล้วนตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาจนไม่สามารถรอดพ้นสภาพการถูกควบคุมตัวได้ เหลือเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ เพียงคนเดียวที่ยังไร้ชนักติดหลังในเวลานี้ 🔴 'ชวนนท์' จนมุมตำรวจ ปทส. คดีเช็คเด้ง 100 ล้าน ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุม ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ตามหมายจับของศาลอาญาพระโขนง ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค (คดีเช็คเด้ง) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท พฤติการณ์ในคดีนี้คือการออกเช็คเพื่อชำระหนี้โดยมีเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็ค ซึ่งก่อนหน้านี้ชวนนท์เคยถูกศาลออกหมายจับมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากมีพฤติการณ์จงใจหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาหรือสอบคำให้การตามนัดหมายของศาล ทำให้เขาต้องสิ้นสภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดี และกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีในที่สุด 🔴 รอยทางที่ตาม 'เทพไท เสนพงศ์' สู่เรือนจำ การถูกจับกุมของชวนนท์ ทำให้นึกถึงวิบากกรรมของเพื่อนร่วมรายการอย่าง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย ที่ไม่เคยสอบตก แต่สุดท้ายต้องปิดฉากเส้นทางสภาผู้แทนราษฎรด้วยคดีอาญาเช่นกัน ในปี 2565 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกเทพไทและน้องชาย (มาโนช เสนพงศ์) เป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช ส่งผลให้เทพไทต้องถูกคุมตัวเข้าเรือนจำทันที (ปัจจุบันได้รับการพักโทษและใส่กำไล EM หลังจำคุกมาได้ 16 เดือน) 🔴 ย้อนรอยวิบากกรรมร่วม: คดี ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ และการขออภัย ‘ยิ่งลักษณ์’ ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายไปเผชิญคดีส่วนตัว ทั้งสามคนเคยมีวิบากกรรมร่วมกันอันเกิดจากการจัดรายการ 'สายล่อฟ้า' ในคดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสามคนในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2555 เมื่อทั้งสามร่วมกันจัดรายการและวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว (ว.5) ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยใช้ถ้อยคำและบริบทที่สื่อไปในทางชู้สาวและประพฤติผิดจริยธรรม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทั้งสามคนมีความผิดจริง ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี แต่จุดพลิกผันที่สังคมจดจำได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกา (ปี 2561) เมื่อทั้งสามคนเสี่ยงที่จะถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ทั้งสามคนได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกยอมรับผิด และนายศิริโชคได้โพสต์ขออภัยนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอความเห็นใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถอนฎีกา ซึ่งอดีตนายกฯ ก็ยินยอมที่จะให้อภัยและมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความ แม้ในท้ายที่สุด ศาลฎีกาจะไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องเนื่องจากทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลก็เมตตาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ "ให้รอลงอาญา" ทำให้ทั้ง 3 คนรอดคุกมาได้อย่างหวุดหวิดจากการยอมกลืนเลือดขอโทษในวันนั้น วันนี้ บริบททางการเมืองเปลี่ยนไป รายการสายล่อฟ้ากลายเป็นเพียงอดีต เช่นเดียวกับสถานภาพของ 2 ใน 3 พิธีกรฝีปากกล้า ที่ก้าวพลาดจากเวทีการเมือง สู่การเป็นผู้ต้องหาและนักโทษในคดีอาญา เหลือรอดเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่นอกเรือนจำเพียงคนเดียวในขณะนี้ #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาธิปัตย์ #สายล่อฟ้า #ชวนนท์อินทรโกมาลย์สุต
3
3
203
รอยร้าวใหม่พรรคประชาชน กรณีจริยธรรมภายในครอบครัว? สืบเนื่องจากกรณีที่ นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์วิจารณ์โครงการการใช้งบของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าขาดการตรวจสอบ โดยให้อำนาจกับคณะกรรมการชุดหนึ่งที่แต้งตั้งขึ้นมาเท่านั้น แต่ทันใดนั้นก็เกิดดราม่าขึ้น เมื่อ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แบะเป็น สามีของ 'ทนายแจม' น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เข้ามาแสดงความเห็นว่าเชิงตำหนินายณัฐพล โดยระบุว่า “ไม่น่าเชื่อว่าผิดลูกผิดเมียคนอื่นยังกล้ามีที่ยืนในสังคม” แต่ไม่นานหลังจากนั้น ทาง พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ก็ได้ลบความเห็นดังกล่าวออกไป แต่ก็ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์กันในวงกว้างว่า กำลังจะเกิดดราม่ารอบใหม่ในพรรคประชาชน จากปมการทำผิดจริยธรรมหรือไม่? #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #ธีรวัตร์ปัญญาณ์ธรรมกุล #ณัฐพลโตวิจักษณ์ชัยกุล
15
71
90
29,676
ภายหลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่คณะองคมนตรีทั้ง 9 คน ลงมาประชุมร่วมกับรัฐบาลและฝ่ายราชการ เพื่อติดตาม เสนอแนะ และให้กำลังใจในการรับมือวิกฤตภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นกลางปี 2569 ได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างก้าวขวางในหมู่ฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ล่าสุุดพรรคประชาชนได้ออกมาแถลงการณ์ ประณามเรื่องดังกล่าว พร้อมจี้ทั้งรัฐบาลและองคมนตรี ว่ากำลังละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีเนื้อหาของแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ --- [ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ] ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้ มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน? พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย #TheStructure #TheStructureNews #พรรคประชาชน #ปฏิกษัตริย์นิยม #ประชาธิปไตย
1
1
361
Another bridge was destroyed near Kotka Nazar Shah, Dagar Kili in Ghazni Khel tehsil, Lakki Marwat. The explosive material was planted under the bridge on the road side severely damaged thestructure. The destruction has caused problems for local transportation in the area.
9
26
1,179
ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจากเรื่อง "สัปเหร่อ" โต้กลับ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน หลัง สส.ชื่อดังแสดงแนวคิดว่าหากพรรคประชาชนเข้าไปมีอำนาจรัฐ จะส่งเสริมเฉพาะภาพยนต์หรือสื่อที่สนับสนุนแต่แนวคิดของก้าวหน้าเท่านั้น ขณะที่ผู้กำกับดัง ชี้หากเอาการเมืองมาตัดสิน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยพังแน่ โดยต้องเต ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวดังนี้ --- การวิจารณ์ THACCA ว่าให้งบสนับสนุนเฉพาะงานศิลปะฝั่งขวา ดูไม่แฟร์กับทั้ง THACCA และทีมงานผู้สร้างเลยครับ เพราะงานศิลปะไม่ควรถูกตัดสินผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงด้านเดียว ผมว่าสิ่งที่อุตสาหกรรมพยายามร่วมกันผลักดันมันมาตลอดคือ “เสรีภาพ” และ “ความหลากหลาย” ในการเล่าเรื่อง ผมเองในฐานะผู้ได้รับงบสนับสนุนจาก THACCA ผมอยากเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการผลักดันหนังไทยไปสู่ตลาดสากล คณะกรรมการย้ำกับทีมงานเสมอว่า อยากเห็นหนังไทยมีคุณภาพมากพอที่จะแข่งขันในระดับนานาชาติ เปิดตลาดใหม่ และสร้างโอกาสให้คนทำงานสร้างสรรค์ไทย สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่ “คำสั่งทางการเมือง” แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้ผู้สร้างมีความหวังและความกล้ามากขึ้นในการพัฒนางาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนจนเกินไป และตลอดกระบวนการ THACCA กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แบบที่คนทำงานสร้างสรรค์ต้องการเลยครับ ไม่มีการกำหนดว่าต้องเล่าเรื่องไปในทิศทางไหน ผมไม่ได้ออกมาเพื่ออวยฝั่งใดฝั่งนึง ผมแค่ออกมาแสดงความคิดเห็นของมุมมองของคนทำงานที่ได้รับการซัปพอร์ตจาก THACCA จริงๆ เราวิจารณ์งานศิลปะกันได้ เห็นต่างกันได้ แต่ถ้าเริ่มใช้อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า งานแบบไหนควรหรือไม่ควรได้รับการสนับสนุน สุดท้ายสิ่งที่เสียหายที่สุดอาจไม่ใช่ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง แต่อาจเป็นทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ที่กำลังพยายามเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #พรรคประชาชน #THACCA
2
52
ต้องเต-ธิติ ศรีนวล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจากเรื่อง "สัปเหร่อ" โต้กลับ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน หลัง สส.ชื่อดังแสดงแนวคิดว่าหากพรรคประชาชนเข้าไปมีอำนาจรัฐ จะส่งเสริมเฉพาะภาพยนต์หรือสื่อที่สนับสนุนแต่แนวคิดของก้าวหน้าเท่านั้น ขณะที่ผู้กำกับดัง ชี้หากเอาการเมืองมาตัดสิน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยพังแน่ โดยต้องเต ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวดังนี้ --- การวิจารณ์ THACCA ว่าให้งบสนับสนุนเฉพาะงานศิลปะฝั่งขวา ดูไม่แฟร์กับทั้ง THACCA และทีมงานผู้สร้างเลยครับ เพราะงานศิลปะไม่ควรถูกตัดสินผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงด้านเดียว ผมว่าสิ่งที่อุตสาหกรรมพยายามร่วมกันผลักดันมันมาตลอดคือ “เสรีภาพ” และ “ความหลากหลาย” ในการเล่าเรื่อง ผมเองในฐานะผู้ได้รับงบสนับสนุนจาก THACCA ผมอยากเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการผลักดันหนังไทยไปสู่ตลาดสากล คณะกรรมการย้ำกับทีมงานเสมอว่า อยากเห็นหนังไทยมีคุณภาพมากพอที่จะแข่งขันในระดับนานาชาติ เปิดตลาดใหม่ และสร้างโอกาสให้คนทำงานสร้างสรรค์ไทย สิ่งที่เราได้รับไม่ใช่ “คำสั่งทางการเมือง” แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้ผู้สร้างมีความหวังและความกล้ามากขึ้นในการพัฒนางาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนจนเกินไป และตลอดกระบวนการ THACCA กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ให้อิสระในการทำงานเต็มที่ แบบที่คนทำงานสร้างสรรค์ต้องการเลยครับ ไม่มีการกำหนดว่าต้องเล่าเรื่องไปในทิศทางไหน ผมไม่ได้ออกมาเพื่ออวยฝั่งใดฝั่งนึง ผมแค่ออกมาแสดงความคิดเห็นของมุมมองของคนทำงานที่ได้รับการซัปพอร์ตจาก THACCA จริงๆ เราวิจารณ์งานศิลปะกันได้ เห็นต่างกันได้ แต่ถ้าเริ่มใช้อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า งานแบบไหนควรหรือไม่ควรได้รับการสนับสนุน สุดท้ายสิ่งที่เสียหายที่สุดอาจไม่ใช่ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง แต่อาจเป็นทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ที่กำลังพยายามเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #พรรคประชาชน #THACCA
2
2
176
จากกรณีประเด็นร้อนทางการเมืองที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ "สส.ไอซ์" สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการ THACCA ที่อนุมัติงบสนับสนุนภายใต้นโยบาย Soft Power ให้กับโปรเจกต์ละครเรื่อง "สอดสร้อยมาลา" โดยมองว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่หวังด้อยค่าคณะราษฎร พร้อมระบุแนวคิดว่าฝ่ายตนต้องเป็นรัฐบาลเพื่อเข้ามาคุมงบประมาณ และเลือกสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่พาสังคมไปข้างหน้าเท่านั้น ล่าสุด เพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง Drama-addict ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวของ สส.รักชนก อย่างรุนแรง แม้ทางเพจจะออกตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนและโหวตเตอร์ของพรรคสีส้มก็ตาม โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดการเลือกให้งบเฉพาะกลุ่มที่ตรงกับอุดมการณ์ของตนเองนั้น ถือเป็นการครอบงำสื่อและเป็นการเดินถอยหลังลงคลอง ไม่ใช่ความก้าวหน้าอย่างที่กล่าวอ้าง โดยทางเพจ Drama-addict ได้ระบุข้อความฉบับเต็มไว้ดังนี้ --- "ในฐานะ vote ส้ม อยากบอกว่า ความคิดของไอซ์ ในส่วนที่วงเอาไว้อันนี้น่ากังวลน่ะครับ เพราะตามที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Thacca คือคนในวงการบันเทิง ผู้กำกับมากมายที่ไปขอทุนจากโครงการนี้เขาก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทางโครงการเป็นเพียงแค่ผู้ให้ทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์สื่อเท่านั้น ส่วนผู้กำกับจะอยู่ฝั่งไหนสีไหนความคิดเห็นเอียงไปฝั่งไหนก็เป็นเรื่องของเขา กรรมการเขาไม่สนใจเลย กูเปย์เงินให้ไปสร้างสรรค์กันอย่างเดียว พอผลิตสื่อออกมาแล้วประชาชนก็พิจารณากันเอาเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง Thacca เขามีหน้าที่สนับสนุนผู้ผลิตสื่อ ผู้ผลิตสื่อก็ขอทุนไปสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง เพื่อนำเสนอแนวคิดหรือสารที่ตัวเองต้องการสื่อออกไป ประชาชนก็มีหน้าที่ดูโดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง แต่ถ้าบอกว่าต้องเป็นรัฐบาลให้ได้เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุมงบและเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ต้องการเล่า เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้สังคมไปข้างหน้า อันนี้คือการครอบงำสื่อหรือเปล่าครับ? ถ้าเสรีจริงมันต้องฟรีสไตล์เลยสิครับ อยากจะสร้างหนังแนวย้อนยุควินเทจหรือแนวอนาคต จะนำเสนอแนวคิดฝั่งไหนก็ทำได้ต้องสนับสนุนอย่างเสมอภาค ไม่ใช่ว่าฉันคิดว่าอันนี้แนวคิดไม่ดี ไม่ตรงกับที่ฉันคิดเห็นก็ไม่สนับสนุน แบบนั้นมันถอยหลังลงคลองนะครับ ไม่ใช่ก้าวหน้า อยากให้ทางพรรคส้มพิจารณา เรื่องการเปิดประเด็นในโซเชียล หรือการเปิดประเด็นนู่นนี่ออกสื่อ กันสักหน่อยนะครับหลังหลังเป็นอะไรกันเนี่ย มันดูมั่วซั่วไปหมดเลย" #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #พรรคประชาชน #THACCA
2
2
402
จากกรณีประเด็นร้อนทางการเมืองที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ "สส.ไอซ์" สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการ THACCA ที่อนุมัติงบสนับสนุนภายใต้นโยบาย Soft Power ให้กับโปรเจกต์ละครเรื่อง "สอดสร้อยมาลา" โดยมองว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่หวังด้อยค่าคณะราษฎร พร้อมระบุแนวคิดว่าฝ่ายตนต้องเป็นรัฐบาลเพื่อเข้ามาคุมงบประมาณ และเลือกสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่พาสังคมไปข้างหน้าเท่านั้น ล่าสุด เพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง Drama-addict ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวของ สส.รักชนก อย่างรุนแรง แม้ทางเพจจะออกตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนและโหวตเตอร์ของพรรคสีส้มก็ตาม โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดการเลือกให้งบเฉพาะกลุ่มที่ตรงกับอุดมการณ์ของตนเองนั้น ถือเป็นการครอบงำสื่อและเป็นการเดินถอยหลังลงคลอง ไม่ใช่ความก้าวหน้าอย่างที่กล่าวอ้าง โดยทางเพจ Drama-addict ได้ระบุข้อความฉบับเต็มไว้ดังนี้ --- "ในฐานะ vote ส้ม อยากบอกว่า ความคิดของไอซ์ ในส่วนที่วงเอาไว้อันนี้น่ากังวลน่ะครับ เพราะตามที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Thacca คือคนในวงการบันเทิง ผู้กำกับมากมายที่ไปขอทุนจากโครงการนี้เขาก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทางโครงการเป็นเพียงแค่ผู้ให้ทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์สื่อเท่านั้น ส่วนผู้กำกับจะอยู่ฝั่งไหนสีไหนความคิดเห็นเอียงไปฝั่งไหนก็เป็นเรื่องของเขา กรรมการเขาไม่สนใจเลย กูเปย์เงินให้ไปสร้างสรรค์กันอย่างเดียว พอผลิตสื่อออกมาแล้วประชาชนก็พิจารณากันเอาเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง Thacca เขามีหน้าที่สนับสนุนผู้ผลิตสื่อ ผู้ผลิตสื่อก็ขอทุนไปสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง เพื่อนำเสนอแนวคิดหรือสารที่ตัวเองต้องการสื่อออกไป ประชาชนก็มีหน้าที่ดูโดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง แต่ถ้าบอกว่าต้องเป็นรัฐบาลให้ได้เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุมงบและเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ต้องการเล่า เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่จะทำให้สังคมไปข้างหน้า อันนี้คือการครอบงำสื่อหรือเปล่าครับ? ถ้าเสรีจริงมันต้องฟรีสไตล์เลยสิครับ อยากจะสร้างหนังแนวย้อนยุควินเทจหรือแนวอนาคต จะนำเสนอแนวคิดฝั่งไหนก็ทำได้ต้องสนับสนุนอย่างเสมอภาค ไม่ใช่ว่าฉันคิดว่าอันนี้แนวคิดไม่ดี ไม่ตรงกับที่ฉันคิดเห็นก็ไม่สนับสนุน แบบนั้นมันถอยหลังลงคลองนะครับ ไม่ใช่ก้าวหน้า อยากให้ทางพรรคส้มพิจารณา เรื่องการเปิดประเด็นในโซเชียล หรือการเปิดประเด็นนู่นนี่ออกสื่อ กันสักหน่อยนะครับหลังหลังเป็นอะไรกันเนี่ย มันดูมั่วซั่วไปหมดเลย" #TheStructure #TheStructureNews #รักชนกศรีนอก #พรรคประชาชน #THACCA
14
98
143
10,455
สืบเนื่องจากกรณีที่ กรณ์ จาติกวิณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโจมตี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกของรัฐบาล โดยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสกัดการออก พ.ร.ก.เงินกู้ครั้งนี้ โดยอ้างว่าสถานการณ์ปัจจุบัน "ไม่เร่งด่วน" และ "ไม่มีเหตุจำเป็น" ต่างกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2552 ที่ขณะนั้น GDP ประเทศไทยติดลบ จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินงบ "ไทยเข้มแข้ง" ล่าสุด ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้นายกรณ์ในประเด็นดังกล่าวดังนี้ --- เรียนพี่กรณ์ที่เคารพ ไม่รู้พี่ไม่รู้จริงๆหรือแค่แกล้งไขสือ ตีกินมั่วๆ การออกพรก.เงินกู้400,000 ล้านบาท ไม่ได้มีส่วนใดๆเกี่ยวข้องกับนโยบายการหาเสียงของพรรค การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเกิดขึ้นช่วงเดือนมกราคม และเลือกตั้งเมื่อ 8กุมภาพันธ์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เกิดเมื่อปลายเดือนมีนาคม ถึง2เดือน พรรคภูมิใจไทยจะไปรู้เหรอครับว่าจะมีสงคราม พวกผมไม่ใช่นอสตาดามุส ปัดโธ่พี่เอ้ยยย ส่วนพรก.กู้เงิน พวกผมยืนยันว่าเหตุการณ์ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน ตามรธน. ม.172 โดยนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกเศรษฐกิจ มิได้เป็นผู้ตัดสินใจเพียงลำพัง ได้มีการปรึกษาทั้งสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่กฤษฎีกา ทั้งหลายเห็นตรงกันว่าจำเป็น เห็นจะมีเพียงพี่กรณ์เท่านั้นที่รัฐบาลไม่ได้ไปถามความเห็น เพราะไม่รู้จะไปถามในฐานะอะไร??? การออกพรก.ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่รัฐไทยจะดำเนินการ นี่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะสามารถหยิบมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ สมัยท่านเองก็เคยกู้ถึง 400,000ล้าน เช่นกัน แม้ดูเหมือนว่าตัวเลขจะเท่ากันเป๊ะๆ #แต่ ห่างกันเกือบ20ปี ปี2552 งบประมาณประเทศปีละ2ล้านล้าน ปี2569 งบประมาณประเทศเกือบ 4ล้านล้าน เทียบสัดส่วนแล้ว สมัยท่านกู้ 21% ของงบประมาณ สมัยนี้ 10% ส่วนไส้ในรายละเอียดโครงการภายใต้ไทยเข้มแข็ง อย่าต้องให้ฟื้นฝอยกันเลย ไปทำอะไร ดำเนินการแบบไหน ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร พี่จำได้ดีอยุ่ พี่อย่าเอาบาดแผลที่เคยผิดพลาดมาเป็นไม้บรรทัดวัดว่าคนอื่นจะผิดพลาดแบบพี่เลยครับ ด้วยความเคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล #TheStructure #TheStructureNews #พรรคภูมิใจไทย #ภราดรปริศนานันทกุล #กรณ์จาติกวณิช
3
85
สืบเนื่องจากกรณีที่นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้ออกมาโพสต์ข้อความใน X ด้วยภาพที่มีข้อความว่า "หลานรัฐมนตรี ขอดูงบปี 2570 ของอธิบดี(กรมฝนหลวง)ทำไม?" พร้อมข้อความประกอบว่า "เมื่อลูกหลานรัฐมนตรีขอดูงบประมาณกรมนั้นกรมนี้ มันจะไปสะท้อนที่ดัชนี Corruption Perception Index อย่างไร?" ด้านนายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาตอบโต้ทันทีด้วยการชี้แจงกลับว่า "การขอดูงบ" ที่นายสุทธิชัยอ้างนั้น ไม่มีอยู่จริง เหตุเพราะคนที่ขอดูงบคือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรี ของนายสุริยะ ขณะที่หลานของนายสุริยะ เคยขอเข้าพบอธิบดีเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการจริง แต่ก็เป็นไปตามหลักการปกติของภาคเอกชน และเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ก.ค.ปี 2568 จึงเท่ากับเป็นการนำ 2 เรื่องที่ไม่เกี่ยวมาสร้างเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงแต่ประการใด โดยนายพายุได้โพสต์ข้อความดังนี้ --- ขออนุญาตตอบนะครับ: กรณีหลานรัฐมนตรีกับการ “ขอดูงบทิพย์” คงไม่กระทบต่อ corruption perception index หรอกครับเพราะไม่ได้เกิดขึ้นจริง.. แต่อย่างไรก็ดีการนำเสนอข่าวที่ mislead ประชาชนและสร้างความเข้าใจอย่างผิดๆจะส่งผลกระทบต่อ perception ความน่าเชื่อถือและ journalistic integrity ของสื่อท่านนั้นเสียมากกว่าครับ เนื่องจากแท้ที่จริงแล้ว.. หลานของท่าน รมว. ผู้ที่ถูกพาดพิง (แม้คุณสุทธิชัยจะไม่เอ่ยชื่อแต่ได้ตัดต่อรูปท่านสุริยะประกอบโพสต์ของคุณสุทธิชัย) ได้มีการติดต่อไปหาอธิบดีจริงแต่ในฐานะผู้บริหารของบริษัทเอกชนด้านการบินที่รับจ้างทำงานซ่อมบำรุงเครื่องบินเช่นบริษัทอื่นๆทั่วไป หลานของท่าน รมว. มีการเริ่มการติดต่อตั้งแต่ปี ‘68 (อ้างอิงตามเอกสาร timeline ของอธิบดี) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 และได้ส่งผู้แทนเข้าพบในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่ท่านสุริยะจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น รมว. ร่วมหลายเดือน หลานของท่าน รมว. ไม่ได้ขอดูงบฯและไม่มีความจำเป็นจะขอดูงบฯเพราะได้ติดต่อไป (และได้รับการติดต่อกลับโดยอธิบดี) ในฐานะ vendor เช่น บริษัทเอกชนอื่นๆตามปกติ ส่วนผู้ที่ได้ขอเอกสารงบฯของกรมคือ ท่านเลขาฯ รมว. ซึ่งได้ขอหลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้วและทำตามขอบเขตหน้าที่ของผู้บริหารกระทรวงฯ ดังนั้นถ้าจะมีอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อดัชนี corruption perception index ก็น่าจะมาจากการตรวจสอบงบฯของปี ‘70 ที่ถูกทำไว้ตั้งแต่ผู้บริหารชุดที่แล้วและเกิดมีอะไรไม่ชอบมาพากล ในเชิงตัวเลขหรือพฤติกรรมของข้าราชการบางท่านที่น่าสงสัย.. การแก้เกี้ยวด้วย “หลักฐาน” ที่เบาบางแต่ถูกสื่อนำมา mislead ใส่ความผู้บริหารใหม่ก็ไม่สามารถช่วยได้ครับ #TheStructure #TheStructureNews #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #กระทรวงเกษตร #กรมฝนหลวง
12
144
284
8,478