น่าจะเล็งใช้ AI เป็นเครื่องมือจำกัดการเข้าถึงคลังความรู้ของคนนอก US, ใช้บีบรัฐฯ ที่อ่อนแอทางอ้อมได้
Tier S เอาไปเลยเข้าถึงงานวิจัย
Tier B เอาไปเรียน a-z พอ
ผมคิดว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มีสิทธิจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลกไปตลอดกาลครับ
ลุงทรัมป์เพิ่งพูดบน Air Force One ว่า "อยากให้รัฐบาลถือหุ้น AI Labs ใหญ่ๆ"
... นั่นรวมถึง OpenAI ของ Sam Altman ด้วย?
ผมว่าทุกคนคงสงสัย - ทำไมประธานาธิบดีของประเทศ Capitalism เบอร์ 1 ของโลก จะเอารัฐบาลไปถือหุ้นบริษัทเอกชน?
งั้นเพิ่มความน่าสนใจของเรื่องนี้เข้าไปอีก ลุง Bernie Sanders เสนอ "American AI Sovereign Wealth Fund Act" ขอ 50% หุ้น AI Labs!
แถมฝั่งเกาหลีใต้ ก็มีแผน "Citizen Dividend" ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันด้วย
นี่คือ "การเปลี่ยนโฉมหน้า Capitalism" ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี เลยทีเดียว
ไปดูรายละเอียดกัน
--------------------------------
เรามาเริ่มกันที่ ลุงทรัมป์พูดอะไร บน Air Force One เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา?
"There are concepts where pieces could be given to the American public, where the American public essentially becomes a partner with the companies"
= "คนอเมริกันควรกลายเป็น 'หุ้นส่วน' กับบริษัท AI"
ลุงทรัมป์ยังพูดต่อ —
"It would be a beautiful thing. And it would make them rich."
= "มันจะทำให้คนอเมริกัน 'รวย' ขึ้น"
ที่สำคัญ: ลุงทรัมป์จะเจอผู้บริหาร AI Labs "สัปดาห์หน้า" เพื่อหารือความเป็นไปได้
อีกด้าน Bernie Sanders วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากรัฐ Vermont เสนออะไรที่โหดกว่าทรัมป์เยอะเลยครับ
Bernie Sanders เสนอกฎหมายชื่อ "American AI Sovereign Wealth Fund Act" คือ ขอให้บริษัท AI ใหญ่ๆ ทุกแห่ง "โอน 50% ของหุ้นให้รัฐบาล" เข้า Sovereign Wealth Fund!
โดย Sanders เขียนข้อเสนอนี้ใน New York Times โดยบอกว่า "AI สร้างขึ้นจาก 'ความรู้รวม' ของมนุษยชาติ ดังนั้นความมั่งคั่งที่ AI สร้าง ต้องเป็นประโยชน์ของมนุษยชาติ"
(โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้เอง Sanders เพิ่งเจอ Sam Altman ที่ Capitol Hill)
OpenAI เห็นด้วย? เรื่องบ้าที่สุด ก็คือ ใช่ครับ OpenAI เห็นด้วย!
ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด!
Sam Altman เป็นคนเสนอแนวคิดนี้กับ Trump Admin ก่อน Sanders ด้วยซ้ำ
เมษายน 2026: OpenAI ออกเอกสารทางการเสนอ "Public Wealth Fund" บอกแนวคิดว่าจะ "ให้คนทั่วไปได้รับ Upside จาก AI Growth โดยตรง"
หมายความว่า OpenAI ยินดีแบ่งหุ้นเข้ากองทุน?
คำถามคือ ทำไม OpenAI ยอม?
ผมมองว่า 3 เหตุผลครับ คือ
1. เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
2. เพื่อ PR Goodwill ก่อน IPO $850B
3. เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ภาคการเมืองเข้ามาโจมตี จากการที่ AI มีสิทธิมาแย่งงานมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ก็ให้รัฐบาลได้ประโยชน์ และไปทำสวัสดิการให้ประชาชนต่ออีกทีไปเลย
--------------------------------
เป็นไปได้แค่ไหน?
จะบอกว่า Trump Admin เข้าไปถือหุ้นแล้วบางบริษัทครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก:
Intel มากสุด 10%
IBM รัฐเข้าไปถือ แต่ไม่เปิดเผยตัวเลข
Critical Minerals ประมาณ 12 บริษัท
Quantum Computing ก็มีหลายราย
= Trump Admin "Quasi-Nationalize" หรือ กึ่งแปรรูปเป็นของรัฐ บริษัท Tech แล้วหลายบริษัทที่เขามองว่าเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง
--------------------------------
อีกฝากหนึ่งของโลก
เกาหลีใต้ ก็มีการเคลื่อนไหว ด้วยแนวคิด "Citizen Dividend"
คนที่เสนอแนวคิดนี้ คือ Kim Yong-beom (ที่ปรึกษานโยบายประธานาธิบดีเกาหลี) ด้วยการโพสต์ Facebook
"โอกาสประวัติศาสตร์ที่หายาก... เกาหลีอาจเป็นประเทศแรกที่ 'คืนกำไรส่วนเกินยุค AI สู่ชีวิตมนุษย์'"
แผนของเกาหลีใต้ คือใช้ ภาษีจาก AI Growth จ่ายเป็น Citizen Dividend ให้ประชาชน
(จากปัญหา Samsung Union Lawsuit ที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ว่าพนักงาน Memory ได้โบนัส $416K, แต่พนักงาน Smartphone ในบริษัทเดียวกัน กลับได้โบนัสน้อยกว่าเป็นสิบเท่า → รัฐต้องเข้ามาแก้ Inequality!)
--------------------------------
จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ถ้าข่าวข้างบนนี้เป็นจริงขึ้นมา?
มุมมองส่วนตัวนะครับ
1. นี่คือ "End of Pure Capitalism" - รุนแรงที่สุดตั้งแต่สมัยของ Roosevelt
โดยครั้งสุดท้ายที่ US Government ถือหุ้นบริษัทเอกชนแบบนี้คือ:
1933 New Deal (Roosevelt) - สร้างหน่วยงานรัฐทำธุรกิจ
2008 Global Financial Crisis - รัฐบาลอุ้ม GM AIG (แต่ขายคืนหมดในไม่กี่ปี)
2026 AI Boom? - กำลังจะเกิด Permanent Government Equity Stakes!
แปลว่า Capitalism กำลังเปลี่ยนหน้าเข้าสู่ "State Capitalism" เหมือนปี 1933?
2. ลุง David Sacks หนึ่งใน PayPal Mafia สายอนุรักษ์นิยมที่ทรัมป์เลยตั้งเป็นที่ปรึกษาด้าน AI & Crypto เตือนดังๆถึงท่านผู้นำครับ
"การควบรวมระหว่างบริษัท รัฐบาล" ในอานคต มันจะทำให้เราแยกไม่ออกว่าใครคือใคร
พร้อมเตือนว่า อเมริกาอาจจบลงด้วย "Social Credit System" ของจีน
ขยายความแบบนี้ครับ ที่จีน เขามี "ระบบให้คะแนนพฤติกรรมประชาชน" เริ่มปี 2014
วิธีทำงานคือ ทุกคนได้คะแนน 600-1300 จาก:
การใช้จ่าย ชำระเงินกู้ (จ่ายตรงเวลาไหม?)
การโพสต์ Social Media (พูดดีเกี่ยวกับรัฐบาลไหม?)
การข้ามถนน (มี Camera AI ดู)
การจ่ายภาษี (จ่ายไหม ตรงเวลาแค่ไหน?)
ใครเป็นเพื่อน (มีความเสี่ยงไหม เพื่อทำผิดกฎหมายไหม?)
ถ้าได้ Score สูง (>950) จะได้สิทธิขึ้น VIP Lounge ที่สนามบิน, กู้ง่าย, ลูกเข้าโรงเรียนดี
ถ้าได้ Score กลางๆ (601 ถึง 949) ก็เข้าถึงสิทธิสวัสดิการรัฐปกติ
ถ้าได้ Score ต่ำกว่า 600 อาจถึงขั้น ห้ามขึ้นเครื่องบิน รถไฟ กู้เงิน หมดสิทธิส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ
โดยมีคนเก็บข้อมูล ก็คือ Big Tech ของจีน
WeChat (Tencent) = Chat Payment
Alipay (Alibaba) = Payment
Baidu = Search Engine
Sacks เลยเตือนว่า ถ้าจะเลือกทางนี้ สหรัฐมีความเสี่ยงจะกลายเป็น "China 2.0" ผ่านการควบรวมรัฐ บริษัท
มองไปแล้ว มุมที่ Sacks พูดถูกคือ
รัฐที่ใหญ่เกินไป = อันตรายต่อเสรีภาพ
ประวัติศาสตร์ยืนยัน (โซเวียต, คิวบา, หรือ จีนยุคเหมา เจ๋อตุง)
แต่ Sanders ก็พูดถูกตรงที่
AI Inequality จะรุนแรงเกินกว่าที่ Free Market จะจัดการได้
และถ้าปล่อยไว้ = Revolution แน่นอน
ผมว่า "Norway Model" น่าสนใจที่สุดครับ
รัฐบอลนอร์เวย์ถือ Sovereign Wealth Fund (Equinor อื่นๆ) = $1.7T
แต่บริษัทยัง Operate แบบอิสระ 100% เพราะรัฐ แค่ "ถือ" แต่ "ไม่ Control" นั่นคือ "Quasi-Nationalize แบบไม่ควบรวมและยึดอำนาจ"
ถ้า Trump แนวคิด Sanders แนวคิดของ Sacks หาจุดร่วมตรงนี้ได้ ผลที่ตามมา มันอาจจะเป็นโมเดลที่ดีของโลกยุคใหม่ก็ได้นะ
แต่ถ้าทำผิด จะเกิด "China 2.0 ในอเมริกา" ที่ Sacks เตือนจริงๆ
นี่คือเหตุผลที่ผมว่าเรื่อง AI Public Wealth Fund ใหญ่กว่าที่ตลาด Price ในตอนนี้ เพราะมันเป็น "การตัดสินใจอนาคตอีก 100 ปี" ของประเทศที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางโลกครับ
--------------------------------
เรื่องนี้ จะมีผลต่อ IPO ของ OpenAI และ Anthropic ในปีนี้ไหม?
สมมตินะครับ
ถ้า OpenAI/Anthropic ต้องโอนหุ้น 50% ให้รัฐ นั่นแปลว่า Valuation ของ Private Round อาจปรับลง เพราะนักลงทุนเอกชนจะถูก Dilute
และ Mega IPO ในปีนี้ มีความเสี่ยงอาจเลื่อนหรือเปลี่ยนเงื่อนไข
OpenAI Anthropic อาจต้อง Restructure เพื่อรองรับ Public Wealth Fund (ไม่แน่ใจรวม SpaceX ด้วยรึเล่า เพราะจะ IPO ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้แล้ว)
--------------------------------
มาถึงช่วงสุดท้ายของบทความแล้วครับ
คำสัมภาษณ์ของ Bill Winters ซึ่งเป็น CEO, Standard Chartered Bank น่าสนใจมาก เขาบอกว่า "ผมจะเลิกจ้างพนักงานที่ 'มีคุณค่าต่ำ' (เขาใช้คำว่า Lower-Value Human Capital) แล้วเอา AI มาทำแทน"
"Lower-Value" เนี่ย คือ คนนะครับ พวกเขาคือ พนักงานระดับล่าง-กลาง ที่มีลูกเมียต้องเลี้ยง!
ซึ่งจริงๆ บริษัททั้งโลกก็ทำกันอยู่ เพียงแต่ Bill Winters แกพูดตรงๆ
มันคือ ความคิดของ CEO ที่บอกว่า
"ตัดคนที่ไม่จำเป็น"
"ปรับโครงสร้างองค์กร" (= เลิกจ้าง)
"Optimize ต้นทุน" (= ลดคน)
"Smart Workforce" (= AI แทนคน)
"Digital Transformation" (ซึ่งมันก็คือ การเลิกจ้าง)
คำเหล่านี้มันก็คือ = "Lower-Value Human Capital" ครับ
CEO ธนาคารอื่นๆ ที่ "คิดเหมือนกันแต่ไม่พูด" ก็มี
Jamie Dimon (JPMorgan) - ลด HR Trading Floor
David Solomon (Goldman) - AI Underwriting แทน Analyst
Brian Moynihan (BofA) - AI Customer Service
Charlie Scharf (Wells Fargo) - Branch ปิดเยอะ
ถ้าคุณทำงาน "ที่ AI ทำได้" ผมขอให้เริ่ม Reskill ทันที ไม่ต้องรอ
เพราะ AI Inequality คือ เรื่องจริง และ อัตราเร่ง มันแรงขึ้นเรื่อยๆ
สรุปครับ
AI ไม่ใช่แค่ Technology Story แต่เป็น Political Economy Story ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี
ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจอยู่ในโลกที่ รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tech Giant หลายแห่ง .... หรือ ทุกแห่ง ก็เป็นไปได้!
Mr.Messenger รายงาน