ผมได้รับคำถามจากหลายช่องทางว่า คิดอย่างไรเรื่องโครงการ TH-AI Passport
ผมคิดว่าโครงการนี้ถูกพูดถึงอย่างมากจากสาธารณะ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะมากแล้วในแง่มุมต่างๆ ทั้งในแง่นโยบาย กระบวนการ และรายละเอียดทางเทคนิค ดังนั้นคงไม่ขอกล่าวซ้ำ
แต่เรื่องที่ยังไม่ค่อยเห็นพูดกันเยอะนักคือ
"ถ้าไม่ทำ TH-AI Passport เราควรมีนโยบายด้าน AI ของประเทศอย่างไรดี"
จึงเป็นที่มาของโพสต์นี้ครับ
ก่อนอื่นเลยต้องย้ำว่า ผมคิดว่าเราไม่สามารถแยกส่วนคิดเรื่อง AI ให้ขาดกันจากเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ดังนั้นขอเรียกรวมไปเลยว่า Digital & AI เป็นเรื่องเดียวกัน มันคือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเหมือนกัน แค่รายละเอียดภายในต่างกัน โดย AI เป็นแค่ขั้นกว่าของ Digital แต่ในหลายกรณีเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ด้วยซ้ำไป
จริงๆ คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พรรคประชาชนเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วตอนหาเสียงเลือกตั้ง โดยเราใช้คำว่า "รัฐแพลตฟอร์ม" จึงมาขอเล่าอีกรอบ โดยสรุปดังนี้
ถ้าเราตัดรายละเอียดทางเทคนิคออกไปก่อน เอาหมวกคนไอทีออกไป เหลือแต่หมวกของประชาชนคนทั่วไป มองที่ผลลัพธ์อย่างเดียว นโยบาย "รัฐแพลตฟอร์ม" ควรมีเป้าหมายใหญ่ๆ เพียงแค่ 4 อย่าง แบ่งเป็นฝั่งของรัฐและประชาชนฟากละ 2 เรื่อง ได้แก่
1. ปรับปรุงรัฐ
รัฐไทยในองค์รวมมีปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ ไม่มีประสิทธิภาพ (inefficient) และ โกง (corrupted) เราต้องการใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหา 2 เรื่องนี้ให้ได้
1.1 ใช้เทคโนโลยีช่วยรัฐทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลดความล่าช้าของกระบวนการราชการ งานเอกสาร ลดความไม่สะดวกของการเข้าถึงบริการภาครัฐที่ต้องไปต่อคิวนานๆ โดยแปลงบริการภาครัฐทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ให้เป็นดิจิทัล เข้าถึงได้จากทุกที่ สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลารอน้อย
ที่ผ่านนมา รัฐไทยพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการแปลงเป็นดิจิทัล แต่ด้วยวิธีการกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ มีแอพภาครัฐเป็นร้อยๆ ตัว ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง และสุดท้ายบางงานก็ต้องกลับไปใช้กระดาษกันอยู่ดี ตามที่ทุกคนทราบกันดี
ทางแก้ที่พรรคประชาชนเสนอคือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐใหม่ ทันสมัย ปลอดภัย เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางที่หน่วยงานรัฐต่างๆ เข้ามาใช้งานได้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ต้องลงทุนให้ซ้ำซ้อน เกิดช่องว่างในการคอร์รัปชันอีกต่างหาก
1.2 ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้คอร์รัปชัน
เมื่อเราทำ 1.1 แล้ว สิ่งที่จะดีขึ้นโดยทันทีคือ การคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้น เพราะเมื่อกระบวนการพิจารณาต่างๆ เป็นระบบอัตโนมัติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การใช้ช่องว่าง "ดุลพินิจ" ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญของการโกงก็จะลดลงโดยปริยาย เราต้องการเปลี่ยน "ดุลพินิจ" เป็น "ดิจิทัลพินิจ"
แต่เราคงไม่ได้พอใจแค่นั้น เราอยากทำงานแก้คอร์รัปชันในเชิงรุกด้วย ดังที่เห็นจากโครงการ "AI จับโกง" ที่พรรคประชาชนนำเสนออยู่เรื่อยๆ (ล่าสุดคือ "AI จับโกง กทม" ลิงก์ในคอมเมนต์)
การไล่ตรวจเอกสารราชการที่มีจำนวนหน้ามหาศาลเป็นพันๆ หมื่นๆ หน้า เป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง แต่ในโลกยุค AI ที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาและข้อความ มันเป็นการใช้เทคโนโลยีที่แก้ปัญหาแบบถูกฝาถูกตัวมากๆ และเราได้สาธิตให้เห็นไปบ้างแล้วในหลายโอกาส
2. ช่วยประชาชน-เอกชน
นอกจากรัฐแล้ว เราต้องการใช้ Digital & AI ช่วยเหลือภาคประชาชนคนทั่วไป และภาคเอกชน ผู้ประกอบการด้วย
2.1 เพิ่มขีดความสามารถ (capacity) ให้ประชาชน
ภาคประชาชน คนทำงาน แรงงาน เจ้าของกิจการ มีปัญหาสำคัญร่วมกันคือ มีขีดความสามารถ (capacity) หรือในทางเศรษฐศาสตร์อาจใช้คำว่า ผลิตภาพ (productivity) ถดถอยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ เมื่อบวกกับปัญหาประชากรลดลง คนแก่เพิ่มขึ้น คนวัยทำงานน้อยลง ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคนมีจำนวนลดน้อยลง แต่เราจำเป็นต้องมีผลิตภาพมากขึ้น วิธีการเดียวที่เหลืออยู่คือการใช้เครื่องจักร (machine) ซึ่งในที่นี้คือ Digital & AI เข้ามาทดแทน ซึ่งรายละเอียดของวิธีการคงแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาอาชีพ
ผมคิดว่าโครงการ TH-AI Passport มีเป้าหมายแบบเดียวกัน คือ เพิ่มขีดความสามารถให้คนไทย จึงมีส่วนที่เป็นการอัพสกิลคนไทยเรื่อง AI อยู่ด้วย โดยหลักการเป็นสิ่งที่ดี แต่ในแง่ "วิธีทำ" พรรคประชาชนเคยเสนอโมเดลที่ดีกว่าคือโครงการ "คูปอง Upskill" ที่รัฐไม่ต้องทำเอง แต่ช่วยสร้างอุตสาหกรรม e-learning ของภาคเอกชนด้วย
2.2 สร้างเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ภาคเอกชน ผู้ประกอบการไทย ก็เจอปัญหาแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้เช่นกัน ธุรกิจไทยแบบเก่าๆ จำนวนมากเริ่มล้มหายตายจากกันในยุคนี้ ทั้งจากปัจจัยภายใน และคู่แข่งจากภายนอกประเทศ (สินค้าอุตสาหกรรมจีน แพลตฟอร์มออนไลน์ บริการดิจิทัลต่างชาติ)
เราอยากสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจรุ่นถัดไป แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจเหล่านี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร
พรรคประชาชนเคยนำเสนอนโยบาย "เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม" ประเทศไทยมีปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ฝุ่นพิษ ผลผลิตตกต่ำ ค่าไฟแพง พึ่งพาน้ำมันนำเข้าเยอะ ฯลฯ และรัฐก็ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อพยายามแก้ปัญหานี้มาตลอด แต่กลับไม่เป็นผลนัก
จะดีกว่าไหม ถ้ารัฐเปิดให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สตาร์ตอัพ เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยรัฐเป็นคนออกเงินจ้างเอง ภาคเอกชนใช้เงินรัฐในช่วงแรกๆ สร้างตัวขึ้นมาให้แข็งแกร่ง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ จนสามารถออกไปสู้กับตลาดโลกได้ในระยะถัดไป
เราอยากเห็นบริษัทไทยที่ใช้ AI แก้ปัญหาฝุ่นพิษ, ใช้ AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียมแก้ปัญหาน้ำท่วม, ใช้ AI ดูภาพจากกล้องแก้ปัญหาจราจร, ใช้ AI ช่วยอ่านข้อมูลผู้ป่วย แก้ปัญหาระบบสุขภาพที่กำลังจะล่มสลาย ฯลฯ
ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในทางเทคนิค แต่ขาดเงินทุน ขาดตลาด ขาดความคุ้มครองจากรัฐไทย ที่ป้องกันคู่แข่งจากต่างชาติ หากเราพลิกมุมคิดสักเล็กน้อย รัฐเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้จ้าง กำหนดเป้าหมายทางนโยบาย แล้วเปิดให้เกิดการแข่งขัน (ไม่ต้องล็อคสเปก TOR) ให้โอกาสภาคเอกชนไทยเข้ามาทำงานกันเยอะๆ ให้เวลาสร้างตัวกันสักพักหนึ่ง แล้วเราเชื่อว่าจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจอันใหม่ให้กับประเทศไทยได้