จากมุมมองส่วนตัว ที่ นข ไทย วิตกจริตกับรีวิวด้านลบคงเป็นเพราะกลัว นอ ไหลตามไปกับคำวิจารณ์ด้านแย่นั้นจนงานขายไม่ออก จากตัวอย่างในโควทคนบอกไม่ชอบงานแล้วมีคนตอบกลับว่าไม่กล้าอ่านงานชิ้นนั้นแล้วทั้งที่ยังไม่ลองอ่านเลยด้วยซ้ำ ( พูดง่ายๆคือ คนชอบไหลเป็นขี้ใครบอกอะไรก็เชื่อ ไม่ ค. ว. ย)
หนังสือเป็นเรื่องของปัจเจก นั่นเป็นเรื่องจริง คนหนึ่งชอบ อีกคนไม่ชอบ เป็นสิทธิของผู้อ่านทั้งนั้น คุณเสียเงินซื้อ เสียเวลาในชีวิตเพื่ออ่านมัน เมื่ออ่านจบแล้วพบว่าไม่ชอบ คุณมีสิทธิ์จะพูดออกมาตรง ๆ ว่าไม่ชอบ ไม่มีใครควรห้าม
แต่ในขณะเดียวกัน งานศิลปะก็มีภาษาของมันเอง นักเขียนแต่ละคนมีวิธีเล่าเรื่อง มีวิธีสื่อสาร และมีโลกที่เขาสร้างขึ้นด้วยภาษาเฉพาะตัว หากเราอ่านแล้วไม่เข้าถึง หรือไม่สามารถเชื่อมต่อกับภาษานั้นได้ บางทีสิ่งที่ควรทำที่สุดอาจเป็นเพียงการวางมันลง แล้วเดินผ่านไป ไม่ต้องอ่านงานของเขาอีก
แต่การตัดสินว่าหนังสือเล่มนั้น ดี หรือ ห่วย โดยสิ้นเชิง อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหลายครั้งมันอาจไม่ใช่ปัญหาของคุณภาพงาน แต่อาจเป็นเพียงการที่ผู้อ่านกับผู้เขียนกำลังสื่อสารกันคนละภาษา
เว้นเสียแต่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะมีปัญหาในเชิงศีลธรรมหรือเจตนาที่ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์ นอกเหนือจากนั้นแล้ว เราควรระลึกไว้เสมอว่าหนังสือทุกเล่มเกิดขึ้นจากจินตนาการและความตั้งใจของผู้เขียน เขาเลือกจะเล่าเรื่องแบบนั้น ใช้ภาษาแบบนั้น และนำเสนอโลกแบบนั้น เพราะนั่นคือเรื่องที่เขาต้องการเล่า
ดังนั้นการวิจารณ์ว่า นักเขียนเบียว โชว์ภูมิ อวดอ้าง หรือพยายามทำตัวเหนือกว่าใคร เพียงเพราะสำนวนหรือวิธีการเล่าเรื่องไม่ถูกจริตเรา ก็ดูจะเป็นข้อสรุปที่รีบเกินไปอยู่บ้าง
บางครั้งก่อนจะวิจารณ์งาน ลองถามตัวเองสักนิดว่า ที่เราไม่ชอบนั้น เราไม่ชอบหนังสือจริง ๆ หรือเราไม่ชอบตัวนักเขียนกันแน่