Filter
Exclude
Time range
-
Near
Efficiency and clean-energy adoption are guiding our transition to a much cleaner power mix by FY28. Our momentum remains steady and focused. #HindustanZinc #HZL #EnergyConservationDay #ThePowerOfLess
4
176
Smarter energy use and a growing share of renewables have helped us avoid 670k tonnes of GHG emissions. Step by step, we continue to strengthen our cleaner power ecosystem. #HindustanZinc #HZL #EnergyConservationDay #ThePowerOfLess
5
280
“Less is More” เมื่อความสุขเกิดจากการมีน้อย . ในสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน การบริโภคคือหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ หลายครั้งที่การมีข้าวของจำนวนมากถูกใช้เป็นมาตรวัดความสำเร็จของคน ไม่ว่าจะเป็น บ้านหลังใหญ่ รถหรู กระเป๋าหรือนาฬิการาคาแพง และการได้เป็นเจ้าของสิ่งของที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ในอีกมุมหนึ่ง กระแส Minimalist Living หรือการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหมาย กลับกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น . เราจะพาคุณไปเจาะลึกถึงแนวคิดนี้ และอธิบายว่า ทำไม “การมีน้อย” ถึงนำมาซึ่ง “ความสุขที่มากกว่า” . เมื่อพูดถึง Minimalist Living ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือห้องโล่ง ๆ ที่มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น หรือตู้เสื้อผ้าที่มีแต่เสื้อสีพื้น ๆ เพียงไม่กี่ตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว แนวคิดนี้ลึกซึ้งกว่านั้นมาก มินิมอลลิสต์ไม่ได้หมายถึงการมีของน้อยที่สุด แต่เป็นการมีชีวิตอย่างตั้งใจ (Living with Intention) และเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับชีวิตอย่างแท้จริง . หัวใจสำคัญของมินิมอลลิสต์คือการ “ตั้งคำถาม” กับทุกสิ่งที่เราครอบครอง ว่าสิ่งนั้น ๆ มีความสำคัญกับชีวิตเราจริงหรือไม่ มันเพิ่ม “ความสุข” หรือเพียงแค่เพิ่ม “ภาระ” การเดินทางของมินิมอลลิสต์จึงไม่ใช่แค่การทิ้งของ แต่คือการสำรวจชีวิตภายใน การค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริง ๆ สำหรับเรา และอะไรคือสิ่งที่เราปล่อยวางได้โดยไม่กระทบต่อความสุขในชีวิต การตัดสินใจที่จะมีของน้อยลง จึงเป็นการตัดสินใจเชิงบวกที่ทำให้ชีวิตเบาสบายขึ้น และมีพื้นที่สำหรับสิ่งที่เราให้คุณค่าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ประสบการณ์ หรือเวลาสำหรับการพัฒนาตัวเอง . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #SwayinSouthernsWays #ThePowerofLess #minimalism #LessisMore
1
698
รู้จักขบวนการ Khadi: แฟชั่นที่ปั่นด้วยมือ แต่เปลี่ยนเศรษฐกิจทั้งชาติ . มหาตมะ คานธี คือบุรุษผู้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะสัญลักษณ์ของสันติภาพ การไม่ใช้ความรุนแรง และการปลุกพลังจากผู้คนธรรมดา เขาไม่เพียงนำอินเดียสู่เอกราช แต่ยังใช้แฟชั่นและความยั่งยืนเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม “คิด” ชวนสำรวจแนวคิดเบื้องหลังขบวนการผ้าคาดี เส้นด้ายที่ปั่นด้วยมือซึ่งกลายเป็นพลังเงียบในการปฏิวัติอย่างสงบ พลังเล็ก ๆ ที่รวมกันจนเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ . คาดี (Khadi) คือผ้าฝ้ายทอมือที่ได้จากเครื่องปั่นด้ายแบบพื้นบ้านที่เรียกว่า ชาร์คา (Chakha) ซึ่งไม่ใช่เพียงผ้าธรรมดา แต่เป็นผืนผ้าแห่งอิสรภาพของอินเดีย โดยในปี 1918 มหาตมะ คานธี ได้นำผ้าคาดีมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในขบวนการ “สวาเทศี” (Swadeshi Movement) ซึ่งมีเป้าหมายในการคว่ำบาตรสินค้าและวัตถุดิบนำเข้า พร้อมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในหมู่บ้านทั่วอินเดีย เนื่องจากในขณะนั้น อินเดียยังอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ เสื้อผ้าที่ชาวพื้นเมืองสวมใส่จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าเสื้อผ้าจากอุตสาหกรรมของจักรวรรดิ . ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 เกษตรกรจำนวนมากขาดรายได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง การปั่นด้ายจึงกลายเป็นอาชีพที่ช่วยรองรับแรงงานจำนวนมากได้ในทันที เนื่องจากเป็นงานที่เรียนรู้ได้ง่ายและไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง คานธีมองเห็นความไม่เป็นธรรมดังกล่าว จึงเลือกใช้ “การทอผ้า” เป็นเครื่องมือในการปฏิวัติอย่างสันติ เพื่อช่วยให้อินเดียหลุดพ้นจากความยากจน ผ่านการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศและเพิ่มการจ้างงานในระดับชุมชน พร้อมลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าราคาแพงจากอังกฤษ ทั้งที่วัตถุดิบส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดในอินเดียเอง แนวคิดนี้จึงกลายเป็นการทวงคืนสิ่งที่เป็นของคนอินเดีย ด้วยการใช้ผลผลิตและทักษะของประชาชนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ . “ผ้าคาดี” จึงเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็ก ๆ . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #Khadi
2
5
1,081
รินไอเดียใส่แก้ว: 4 แบรนด์สร้างสรรค์ที่เปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นเครื่องดื่มแห่งความยั่งยืน . ปัจจุบัน ปัญหาขยะอาหาร (Food waste) กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งขยะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากอาหารที่รับประทานไม่หมด อาหารหมดอายุ ไปจนถึงเศษผักผลไม้ที่ใช้เพื่อการตกแต่ง ปัญหานี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบตลาดในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ . รายงาน Food Waste Index 2024 ระบุว่า ในปี 2022 มีขยะอาหารเกิดขึ้นทั่วโลกราว 1.05 ล้านตัน แม้หลายคนจะเข้าใจว่าเศษอาหารสามารถย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขยะอาหารจำเป็นต้องได้รับการจัดการและย่อยสลายอย่างถูกวิธี เพราะหากทิ้งให้ย่อยสลายเอง จะสร้างก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10 เปอร์เซนต์ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาวะโลกร้อน . ในด้านอุตสาหกรรมอาหารจึงได้มีความพยายามลดปัญหานี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น Veggie Industry จากบริษัท Cogistics ที่นำผักและผลไม้ไปแช่แข็งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและลดการสูญเสียจากการเน่าเสีย ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น แม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มเองก็เริ่มมีบทบาทในการลดขยะอาหารด้วยเช่นกัน ผ่านการแปรรูปวัตถุดิบเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่า . เมื่อขยะอาหารไม่ได้จบลงที่ถัง แต่กลับถูกเติมจินตนาการลงในแก้วเครื่องดื่ม มาร่วมสำรวจไอเดียรักษ์โลกสุดครีเอต ที่ช่วยลดปัญหา Food Waste ได้อย่างกลมกล่อมและมีสไตล์ . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์
1
1
551
“Vertical Thinking” เมื่อพื้นที่แนวนอนมีจำกัด ก็ต้องคิดแนวตั้งให้เหนือชั้นมากกว่าที่เคย . แม้โลกจะดูใหญ่โต แต่ในความจริง พื้นที่ของเรากำลังถูกจำกัดลงทุกวัน ทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เมืองที่ขยายตัว และภัยธรรมชาติอย่างระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศ เมือง ชุมชน หรือบ้านพัก ต่างต้องเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ “พื้นที่ไม่พอ” ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะต้อง “คิดใหม่ ใช้พื้นที่เดิม” ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น . หนึ่งในแนวคิดที่ตอบโจทย์นี้คือ “Vertical Thinking” หรือ “การคิดแบบแนวตั้ง” ที่ไม่ได้แปลความหมายถึงการสร้างสิ่งสูงขึ้น แต่หมายถึงการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน มีตรรกะ และใช้มิติของ ‘ความสูง’ เพื่อจัดการปัญหาที่ ‘แนวราบ’ ไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป . ถ้าปัญหาอยู่ที่แนวราบ ก็ต้องเอาแนวตั้งเข้าสู้ . ‘Vertical Thinking’ เป็นกระบวนการคิดที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้น เป็นเหตุเป็นผล และมองลึกลงไปถึงรากของปัญหา แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้หลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ กฎหมาย นโยบาย รวมไปถึงการออกแบบ เพราะในโลกที่พื้นที่แนวราบเริ่มไม่พอ การเปลี่ยนมาใช้ “มิติของความสูง” ก็เป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจตั้งแต่แวดวงสถาปัตยกรรม การจัดสรรพื้นที่ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในแนวดิ่ง ฟาร์มแนวตั้ง ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้ประหยัดพื้นที่ในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อพื้นที่แนวราบเริ่มเต็ม แต่พื้นที่ “เหนือหัว” ยังว่าง การคิดให้สูงขึ้น จึงอาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า . จริง ๆ แล้ว คนเราอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นแนวตั้งกันเป็นปกติ โดยในชีวิตประจำวัน เราใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ลิฟต์ บันได บันไดเลื่อน หรือแม้แต้อาคารสูง ก็ล้วนนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘Vertical Circulation’ ในสถาปัตยกรรมหรือการก่อสร้างอยู่แล้ว เพียงแค่การใช้ ‘แนวตั้ง’ ที่เราคุ้นเคยมานานนั้น อาจยังจำกัดอยู่แค่ “การเชื่อมต่อระหว่างชั้น” . คำถามคือ—ถ้าไม่ใช่ลิฟต์หรือบันได แล้วเราจะต่อยอด “ความสูง” ไปในทิศทางไหนได้อีก? . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #verticalthinking
2
712
The Museum of Bad Gifts: มหกรรมรวมของขวัญที่ผู้รับยี้ (แต่ถ้าอยู่ถูกที่ก็มีคุณค่า) . ไม่ว่าจะงานปาร์ตี้วันเกิด วันครบรอบต่าง ๆ ตลอดจนวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่างานเฉลิมฉลองไหน ๆ “ของขวัญ” ก็มักจะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าร่วมทุกคนเสมอ สิ่งของซึ่งผ่านกระบวนการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี บรรจุในหีบห่อที่สวยงาม กลายเป็นอีกหนึ่งคุณค่าทางใจที่ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ตรึงใจผู้รับได้ทั้งนั้น ทว่า... ของขวัญบางชิ้นก็มอบความรู้สึก “ตรึงใจ” แก่ผู้รับในรูปแบบที่ต่างออกไป . ในบรรดาของขวัญทั้งหมดที่ได้รับมาในชีวิต เชื่อเลยว่าทุกคนต้องเคยเจอ “ของขวัญยอดแย่” ที่ไม่มีวันลืมลง เป็นของขวัญที่เราฝืนยิ้มรับด้วยความยินดี (?) แล้วก็เขี่ยไปวางไว้ที่มุมห้องโดยไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร กระนั้นเอง ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กลับมีนิทรรศการหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูและให้ความเคารพแก่ของขวัญที่เราไม่ต้องการ ทั้งยังมอบการตีความและการปรับลุคใหม่ให้แก่สิ่งของในหลืบเน่า ๆ ให้มีคุณค่าและน่าสนใจมากขึ้น . เพราะทุกคนต่างก็มีของขวัญที่ไม่อยากได้ . จุดเริ่มต้นของการสร้างนิทรรศการ The Museum of Bad Gifts ซึ่งจัดขึ้นที่ Northern Contemporary Gallery ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา เกิดขึ้นจากความคิดของศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ สเตฟานี เอเวอรี่, ชาริ คาสมัน, มาร์ติน รีส และฌอน มาร์ตินเดล ที่กำลังระดมความคิดเพื่อหาสิ่งจัดแสดงในช่วงคริสต์มาสถึงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่คนทั่วโลกต่างก็ต้องรับมือกับของขวัญที่ตนไม่ต้องการกันทั้งนั้น . “ของขวัญสุดห่วยเป็นประสบการณ์สากล ผู้คนทั่วโลกล้วนได้รับของขวัญที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเพราะเป็นการจำใจให้ด้วยหน้าที่ หรือความผิดพลาดจากการตัดสินใจ” คาสมันกล่าว โดยไอเดียข้างต้นนี้ ได้รับการตีความสู่การนำเสนอแนวทาง (สุดแสบสัน) ให้กับคำถามที่ว่า “จะทำอย่างไรกับของขวัญที่เราไม่เคยขอ ให้โดยคนที่เราไม่เคยชอบ และตอนนี้ถูกทิ้งอยู่ในมุมมืด” นั่นคือการขึงมันไว้บนผนัง แล้วก็ให้สาธารณชนชื่นชมมันเสียเลย! . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #gifts #museum #exhibition #ของขวัญ #นิทรรศการ
2
2
870
Small Home, Smart Soul บ้านเล็กที่มากไปด้วยหัวใจแห่งการออกแบบ . เล็กแต่ลึกซึ้ง! ในประเทศที่พื้นที่จำกัด แต่จินตนาการไร้ขีดจำกัด “ญี่ปุ่น” ได้สร้างวัฒนธรรม "บ้านขนาดเล็ก" ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความคิดที่ทั่วโลกต้องหันมามอง ตั้งแต่แนวคิด Mottainai จนถึงการออกแบบแบบ Minimal บ้านญี่ปุ่นจึงไม่ได้เพียงประหยัดพื้นที่ แต่เต็มไปด้วยคุณภาพชีวิต ความงาม และการปรับตัวอย่างแยบยล ท่ามกลางข้อจำกัดที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมระดับโลก . ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่เพียง 377,000 ตารางกิโลเมตร แต่ต้องรองรับประชากรกว่า 125 ล้านคน การออกแบบและสร้างบ้านในญี่ปุ่นจึงกลายเป็นศิลปะแห่งการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาดที่โลกต่างจับตามอง เพราะเป็นศิลปะการสร้างบ้านที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ฟังก์ชันการใช้งาน และสุนทรียภาพได้อย่างน่าทึ่ง แต่รู้ไหมว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการคิดค้นเทคนิคใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากปรัชญาและปัจจัยทางสังคมหลายประการที่หลอมรวมกัน ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดและปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดได้อย่างกลมกลืน . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #homedesign
2
2
680
ลูบลิยานา (Ljubljana) เมืองแห่งการทำน้อยได้มาก . ในยุคที่เมืองใหญ่ทั่วโลกแข่งขันกันใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาการจราจร มลพิษ และความแออัด มีเมืองหลวงแห่งหนึ่งในยุโรปกลับเลือกเดินทางตรงข้าม “ลูบลิยานา (Ljubljana)” เมืองหลวงของสโลวีเนีย พิสูจน์แล้วว่าการสร้างเมืองที่น่าอยู่ ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล แค่ปิดถนนในปี 2007 ก็สามารถเปลี่ยนเมืองที่ติดขัดด้วยรถยนต์ให้กลายเป็นเมืองคนเดินที่สะอาดที่สุดในยุโรปด้วยหลักการ ‘ทำน้อยได้มาก’ . ลูบลิยานาสามารถลดมลพิษทางอากาศลงได้ถึง 70% เพิ่มพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าขึ้นถึง 620% และกลายเป็นเมือง Zero Waste แห่งแรกของยุโรป ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีล้ำสมัยราคาแพง แต่เกิดจากกลยุทธ์อันชาญฉลาดในการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในเมือง จากเดิมที่ประชาชนเคยต่อต้านการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันกว่า 95% ของชาวเมืองรู้สึกพึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น . ปฏิวัติด้วยการลด ไม่ใช่เพิ่ม . เมื่อ โซรัน ยานโควิช (Zoran Janković) ก้าวขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีในปี 2006 กรุงลูบลิยานาก็เผชิญปัญหาเดียวกับเมืองหลวงอื่น ๆ ทั่วทวีปยุโรป นั่นคือถนนหนทางที่คับคั่งไปด้วยยานพาหนะ การจราจรที่ติดขัด มลพิษทางอากาศ และเสียงรบกวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2003 ที่การเดินทางภายในเมืองกว่า 60% เป็นการใช้รถยนต์ส่วนบุคค แต่แทนที่เขาจะแก้ปัญหาด้วยการสร้างถนนเพิ่ม ขยายพื้นที่จอดรถ หรือลงทุนในระบบขนส่งมวลชนราคาแพง ยานโควิชกลับเลือกใช้วิธีที่ดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านั้น . ในปี 2007 แผนบริหาร “Vision Ljubljana 2025” ได้เปิดตัวโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การปิดถนนใจกลางเมืองไม่ให้รถยนต์สัญจรผ่านได้อย่างสมบูรณ์ เริ่มต้นจากการปิดถนน Wolfova และจัตุรัส Prešeren จากนั้นค่อย ๆ ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน ลูบลิยานามีพื้นที่สำหรับคนเดินเท้ามากกว่า 100,000 ตารางเมตร . รู้จัก "ลูบลิยานา" ให้มากขึ้นได้ในบทความฉบับเต็ม creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #Ljubljana
4
11
1,151
Mass Customization: ถึงจะมีของเป็นล้าน แต่ก็รู้สึกเหมือนผลิตมาเพื่อเราคนเดียว . เชื่อไหมว่าการตั้งใจเลือกซื้อส่วนเสริมของสินค้าบางอย่างเพิ่ม อย่างเชือกรองเท้าสี ๆ ที่ดูธรรมดา ๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ กลับทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อรองเท้าคู่นั้น มีความเป็นของเรามากขึ้นจริง ๆ ยิ่งถ้าตัวรองเท้า สามารถเลือกได้เองตั้งแต่วัสดุไปจนถึงข้อความที่พิมพ์ด้านหลังด้วย ก็ยิ่งแทบจะทำให้รองเท้าคู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเราไปเลยด้วยซ้ำ . ที่เป็นอย่างนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกวันนี้เวลาจะซื้อของสักครั้ง ไม่ว่าจะซื้อที่ร้าน เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เราก็มักจะเจอแต่สินค้าที่หน้าตาคล้ายกันเต็มไปหมด . สิ่งหนึ่งก็เพราะข้อมูลที่ถูกแชร์กันทั่วโลก ของอะไรที่ฮิตเป็นกระแสก็ถูกผลิตตามได้เร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทีนี้ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความเป็นตัวเองมากหรือน้อยก็คงรู้สึกเบื่อ ๆ กับของใช้ที่ดูเหมือนของคนอื่นไปหมดอยู่ดี . แต่ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นช่วง 2-3 ปีนี้ เพราะมันเป็นเทรนด์ที่เริ่มมานานนับ 10 ปีแล้ว โดยมีการสำรวจตั้งแต่ปี 2015 ที่พบว่า ลูกค้ายอมรอนานขึ้นเพื่อจะได้สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมลูกค้าจำนวนกว่าครึ่งยังสนใจเฟอร์นิเจอร์และเสื้อผ้าที่ปรับแต่งได้เองด้วย จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการสำรวจที่ได้ผลคล้ายกัน คือมีผู้บริโภคถึง 61% ที่พร้อมจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเจาะจงสำหรับตัวของเขาเอง (ไม่ใช่แค่สินค้าอีกต่อไป) . จาก Mass Production สู่ Mass Customization จากการผลิตแบบเดียวกันทั้งล็อต สู่สินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะคน . ในอดีต การผลิตสินค้าจำนวนมากให้เหมือนกันหมด (Mass Production) คือทางเลือกหลักของธุรกิจ เพราะช่วยลดต้นทุนต่อชิ้นได้มาก แต่ข้อเสียคือ หากจะปรับอะไรแม้เพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนสีหรือเพิ่มดีเทล ต้องหยุดสายการผลิตและเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมด ทำให้ไม่คุ้มค่า แพง และเสียเวลา จึงทำได้เฉพาะกับสินค้าหรูหราหรือของที่ผลิตจำนวนน้อยเท่านั้น . แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามา โดยเฉพาะระบบออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (CAD) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้ลูกค้าออกแบบสินค้าได้เอง พร้อมกับแนวคิด “การผลิตแบบแยกส่วน” (Modular Design) เช่น พื้นรองเท้า เชือก หรือเคสมือถือ ที่สามารถเลือกประกอบตามสั่งได้ . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #MassCustomization
2
2
1,166
รู้จัก Product as a Service (PaaS) โมเดลธุรกิจที่ทำให้ ‘การใช้งาน’ สำคัญกว่า ‘การครอบครอง’ . Product as a Service (PaaS) ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อโลกเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 12 ซึ่งมุ่งส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) . ในระดับองค์กรธุรกิจทั่วโลก หลายแห่งเริ่มปรับตัวตามแนวคิดนี้ โดยให้ความสำคัญกับการลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้โมเดล PaaS กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใบช้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและรูปแบบการใช้ชีวิตหลังยุคโควิด-19 . เมื่อมองกลับมาที่พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า โมเดลนี้มีความน่าสนใจและตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่าเดิม เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาว จากเดิมที่เป็นลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์ (Product Ownership) มาเป็นของตนเอง ก็เปลี่ยนไปเป็นการเช่าซื้อสินค้าหรือบริการแทน โดยผู้ให้บริการจะไม่ขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของทั้งหมด แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “เข้าถึงการใช้งาน” สินค้าหรือบริการนั้น ๆ ผ่านการชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายงวด เช่น รายเดือน รายปี หรือตามระยะเวลาใช้งานจริง . ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังคงเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ และรับหน้าที่ดูแลด้านการบำรุงรักษา ซ่อมแซม อัปเกรด และจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #business #productasaservice #PaaS
3
7
997
จากเมืองสู่ป่า “Forest Forest” พื้นที่เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนโลกในใจคน . “Forest Forest” คือบ้านที่เกิดขึ้นจากความฝันและความตั้งใจของ “ลูน-จันทร์ ธรรมพักตรกุล” เด็กสาวที่ฝันอยากเกษียณตัวเองเพื่อออกไปใช้ชีวิตในป่า ด้วยการขอของขวัญครั้งสุดท้ายก่อนคว้าปริญญาตรีในสาขาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบังจากครอบครัว นอกจากจะไม่ปฏิเสธความฝันของลูกสาวแล้ว คุณพ่อคุณแม่ของเธอยังเป็นกำลังสำคัญในการตามหาพื้นที่ที่ใช่ และยังช่วยสร้างบ้าน แต่งบ้าน รวมถึงตั้งชื่อ Forest Forest ให้อีกด้วย . “รู้ตัวว่าชอบธรรมชาติตั้งแต่เด็ก แล้วก็เป็นคนไม่กลัวการออกไปใช้ชีวิต แต่สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือความวุ่นวาย และเรายิ่งมองเห็นความต้องการของตัวเองชัดขึ้นตอนเรียนมหาวิทยาลัย แล้วมีโอกาสไปงานเทศกาลดนตรีที่จังหวัดราชบุรี เป็นงานดนตรีโฟล์กซองในป่า ทำให้เราเข้าใจตัวเองชัดขึ้นว่า เรารักธรรมชาติ ชอบอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เลยตัดสินใจบอกที่บ้าน แต่ก็ไม่วางแผนนะคะว่าจะทำอะไร ยังไง รู้แค่ว่าจะไปอยู่ โดยมีภาพในหัวคือ อยากไปสร้างบ้านอยู่เอง อารมณ์ประมาณว่า อยากสร้างบ้านด้วยความภาคภูมิใจของตัวเอง แต่สุดท้ายคุณพ่อก็เป็นคนสร้างให้ ความที่เขามีของสะสม มีเฟอร์นิเจอร์เยอะ สร้างเสร็จ 1 หลังก็เลยรู้สึกสนุกและสร้างต่อ สุดท้ายเลยได้บ้านมา 3 หลัง เพื่อการใช้พื้นที่ ใช้บ้านที่สร้างขึ้นมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็เลยเปิดให้เช่า ทำเป็นโฮมสเตย์ จนกลายมาเป็น Forest Forest ในวันนี้ และเปิดมาได้ 6 ปีแล้วค่ะ” . อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #interview
4
3
1,251
บ้านหายใจได้ อยู่สบายแบบไม่กินไฟ : ถอดรหัส Passive Design ฉบับไทย . บ้านที่เย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งแอร์ เป็นไปได้จริงหรือ . ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอากาศร้อนเกือบทั้งปี ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศและพัดลมเป็นสิ่งที่แทบขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าหากเราสามารถสร้างบ้านที่ "หายใจได้" โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากมายล่ะ การออกแบบที่อยู่อาศัยให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้บ้านเย็นลงโดยธรรมชาติ มาถอดรหัสแนวคิด "Passive Design" จากสถาปัตยกรรมระดับโลกไปด้วยกัน . Passive Design เป็นแนวทางหนึ่งของสถาปัตยกรรมยั่งยืนที่ใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม และทิศทางอาคาร เพื่อลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศและแสงไฟฟ้า บ้านที่ออกแบบโดยใช้แนวคิดนี้จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก . หลายคนอาจคิดว่า การออกแบบบ้านให้ยั่งยืนหมายถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แต่แท้จริงแล้ว Passive Design คือการคิดและออกแบบตั้งแต่แรก เพื่อให้บ้านเย็นสบายโดยธรรมชาติ ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ และใช้แสงสว่างจากธรรมชาติมากที่สุด . ถอดรหัสสถาปัตยกรรมแบบ Passive Design ได้ในบทความฉบับเต็ม creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การออกแบบ #design #innovation #passivedesign
2
2
837
แปรรูปอดีต สร้างอนาคต: Adaptive Reuse เปลี่ยนพื้นที่ร้างสู่แรงบันดาลใจ . อาคารเก่าที่เคยถูกทิ้งร้างในใจกลางเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร จะไม่ได้เป็นเพียง "พื้นที่ตาย" อีกต่อไป แต่กลับถูกมองว่าเป็น “ผืนผ้าใบสำหรับการสร้างสรรค์” ซึ่งรอคอยจะได้รับการแปรเปลี่ยนให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง แนวคิด “Adaptive Reuse” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการคืนชีพให้กับโครงสร้างเดิม ไม่ใช่เพียงแค่การรีโนเวตอาคารเก่า แต่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลายเป็น "Hub แห่งความคิด" หรือ “ศูนย์กลางทางวัฒนธรรม” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน . Adaptive Reuse หรือการนำอาคารเก่ามาใช้ใหม่ คือแนวทางที่ช่วยยืดอายุโครงสร้างเดิม โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชันให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาองค์ประกอบสำคัญทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของอาคารไว้ วิธีนี้ไม่เพียงลดความจำเป็นในการรื้อถอนหรือสร้างใหม่ แต่ยังช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ ลดของเสียจากการก่อสร้าง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม . ต่างจากแนวทางการพัฒนาแบบเดิมที่มักเริ่มจากศูนย์ Adaptive Reuse ให้ความสำคัญกับการ “ซ่อม เสริม และปรับ” มากกว่าการ “ทุบแล้วสร้าง” ซึ่งทำให้เมืองยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ได้ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเปิดโอกาสให้พื้นที่เก่าได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบทบาทใหม่ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย . โลกของเรามีทรัพยากรจำกัด การสร้างสิ่งใหม่โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การหันมามอง "ของเก่า" ที่ถูกทิ้งร้างด้วยมุมมองใหม่ ๆ คือก้าวสำคัญในการพัฒนาอย่างรอบคอบ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเปลี่ยนพื้นที่เดิมให้มีฟังก์ชันใหม่ ช่วยลดการใช้วัสดุใหม่ ลดของเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการก่อสร้าง อีกทั้งยังช่วยรักษาโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #AdaptiveReuse
2
4
1,043
ใช้แล้วทิ้ง ❌ ใช้แล้วคิด ✅ เจาะแนวคิด “Smart Use” กับอนาคตเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย . โลกที่เต็มไปด้วยขยะอาจดูสิ้นหวัง แต่ “Smart Use” คือแนวคิดที่จะเปลี่ยนของไร้ค่า ให้กลับมาเป็นทรัพยากรอีกครั้ง และยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมสร้างทั้งมูลค่าใหม่และอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง . เศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่รีไซเคิล! อย่าเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการรีไซเคิลเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้ว มันคือการออกแบบระบบการผลิตและบริโภคใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบได้นานที่สุด พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ . หลักการสำคัญ 3 ประการ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน มีหลักการบริหารจัดการทรัพยากรสำคัญ 3 ประการดังนี้: • การออกแบบเพื่อลดของเสียและมลพิษ คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดของเสีย • การหมุนเวียนผลิตภัณฑ์และวัสดุให้มีอายุการใช้งานยาวนาน เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุดผ่านการใช้ซ้ำ (Reuse) ซ่อมแซม (Repair) ปรับปรุง (Refurbish) ผลิตซ้ำ (Remanufacture) และรีไซเคิล (Recycle) • การฟื้นฟูระบบธรรมชาติด้วยการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #SmartUse
1
670
กินหัวจรดหางแบบ “Nose to Tail” ปรัชญาการกินเพื่อโลก เพื่อสุขภาพ เพื่อชีวิต . การรับประทานอาหารที่สมดุลในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพอีกต่อไป หากแต่ขยายความไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนและเคารพต่อทรัพยากรทุกส่วนของชีวิต แนวคิดการรับประทานอาหารแบบ “Nose to Tail” หรือการ “กินหัวจรดหาง” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ใส่ใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม “คิด” ชวนสำรวจที่มารากฐานของแนวคิดนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดของเสียจากอาหาร แต่ยังสะท้อนจิตสำนึกในการกินอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้ทุกส่วนของสัตว์ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด . การกินแบบ Nose to Tail คือปรัชญาการทำอาหารที่เน้นการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนที่กินได้ของสัตว์ ตั้งแต่จมูกไปจนถึงหาง โดยไม่ให้มีส่วนใดต้องเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากการบริโภคเฉพาะเนื้อสัตว์เฉพาะบางส่วน เช่น สเต็ก อกไก่ หรือหมูสับ แนวคิดนี้จึงส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากสัตว์ทั้งตัว ตั้งแต่เครื่องใน กระดูก หนัง ไปจนถึงส่วนที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย . เมื่อพุดถึง “ซูเปอร์ฟู้ด” หลายคนมักนึกถึงผักและผลไม้สีสดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ในความเป็นจริง เครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะจากสัตว์ที่เลี้ยงด้วยหญ้า เช่น วัว กวาง แพะ และลูกแกะ กลับมีสารอาหารหนาแน่นยิ่งกว่าอาหารเสริมเพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน A และ B ธาตุเหล็ก ทองแดง ซิลีเนียม และสังกะสี โดยเฉพาะในตับวัวที่อุดมไปด้วยโคลีน (Choline) สารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพสมองและพัฒนาการด้านความทรงจำของทารกในครรภ์ และยังมีประโยชน์ต่อผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูตับไขมันและกล้ามเนื้ออีกด้วย . ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะเลือกกินเฉพาะเนื้อกล้ามเนื้อ เช่น สเต็กหรืออกไก่ ซึ่งหมายความว่าเรากำลังละทิ้งพลังงานและสารอาหารดี ๆ จากครึ่งหนึ่งของสัตว์ไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งที่ส่วนอื่น ๆ ของสัตว์ก็อุดมไปด้วยสารอาหารคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน การบริโภคเนื้อสัตว์อย่างคุ้มค่า ไม่เพียงเพิ่มคุณค่าด้านโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตเนื้อสัตว์เป็นกระบวนการที่ใช้ทรัพยากรและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง การกินเฉพาะบางส่วนอย่างที่เคยคุ้นชินในประเทศตะวันตก จึงสร้างความสูญเสียมากมาย . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #NosetoTail #nosetotaileating
2
3
905
Skin Fasting: น้อยแต่มากในโลกความงามกับกระแส Conscious Living ที่กำลังมาแรง . ในวันที่ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทั้งเพื่อสุขภาพ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดี หลากหลายแบรนด์ในอุตสาหกรรมความงามจึงแข่งขันกันนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ พร้อมคำสัญญาว่าจะช่วยเปลี่ยนผิวให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เทรนด์ความงามที่กำลังได้รับความสนใจแนวคิดกลับสวนทางกับแนวทางเดิม นั่นคือ “Skin Fasting” หรือ “การพักผิวหน้าชั่วคราว” ด้วยแนวคิด “ใช้น้อยเพื่อให้ผิวได้หยุดพัก” . แม้จะฟังดูเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับภาพจำในการดูแลผิวพรรณ แต่แนวทางนี้กำลังจุดประกายให้หลายคนกลับมาทบทวนสิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตร ว่าจริงหรือไม่ที่ผิวของเราอาจต้องการเวลาและพื้นที่ให้ผิวได้พื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้อวพึ่งพาผลิตภัณฑ์มากมาย ....ชวนมาลองและ “คิด” ไปด้วยกันว่า เทรนด์ดูแลผิวแบบ Skin Fasting นี้จะเป็นแค่เทรนด์ใหม่ หรืออาจจะเป็นแนวทางดูแลผิวที่เรียบง่ายและยั่งยืนกว่าในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน . Skin Fasting คือแนวทางการดูแลผิวที่เน้นการลดขั้นตอนให้เหลือเท่าที่จำเป็น โดยเว้นการใช้สกินแคร์บางชนิดชั่วคราว เพื่อเป็นการให้ผิวได้หยุดพักจากการกระตุ้นของสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักที่ว่า ผิวของเราอาจไม่ต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากมายเพื่อให้สุขภาพดี เพราะการใช้สกินแคร์มากเกินไปอาจส่งผลตรงข้ามกับสิ่งเป้าหมายของการมีสุขภาพผิวที่ดี และอาจไปรบกวนกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของผิวเสียเอง การทำ Skin Fasting จึงไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผิว “พัก” แต่ยังช่วยฟื้นสมดุล เสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรงขึ้น และในบางกรณี ยังถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูผิวที่เป็นสิวหรือระคายเคืองเรื้อรัง เป็นแนวคิดน้อยแต่มาก ที่สะท้อนเทรนด์การบริโภคอย่างรู้เท่าทันในโลกความงามยุคใหม่ . เรียนรู้เกี่ยวกับ Skin Fasting ให้มากยิ่งขึ้นที่นี่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การดูแลผิว #ความงาม #SkinFasting #Skincare
627
“Mixed-Use” ทางรอดเมืองอึดอัด ผสมผสานพื้นที่อย่างคุ้มค่า สู่การพัฒนาเมืองแห่งอนาคต . ในยุคที่เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่พื้นที่ใช้สอยนั้นกลับมีอยู่อย่างจำกัด แนวคิด “Mixed-use Development” หรือการพัฒนาเมืองแบบผสมผสาน จึงกลายเป็นคำตอบสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ โครงการ Mixed Use ไม่เพียงแต่รวมหลายฟังก์ชันไว้ในที่เดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สอย แต่ยังสะท้อนการออกแบบเมืองที่เน้น “ชีวิต” มากกว่ารูปแบบ เพื่อสร้างเป็นเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย มีชีวิตชีวา และยั่งยืนในระยะยาว ทั้งยังเป็นแนวทางในการสร้างเมืองที่ฉลาดกว่าและเข้าถึงได้มากขึ้น . แนวคิดไม่ใหม่ แต่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ . ในสมัยก่อน เมืองส่วนใหญ่มักมีขนาดกะทัดรัดแต่ประชากรกลับหนาแน่นขึ้นทุก ๆ ปี ทำให้หลายเมืองจำเป็นต้องบูรณาการการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดนี้เองที่กลายเป็นรากฐานของ “Mixed-use Development” หรือการใช้พื้นที่แบบผสมผสานเพื่อการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเมืองในประวัติศาสตร์อย่างโรม เอเธนส์ และคอนสแตนติโนเปิล ต่างก็ใช้แนวทางนี้ในการพัฒนาเมืองมาแล้ว เพื่อให้พื้นที่ขนาดจำกัดสามารถรองรับการอยู่อาศัย พาณิชยกรรม และสาธารณูปโภคได้ในเวลาเดียวกัน . โครงการแบบ Mixed Use เป็นโครงการที่รวมฟังก์ชันการใช้งานไว้หลากหลายภายในพื้นที่เดียว ทั้งพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่พักอาศัย ศูนย์วัฒนธรรม สถาบันการศึกษา ไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แนวคิดนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการทำหลายอย่างได้ในเวลาจำกัด ไม่ต้องเดินทางไกล ที่สำคัญคือแนวคิดนี้เปลี่ยนมุมมองการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับเมือง จากเมืองที่แยกบทบาทเป็นส่วน ๆ ให้กลายเป็นเมืองที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #MixedUse #mixeduseproperty
2
677
4 เทคนิคเพิ่ม Productivity ให้ตรงจริต: เข้าใจสไตล์งานตัวเอง ผ่านกรอบ 4 สีจิตวิทยา . มาลองดูกันว่าคุณเป็นชาวสีอะไร! . การสร้างผลงานจำนวนมากนั้นอาจไม่ใช่คำตอบ หากผลงานที่ได้ไม่มีคุณภาพ แต่ในทางกลับกัน การจะสร้างผลงานดี ๆ ออกมาสักชิ้น ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เพราะต้องอาศัยทั้งพลังกายและแรงใจไม่น้อย . แม้ว่าจะพยายามใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) แล้ว แต่กลับรู้สึกไม่ได้ผลเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะเทคนิคนั้นไม่สอดคล้องกับสไตล์การทำงานที่คุณเป็นอยู่ การลองสำรวจลักษณะนิสัยการทำงานของเราก่อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี โดยแนวคิดนี้หยิบยกมาจากหนังสือ Surrounded By Bad Bosses (And Lazy Employees) โดย โธมัส เอริคสัน (Thomas Erikson) ที่จำแนกบุคลิกภาพทางจิตวิทยา 4 รูปแบบผ่านสี ได้แก่ “สีแดง” ผู้มุ่งมั่น แข่งขัน รวดเร็ว “สีเหลือง” ผู้รักอิสระและสร้างสรรค์ “สีเขียว” ผู้ใจเย็น มั่นคง และ “สีน้ำเงิน” ผู้วางแผนรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วน . อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การทำงาน #work #workers #แรงงาน #จิตวิทยา #colors #สี #productivity
1
2
11
910
การทำงาน ชีวิตสุดที่รัก และการก้าวผ่านสภาวะหมดไฟของ ‘อุทิศ เหมะมูล’ . หากถามว่า “ชีวิตคือสิ่งใด” คำตอบที่ได้อาจมากมายไม่รู้จบ กระนั้นเมื่อมองดูความเป็นไปในชีวิตประจำวัน มองบนปัจจัยพื้นฐานการดำรงอยู่ของยุคสมัย การทำงานคือสิ่งที่ไม่อาจแยกขาดออกจากชีวิตได้ บางคนอาจบอกว่า งานไม่ใช่ทุกสิ่ง นั่นก็เป็นความจริงหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานหรือการลงมือทำบางสิ่งได้มอบคุณค่าของการมีอยู่ให้กับมนุษย์ และหลายครั้งการทำงานนี่เอง ที่เป็นสิ่งกำหนดรูปแบบของชีวิต เมื่อด้านใดด้านหนึ่งประสบกับปัญหา ไม่มากก็น้อย ย่อมส่งผลกระทบกับอีกด้านเสมอ . อุทิศ เหมะมูล หรือ ‘พี่ม่อน’ ที่หลายคนรู้จัก คือนักเขียนรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2552 จากหนังสือนวนิยาย ลับแล, แก่งคอย และเจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ มีผลงานเขียนเป็นที่ประจักษ์มากกว่ายี่สิบเล่ม นอกจากนี้พี่ม่อนยังเป็นศิลปินภาพวาดที่มีผลงานจัดแสดงมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดพี่ม่อนออกหนังสือเล่มใหม่ สุดที่รัก Book II รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ ประคองไฟ ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น เป็นผลที่เกิดจากการก้าวผ่านสภาวะหมดไฟ หรือที่พี่ม่อนเรียกว่า ‘วิกฤตวัยกลางคน’ . และนั่นคือที่มาของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เรากำลังชวนพี่ม่อนคุยถึงเรื่องการทำงาน การจัดการเวลา การรับมือกับปัญหา การลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและกอบกู้ และแน่นอน - การก้าวผ่านสภาวะหมดไฟ ทั้งในฐานะนักเขียน ศิลปิน และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง . อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ creativethailand.org/article… . #creativethailand #คิด #magazineonline #creative #ความคิดสร้างสรรค์ #ThePowerofLess #ใช้น้อยให้ได้มาก #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #การทำงาน #work #workers #แรงงาน #burnout #interview #writer
1
2
814