Joined October 2010
138 Photos and videos
555555
อยากเก็บเงินให้ได้ปีละล้านแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน เริ่มจากเงินเดือนๆละ 100k - มี Alphad ที่บ้านมารับ-ส่ง - กินข้าวเช้า ข้าวเที่ยงโดยใช้บัตรเครดิตที่บ้าน - ถ้าวันไหนขับรถมาเองก็เบิกค่าน้ำมันที่บ้าน - มีบ้าน มีรถ เพราะที่บ้านซื้อให้ ไม่มีหนี้ - ออกกำลังกายที่สโมสร เพราะที่บ้านเป็น Member - ช้อปปิ้งก็ใช้บัตรเครดิตที่บ้าน แค่นี้ก็เก็บได้เดือนละ 100k ปีละล้าน สบายๆละค่ะ ยากอะไร
440
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
18 Oct 2025
💊อายุ 35 ปีขึ้นไป กินวิตามินอะไรดี? ให้ร่างกายแข็งแรง . เมื่อคนเราอายุมากขึ้นร่างกายจะเริ่มเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งผิวพรรณ สายตา เส้นผม กระดูกและข้อต่อ จะเกิดความอ่อนแอได้ง่าย ดังนั้นการรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ควรจะกินวิตามินอะไรดี ถึงจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง . ✨แคลเซียม แร่ธาตุที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้กระดูก มีส่วนสำคัญในการแข็งตัวของเลือดและการทำงานของระบบประสาทในการส่งสัญญาณให้เร็วขึ้น แคลเซียมจะเริ่มเสื่อมสลายมากกว่าการเสริมสร้าง ในวัยผู้ใหญ่การกินแคลเซียมจะช่วยลดการเสื่อมสลายได้ หากเกิดภาวะกระดูกเสื่อมเพราะร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ แคลเซียมจากกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจะถูกดึงออกมาใช้ทำให้กระดูกเปราะ แตก หักได้ง่าย ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึง 40% อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ชีส งาดำ ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผลไม้ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย . ✨ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน (hemoglobin) และมีหน้าที่ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งยังช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ช่วยในการบำรุงเลือด ป้องกันภาวะโลหิตจาง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ธัชพืช ลูกเกด เมลอน ผักกูด ใบแมงลัก ผิวมะกรูด . ✨วิตามินดี วิตามินดีมีความสำคัญต่อกระดูกและยังช่วยดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหาร จึงช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกพรุน ทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด หากขาดวิตามินดีก็ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกอ่อน โดยเฉพาะผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้น หากหกล้มก็อาจจะทำให้กระดูกแตกร้าวได้ง่าย อาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ไข่แดง ตับสัตว์ โยเกิร์ต นม ส้ม น้ำมันตับปลา ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และแสงแดดอ่อนๆ . . 👉🏻อ่านเพิ่มเติม : mono29.com/life/health/40498… . #Monolife
320
421
46,162
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
จะขอเรื่องเล่า “เหตุการณ์ FOMO ทองขึ้นแล้ว Crash” จนกลายเป็นบทเรียนระดับโลก นั้นมีอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่มี 3 เหตุการณ์ใหญ่ ที่นักลงทุนทั่วโลกยังพูดถึงจนทุกวันนี้ 👇 ________________________________________ 🪙 1. Gold Bubble 1980 – “จาก FOMO สู่การร่วง -65%” 📍 ฉากหลัง: ช่วงปลายยุค 1970s โลกเผชิญเงินเฟ้อพุ่งสูงจากวิกฤตน้ำมันและสงครามเย็น ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า นักลงทุนหนีเข้าทองคำเพราะเชื่อว่า “ทองคือที่พักเงินที่ปลอดภัย” 📈 FOMO ระเบิด: • ราคาทองทะยานจาก ~100 ดอลลาร์/ออนซ์ (1976) → 850 ดอลลาร์ ในเดือน มกราคม 1980 • ข่าวหน้าหนังสือพิมพ์พาดหัวทุกวันว่า “ทองจะขึ้นไม่หยุด” • คนธรรมดาในสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป แห่ซื้อทองครั้งแรกในชีวิต • คำพูดฮิตในยุคนั้น: “ใครไม่มีทองคือคนโง่” 📉 Crash มหาศาล: • หลังถึงจุดสูงสุดใน มกราคม 1980 ราคาทอง ร่วง -65% ใน 2 ปี เหลือ ~290 ดอลลาร์ • นักลงทุนรายย่อยที่ “ซื้อตอนข่าวออก” ขาดทุนหนัก บางรายต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงได้ทุนคืน (ราคาทองเพิ่งกลับมาทะลุ 850 อีกครั้งในปี 2008) 📚 บทเรียน: FOMO (Fear of Missing Out) ทำให้คนซื้อเพราะกลัว “ตกรถ” ไม่ใช่เพราะเข้าใจมูลค่าที่แท้จริง เมื่อแรงซื้อหมดลง ราคาก็ร่วงอย่างรุนแรง ________________________________________ 🪙 2. Gold Rush 2011 – “Safe Haven Panic หลังวิกฤตซับไพรม์” 📍 ฉากหลัง: หลังวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีด QE อย่างมหาศาล นักลงทุนกลัวเงินเฟ้อและหนี้สหรัฐฯ → หนีเข้าทอง 📈 FOMO จุดพีค: • 2008: ทอง ~700 ดอลลาร์ • ส.ค. 2011: พุ่งขึ้นแตะ 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์ สูงสุดตลอดกาลขณะนั้น • สื่อทั่วโลกพาดหัว “ทอง = เงินใหม่” • ETF ทองอย่าง SPDR Gold Trust มี inflow เข้ามาหลายพันตัน 📉 Crash ตามมา: • หลังวิกฤตคลี่คลาย ดอลลาร์แข็งขึ้น เศรษฐกิจฟื้น → นักลงทุนขายทอง • ราคาทอง ร่วง -45% ลงมาราว 1,050 ดอลลาร์ในปี 2015 • นักลงทุนที่เข้าซื้อแถว 1,800–1,900 ต้องรอถึงปี 2020 กว่าจะกลับมาที่จุดเดิม 📚 บทเรียน: FOMO ทำให้ “ทองที่เคยเป็น Safe Haven” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงทันทีที่ความกลัวหมดลง — พลังของฝูงชนที่เข้ามาพร้อมกันก็หายไปพร้อมกัน ________________________________________ 🪙 3. Mini-FOMO ช่วงโควิด 2020 – “จาก Safe Haven สู่ Panic Sell” 📍 ฉากหลัง: ช่วงโควิดระบาดแรก ๆ นักลงทุนแห่หาที่หลบภัยอีกครั้ง ทองพุ่งจาก ~1,450 ดอลลาร์ → 2,075 ดอลลาร์ (ส.ค. 2020) 📉 แล้ว Crash ก็มา: • วัคซีนเริ่มใช้ เศรษฐกิจฟื้น → นักลงทุนโยกเงินกลับเข้าหุ้น • ทองร่วงลงต่ำกว่า 1,700 ดอลลาร์ในปี 2021–2022 ก่อนจะกลับมาฟื้นใหม่ 📚 บทเรียน: แม้จะมีเหตุผลพื้นฐาน (Safe Haven) แต่ถ้าราคาถูกขับเคลื่อนโดย FOMO มากเกินไป จุดกลับตัวก็มักจะตามมาแบบไม่ให้ตั้งตัว ________________________________________ 🔎 บทสรุปพฤติกรรม FOMO ราคาทอง พฤติกรรม ผลลัพธ์ 📈 “ขึ้นแรงแล้วค่อยซื้อ” มักซื้อใกล้ยอดสุด 📰 “เห็นข่าวแล้วถึงอยากเข้า” ข่าวดัง = คนเข้าเยอะแล้ว 🐑 “คนอื่นซื้อเลยซื้อบ้าง” ราคาขับเคลื่อนด้วยฝูงชน ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน 📉 “ขายไม่ทัน พอร์ตติดดอย” Crash รวดเร็วและแรงกว่าที่คิด ________________________________________ 📌 เชื่อมโยงกับ Fibonacci: FOMO มักเกิดตรงบริเวณ 127.2% – 161.8% ซึ่งเป็น “พลังเร่งสุดท้าย” ของแนวโน้ม เมื่อแรงซื้อหมด มักเกิด “Exhaustion Swing” และราคากลับตัวแรง (หลายครั้ง crash เร็วกว่าที่ใครคาด) ________________________________________
346
410
24,947
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
16 Oct 2025
ถ้าเราพูดถึงอำนาจของสหรัฐฯ หลายคนอาจนึกถึงกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของอเมริกา ไม่ใช่กองทัพ แต่อยู่ในเอกสารเพียงแผ่นเดียวที่ชื่อว่า IEEPA – International Emergency Economic Powers Act กฎหมายฉบับนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1977 ในยุคสงครามเย็น แต่ผลของมันกลับอยู่มาอย่างยาวนานถึงปัจจุบัน IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจได้ทันที และใช้มาตรการทุกชนิดตั้งแต่การคว่ำบาตร อายัดทรัพย์สิน ปิดระบบการเงิน ไปจนถึงห้ามบริษัทอเมริกันทำธุรกิจกับประเทศเป้าหมายโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรสแม้แต่ครั้งเดียว พูดง่าย ๆ คือ IEEPA คือ ปุ่มรีเซ็ตเศรษฐกิจของศัตรูที่สหรัฐฯสามารถกดเมื่อไหร่ก็ได้ จุดเริ่มต้นของการใช้ IEEPA เกิดขึ้นในปี 1979 ตอนนั้น ปธน. Jimmy Carter เผชิญวิกฤตใหญ่ สถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะรานถูกกลุ่มนักศึกษาปฏิวัติยึด และเจ้าหน้าที่อเมริกันถูกจับเป็นตัวประกัน ปธน.​Carter ตัดสินใจใช้กฎหมาย IEEPA เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อายัดทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่อยู่ในธนาคารอเมริกันทันที กระสุนไม่ต้องยิงแม้แต่นัดเดียว แต่เศรษฐกิจของอิหร่านหยุดหายใจในพริบตา นี่คือครั้งแรกที่โลกเห็นว่า “เงิน” สามารถทำหน้าที่แทน “ระเบิด” ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ทศวรรษ 1980 ปธน. Ronald Reagan ใช้ IEEPA ในการคว่ำบาตรลิเบียหลังเหตุระเบิดเครื่องบิน Pan Am 103 และใช้กับ นิการากัวที่หันไปเข้าข้างคอมมิวนิสต์ จบสมัยเขาทิ้งท้ายการใช้ IEEPA ในการปิดช่องทางการเงินของกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง IEEPA จึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่อเมริกาใช้ตัดระบบการเงินและการค้าศัตรูโดยไม่ต้องเสียกำลังรบมากมายมหาศาล พอมาถึงสมัยปธน. Barack Obama กฎหมายนี้ถูกใช้ในระดับ อุตสาหกรรมของสงครามการเงิน เขาใช้ IEEPA คว่ำบาตร อิหร่านอย่างเข้มข้นในปี 2012 จนธนาคารอิหร่านหลายแห่งถูกตัดขาดจากระบบ SWIFT ประเทศที่เคยขายน้ำมันวันละหลายล้านบาร์เรล ต้องกลับมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศแทบทั้งหมด ถัดมาในปี 2014 หลังรัสเซียผนวกไครเมีย โอบามาใช้ IEEPA อีกครั้งอายัดทรัพย์สินของมหาเศรษฐีรัสเซียและแบนการเข้าถึงตลาดทุนสหรัฐ เพียงลายเซ็นเดียว เงินหลายพันล้านเหรียญถูกแช่แข็ง แต่คนที่ปลุกพลังIEEPA นี้ให้กลับมามีชีวิตเศรษฐกิจยุคดิจิทัล คือ ปธน.​Donald Trump เขาใช้ IEEPA ไม่ใช่เพื่อคว่ำบาตรประเทศที่ทำสงครามแต่เพื่อต่อสู้กับเทคโนโลยีจีน ปี 2020 ปธน. ทรัมป์อ้างภัยความมั่นคง ใช้ IEEPA ขู่แบน TikTok และ WeChat โดยให้เหตุผลว่าข้อมูลผู้ใช้อเมริกันอาจถูกส่งกลับไปยังรัฐบาลจีน ถึงแม้ศาลจะชะลอคำสั่งไว้ แต่สัญญาณก็ชัดเจนว่าสหรัฐพร้อมจะตัดขาดเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนด้วยกฎหมายเดียวกับที่เคยใช้คว่ำบาตรอิหร่าน สมัยปธน. Joe Biden IEEPA ยังคงถูกใช้ต่อแต่เป้าหมายย้ายจากตะวันออกกลางมาสู่มอสโกและปักกิ่ง หลังรัสเซียบุกยูเครนปี 2022 ไบเดนใช้อำนาจตาม IEEPA สั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารรัสเซียกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และแบนบริษัทเทคโนโลยีรัสเซียออกจากตลาดโลก พร้อมกันนั้น เขายังใช้กรอบกฎหมายนี้ในการจำกัดการลงทุนของบริษัทอเมริกันในจีน โดยเฉพาะในสาขา AI และชิปขั้นสูง นี่คือรูปแบบใหม่ของสงครามเศรษฐกิจเชิงเทคโนโลยีที่สหรัฐใช้ต่อสู้กับคู่แข่งโดยตรง IEEPA ไม่ได้มีเสียงดังเหมือนปืนใหญ่ แต่มันสามารถตัดขาดประเทศทั้งประเทศออกจากระบบเศรษฐกิจโลกได้ในชั่วข้ามคืน กฎหมายนี้ถูกใช้มากกว่า 60 ครั้ง ตั้งแต่คว่ำบาตรอิหร่าน ลิเบีย รัสเซีย เวเนซุเอลา จนถึง TikTok และสงครามการค้ากับจีนครั้งนี้ ถ้าการเจรจาล้มเหลว ปธน.ทรัมป์ ก็สามารถประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจต่อจีน โดยการใช้ IEEPA ก็เพียงพอที่จะปิดท่าเรือ แบนบริษัทโลจิสติกส์จีน สั่งให้บริษัทอเมริกันเลิกใช้ชิ้นส่วนจีน และตัดเงินทุนไหลเข้าจีน ได้อย่างถูกกฎหมาย พูดให้เข้าใจง่าย ๆ นี่คือปุ่ม Decoupling แบบเร่งด่วนที่สามารถแยกเศรษฐกิจสองประเทศออกจากกันได้แทบจะในข้ามคืน นี่ไม่ใช่สงครามการค้าเหมือนปี 2018 อีกต่อไป แต่มันคือสงครามเศรษฐกิจเชิงระบบ (Systemic Economic War) ที่สหรัฐสามารถกดปุ่มได้ทุกเมื่อ
4
106
183
9,913
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
13 Oct 2025
สกิลหนึ่ง ที่เป็นแล้วชีวิตจะสบายขึ้นมาก คือ สกิลการมีความสุขกับตัวเอง - ไม่มีแฟน ก็ไม่เครียด - เพื่อนไม่ว่างเจอ ก็ชิล - อยู่บ้านคนเดียว ก็ทำงานอดิเรกที่ชอบ - หยุดยาว ก็เที่ยวคนเดียวได้ #SingleBeing
18
10,896
8,624
879,757
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
11 Oct 2025
ว๊ายยย คลิปนี้เริ่ดอะแม่ ดาราเจนิสสอนน้องดาราขมิ้นแต่งหน้า ละคือมันดูแต่งง่ายมากอะ ปกตินี่เป็นคนไม่แต่งหน้า ทากันแดดออกจากบ้านคือจบ แต่พอเจอคลิปนี้ฉันเริ่มอยากแต่งตามเจนิสละ มันดูแต่งไม่ยากเลย แล้วแต่งเสร็จคือสวยหวานอะ เริ่ดด ๆๆ เซฟคลิปไว้ละ 55555555 เดี๋ยวไปหาซื้อคสอก่อนนะ
25
23,208
28,738
1,456,249
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
Replying to @reall_srn
ประโยคเด็ดที่สุดแห่งปี
2
7,043
6,917
961,621
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
คุณทอดทิ้ง winamp ได้อย่างไร
Replying to @Ybook_fair
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานเป็น คือ paint และ pinball
33
22,510
7,327
1,520,033
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
5 Jul 2025
ชอบวันหยุดที่ตื่นมาแค่กินข้าว เล่นมือถือ ดูหนังเรื่องโปรด แล้วก็นอนต่อ อาบน้ำทีเดียวก่อนนอน เป็นความรู้สึกที่ได้พักผ่อนได้อยู่กับตัวเองแค่นี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว
2,905
1,851
122,777
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
ประโยคนี้โคตรจริงงงง
12
5,288
5,876
595,818
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
20 เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับพลังงานในตัวเรา บางทีเราอาจเคยรู้สึก… ว่าทำไมบางวันชีวิตถึงเบาและลื่นไหลเหมือนคลื่นที่สงบ แต่บางวันกลับเหนียวหนืด หนักหน่วง เหมือนทุกอย่างไม่เป็นใจ คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “พลังงานในตัวเรา” ที่เราอาจไม่เคยสังเกตชัดเจน แต่จริงๆ แล้วมันกำลังเคลื่อนไหว กำลังส่งคลื่น กำลังส่งสัญญาณออกไปอยู่เสมอ และพลังงานนั้น… ดึงดูดเรื่องราวเข้ามาในชีวิตเรา มากกว่าที่เราคิด นี่คือ 20 เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับพลังงานในตัวเรา เพื่อเราจะได้ใช้พลังนี้ เปลี่ยนชีวิตให้ไปในทางที่ดีขึ้นอย่างตั้งใจ 1.พลังงานในตัวเรา คือสิ่งที่เราส่งออกไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งจากความคิด อารมณ์ คำพูด และพฤติกรรม 2.ทุกความคิดและความรู้สึกมี “ความถี่” ของมันเอง ความถี่คือระดับการสั่นสะเทือนของพลังงาน เหมือนคลื่นวิทยุที่ส่งออกไปในอากาศ 3.เมื่อเราคิดดี รู้สึกดี เรากำลังส่งคลื่นความถี่สูงออกไป และคลื่นนี้จะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามา 4.ในทางกลับกัน ถ้าเราหมกมุ่นกับความกลัว ความโกรธ ความเศร้า เรากำลังส่งคลื่นความถี่ต่ำ ที่ดึงดูดเหตุการณ์หรือคนที่อยู่ในพลังงานแบบเดียวกัน 5.จิตใต้สำนึกของเราเปรียบเหมือนศูนย์ควบคุมหลัก ที่บอกจักรวาลว่า “เราคู่ควรกับอะไร” ดังนั้นการดูแลจิตใต้สำนึกคือรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนพลังงานตัวเอง 6.พลังงานไม่เคยโกหก ต่อให้เราพูดว่ารักตัวเอง แต่ถ้าข้างในยังเต็มไปด้วยความสงสัย จักรวาลก็รับรู้คลื่นนั้นอยู่ดี 7.คนที่อยู่รอบตัวเราคือกระจกสะท้อนพลังงานภายใน ถ้าเรารายล้อมด้วยคนที่ขาดพลังบวก ชีวิตเราก็ยิ่งหนักหน่วง 8.ในทางกลับกัน ถ้าเราคบกับคนที่อยู่ในคลื่นพลังงานสูง เช่น คนที่มีแรงบันดาลใจ คนที่รักตัวเอง คนที่มีศรัทธาในชีวิต พลังงานเราก็จะถูกยกขึ้นตามโดยธรรมชาติ 9.อารมณ์ของเราคือเข็มทิศที่บอกว่า ตอนนี้พลังงานเราอยู่ในระดับไหน ถ้ารู้สึกโล่ง เบาใจ อบอุ่น แปลว่าคลื่นเรากำลังสูงขึ้น 10.ความคิดที่เกิดซ้ำๆ คือการโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้ดึงดูดสิ่งที่เราคิดบ่อยเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือสิ่งที่เราไม่ต้องการ 11.การจินตภาพ (Visualization) คือเครื่องมือทรงพลังในการยกระดับพลังงาน เพราะสมองไม่แยกแยะระหว่างสิ่งที่เราจินตนาการกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 12.ความกตัญญูคือพลังงานที่ทรงพลังที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะเมื่อเรารู้สึกขอบคุณ เรากำลังบอกจักรวาลว่าเราพร้อมรับสิ่งดีๆ มากขึ้น 13.ความกลัวและความสงสัยเป็นตัวบล็อกพลังงานที่สำคัญ ถ้าเราไม่จัดการกับมัน ต่อให้พยายาม Manifest แค่ไหน จักรวาลก็รับสัญญาณไม่ชัด 14.การรักตัวเองไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่มันคือการส่งคลื่นบอกจักรวาลว่า “เราเชื่อว่าเราคู่ควรกับสิ่งดีๆ” 15.เราไม่จำเป็นต้อง “สมบูรณ์แบบ” เพื่อมีพลังงานที่ดี เราแค่ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง และค่อยๆ ปรับพลังงานไปทีละนิด 16.บางครั้ง สิ่งที่เราเรียกว่าปัญหาหรือบททดสอบ คือการที่จักรวาลอยากให้เรายกระดับพลังงานไปอีกขั้น เพื่อเตรียมรับสิ่งที่ใหญ่กว่าที่เราขอไว้ 17.การเงียบ การอยู่กับตัวเอง การทำสมาธิ คือวิธีเชื่อมต่อกับพลังงานภายในที่ดีที่สุด เพราะตอนนั้นเราจะได้ยิน “เสียงจริง” จากข้างใน 18.พลังงานที่เราเลือกจะเชื่อ คือพลังงานที่เราจะส่งออกไป เช่น ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตยาก ทุกสิ่งก็จะยาก ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ พลังงานนั้นก็จะดึงดูดโอกาสดีๆ เข้ามา 19.ไม่มีอะไรในชีวิตเราเกิดขึ้นแบบสุ่ม ทุกสิ่งที่เข้ามา สะท้อนพลังงานที่เราส่งออกไป แม้แต่คนที่เดินเข้ามาในชีวิตช่วงนี้ 20.เรามีพลังเปลี่ยนพลังงานในตัวเองได้เสมอ ผ่านความคิดใหม่ ความเชื่อใหม่ และการเลือกอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่สนับสนุนตัวตนและความฝันของเรา สุดท้าย อยากให้เราค่อยๆ รู้จักพลังในตัวเองอย่างอ่อนโยน ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดัน เพราะพลังงานของเราจะเปลี่ยนไปในวันที่หัวใจพร้อมจริงๆ บางครั้ง แค่เรากลับมาเชื่อ… ว่าเราเป็นคนที่คู่ควรกับความสุข คู่ควรกับความสำเร็จ และคู่ควรกับสิ่งดีๆ ทั้งหมด แค่นั้น พลังงานในตัวเราก็เริ่มเปลี่ยนแล้วครับ
3
361
513
98,123
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
Replying to @reall_srn
ประโยคเด็ดที่สุดแห่งปี
3
3,283
3,019
439,542
ยังทำไม่ค่อยเป็นเลย
“สกิลการให้อภัยตัวเองและผู้อื่น” มันดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้ว…คือหนึ่งใน สกิลที่ยากที่สุดในชีวิต เพราะมันต้องแลกมาด้วยการปล่อยให้ตัวเองพลาด แตกสลาย ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง แล้วค่อยๆ ก่อร่างสร้างใหม่จากเศษเสี้ยวเหล่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่จะสอนได้ ไม่ใช่สิ่งที่หนังสือเล่มไหนจะอธิบายให้เข้าใจ เพราะ “บทเรียน” ของแต่ละคน ถูกเขียนขึ้นจากเส้นทางเฉพาะของตัวเอง การให้อภัยตัวเอง คือการยอมให้ตัวเองเจ็บ แต่ไม่ทอดทิ้งตัวเองไป คือการเป็นที่พัก เป็นเซฟโซนให้ตัวเองได้พักหายใจ แม้ในวันที่รู้สึกแย่ที่สุด และเมื่อวันหนึ่งเราเรียนรู้ที่จะโอบกอดความผิดพลาดของตัวเองได้ เราจะเข้าใจ “ชีวิต” เข้าใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำร้ายเท่านั้น แต่มาเพื่อสอนให้เราค่อยๆ ปรับและเติบโต จนวันนึงที่เราจะไม่รู้สึกก่นด่าชีวิตอีกต่อไป แต่กลับรู้สึก…ขอบคุณ ที่สร้างเรามาให้ enjoy ไปกับการเดินทางของชีวิตและได้ภูมิใจที่ได้รู้จักคุณค่าในตัวเอง แบบ nice to meet you, my old and only one best friend.
175
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
2 Jul 2025
วิจัยพบว่า คนที่เข้านอนหัวค่ำ มีการออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนัก มากกว่าคนนอนดึกอย่างมีนัยยะสำคัญ นอนเร็วขึ้น = ฟิตขึ้น pnas.org/doi/abs/10.1073/pna…
1
1,320
892
67,807
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
6 Jun 2025
วงการที่ห้ามออกสำหรับเราคือ การบำรุงให้ผิวชุ่มชื่น ผิวแข็งแรง เราบำรุงมา2ปี จนหมอบอกว่าสกินดี ไม่ต้องทำไรเพิ่มก็ได้ บำรุงไว้จะช่วยเซฟเงินได้เยอะเลยนะ ทาครีมสม่ำเสมอ สำคัญมากๆ *-ลา โรช B5 ตัวนี้ดีมาก เด็กเล็กยังใช้ได้ หมอเด็กแนะนำให้ไปซื้อ ทาปากกับก้นเด็กเล็กยังได้ -Sk-ll ดีมากกกก ตัวนี้เท่านั้นน ดีตามเขาบอกเลย ว่าจะช่วยลดอายุผิว เราใช้ต่อเนื่อง แบบดีจริงๆ -มอยส์เจอร์ไรเซอร์ครีมน้ำนมเข้มข้น ตัวนี้ป้าลิลลี่ชอบมาก เหมาะก้บคนผิวแห้งมากๆ อาจใช้ตอนกลางคืนนะ -Shiseido สีแดง แพงแต่ดีมากก ใช้หมดผิวโคตรอิ่ม เหมือนนอนเพิ่งตื่นตลอด *-Sulwhasu เฟิสแค ดีมากๆเหมือนกัน ผิวดีจริง *-omega soothing ยูเซอรีน ดีมากกก อาจจะไม่ได้ราคานักศึกษา แต่มันดีมากก ทาได้เลย ไม่เหนียวขนาดนั้น *-Cetaphil ตัวนี้ก็ดีมากก เนื้อครีมข้น แต่เกลี่ยง่ายไม่ทิ้งคราบ ผิวนุ่มมากๆ ราคาถูก -Cerave ตัวนี้โคตรตำนาน ใช้ดีมาก ราคาถูกมาก เป็นเวชสำอางที่หมอให้ใช้ช่วงเป็นภูมิแพ้เลย -เคลียโนส หลอดปั้มอ่ะ ทาแล้วผิวนุ่มมาก แต่ไม่ทิ้งความมัน ตัวนี้ดี ดังด้วยคนใช้เยอะ -ดร.อัลเทีย 345 เราใช้มาสักระยะ เพื่อนเราบอกว่าส่วนผสมดี เนื้อเจลบางเบามากก ใช้ดีมากก *-pond’s มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ดีมากก แห้วเร็วแต่ผิวนุ่มมากก -Skintific มอยซ์ดีเกินคาด แบบดีมากๆ ซึมเร็ใแต่ผิวนุ่มมากก
8 Jan 2025
2025 แล้ว มาอัพเดทวงการที่เข้าแล้วออกไม่ได้ วงการที่อยากมาป้ายยากันหน่อยฮะ 👀
1
2,621
4,073
747,255
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
20 May 2025
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือตอนที่ใจไม่เอาอะไรแล้ว
1
9,411
6,611
424,855
ไปหาเรียนความรู้สมัยใหม่มั่งละ เด่วเป็นป้าข้างบ้าน
5
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
15 May 2025
เหมือนมันเลยจุดที่ต้องการความสัมพันธ์แบบหวือหวาน่าตื่นเต้นไปแล้ว ขอแค่สักคนที่มีวันธรรมดาแสนน่ารักไปด้วยกัน แชร์เรื่องราวระหว่างวัน ส่งเข้านอน บอกฝันดี แค่นี้พอแล้ว
867
763
64,945
อาจไม่มีใครคิด วันนี้ซื้อบิตคอยไว้สัก 2.5 แสนบาทเล่นๆ ทิ้งไว้เลยใน hardware wallet ผ่านไป 20 ปี กลับไปเปิดดูมันอาจจะเป็น 25 ล้านบาทก็ได้ ... กิกิ
39
ใช่ว่ามีความสุขแล้วจึงหัวเราะ retweeted
18 Apr 2025
ทำไมคนกลับไปศึกษาต่อในช่วง เศรษฐกิจไม่ดี การกลับไปเรียนช่วงเศรษฐกิจไม่ดีคือการตัดสินใจที่ฉลาด เพราะโอกาสทางเลือกอื่นก็น้อยอยู่แล้ว ค่าเสียโอกาสเลยต่ำ แต่ผลตอบแทนในอนาคตอาจสูงขึ้นมาก เหตุผล:
4
4,358
3,523
347,070