วันนี้ อยากชวนคุยเรื่องนี้ครับทุกคน
ที่ผ่านมา เราได้ยินเสียงเตือนเหล่านี้บ่อยมาก
"อเมริกาจะล่มเพราะหนี้!"
"USD จะหมดความเป็นสกุลเงินสำรอง!"
"ทองคำและ Bitcoin คืออนาคต เพราะ Fiat กำลังตาย"
มองอีกด้านนะ ถ้าหนี้รัฐบาลแย่ขนาดนั้นจริง ทำไมญี่ปุ่นที่หนี้ 260% ของ GDP (และไม่มีสถานะ Reserve Currency เลยด้วยซ้ำ) ถึงยังอยู่รอดมาตั้ง 30 ปี?
ตกลงเรื่องนี้ เราควรมองยังไง ไปดูกันจ้า
---------------------------------
หนี้รัฐบาล ≠ หนี้ครัวเรือน
นักเศรษฐศาสตร์ Wynne Godley เคยนำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Sectoral Balances Identity" เป็นกฎทางบัญชี (ไม่ใช่ทฤษฎีนะครับ)
หลักการง่ายๆ คือ ในระบบเศรษฐกิจแบบปิด การขาดดุลของภาคหนึ่ง = การเกินดุลของอีกภาค
แปลว่า ทุกๆ ดอลลาร์ที่รัฐบาลใช้เกินภาษี จะวิ่งไปอยู่ใน Balance Sheet ของใครซักคน ซึ่งก็คือ ภาคเอกชน (ครัวเรือน บริษัท) หรือต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น
ปีงบประมาณ 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุล $1.8 ล้านล้าน
เงินก้อนนี้ (หักส่วนที่ไหลออกต่างประเทศ) สุดท้าย ก็กลายเป็น ทรัพย์สินทางการเงินสุทธิ ของครัวเรือน ของบริษัท และของกองทุนบำนาญอเมริกา
ถ้ายกเลิกหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ มันอาจจะแปลว่า มูลค่าทรัพย์สินทางการเงินกว่า $28 ล้านล้าน ที่ถือโดยกองทุนบำนาญ ผู้ออม ธนาคาร และ Fed จะหายวับไปทันที
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง นั่นแหละคือ วิกฤตการเงินครับ
---------------------------------
หนี้ vs ทรัพย์สิน
ยกตัวอย่างนะ สมมติ ผมได้เงินเดือน $100,000 มีบ้านมูลค่า $360,000 กู้ Mortgage $300,000
ถ้าใช้ตรรกะหนี้ท่วม คนจะคิดแบบนี้ว่า "หนี้สูงถึง 3 เท่าของรายได้! ล้มละลายแน่!"
แต่ธนาคารไหนในโลกก็จะบอกว่า เขาไม่ได้ล้มละลายเลย เพราะหนี้มีทรัพย์สิน (คือบ้าน) รายได้ที่มั่นคงค้ำอยู่
หนี้สหรัฐฯ ก็เหมือนกันครับ สามารถคิดในมุมนี้ได้
ตัวเลขทางการ FY 2024:
ทรัพย์สินตามบัญชี: $5.7 ล้านล้าน
หนี้สินรวม: $45.5 ล้านล้าน
"Net Position" ติดลบ
แต่บัญชีนี้ ไม่รวม "Stewardship Assets" ที่เรียกว่า Off-Balance-Sheet เลย
ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ ของรัฐบาลกลาง (ประเมินมูลค่า $1.8-$5 ล้านล้าน)
สิทธิแร่ธาตุและคลื่นความถี่ทั่วประเทศ
โครงสร้างพื้นฐาน อุทยานแห่งชาติ ฐานทัพทั่วโลก
อำนาจการเก็บภาษีจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สำคัญที่สุด)
รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีได้ปีละ $5 ล้านล้าน (คิดเป็น 17% ของ GDP ที่ $30 ล้านล้าน) นี่คือ Cash Flow ที่เยอะที่สุดในโลก
อัตราส่วนหนี้/รายได้ของสหรัฐฯ คือ $37.6T / $5.1T ประมาณ 7.4 เท่า
ฟังดูแย่? เทียบกับคนเงินเดือน $100K ถือ Mortgage $300K (3 เท่า) ก็แย่กว่า
แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มี "ที่ดิน 640 ล้านเอเคอร์ Pentagon Hollywood Wall Street Silicon Valley" ค้ำอยู่ด้วย
---------------------------------
แต่กรุงโรมก็เคยสูญสลายเพราะหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่หรอ?
ยุคนั้น อาณาจักรโรมใช้เหรียญเงินจริง (Denarius → Antoninianus)
ยุค Gallienus (253–268 AD) เหรียญถูกลดเนื้อเงินจาก 50% เหลือ ต่ำสุด 2.5% ในเวลา 2 รุ่นเท่านั้นครับ เพราะทนต้นทุนผลิตไม่ไหว
แต่นี่คือการ "Debasement" ของจริง ผูกกับโลหะ ทำได้แค่ลดเนื้อแร่
ไม่มีทาง "พิมพ์เงิน" ใหม่ เพราะข้อจำกัดทางวัตถุที่หายากในสมัยนั้น
แต่สหรัฐฯในวันนี้
หนี้ทุกบาททุกสตางค์อยู่ใน USD ที่ Fed สร้างได้ไม่จำกัด
ไม่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศแม้แต่ดอลลาร์เดียว
Mechanism ที่ทำลายกรุงโรม ไม่มีอยู่ในระบบสหรัฐฯ เลย
ดังนั้น ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ไม่ใช่ Default (ผิดนัดชำระหนี้) แต่เป็น Inflation หรือเงินเฟ้อครับ
และ 2 ปัญหานี้ต้องการ "ยา" ที่คนละแบบกันเลย ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับกรุงโรมในอดีตกันแบบตรงๆครับ
---------------------------------
แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนี้ไม่มีต้นทุนนะครับ เพราะมันมีต้นทุนจริงๆ
ต้นทุนจริงของสหรัฐฯที่ต้องระวังก็คือ
ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ FY 2025 = $1.2 ล้านล้าน (~4% ของ GDP)
กลายเป็นรายจ่ายอันดับ 2 ของรัฐบาลกลาง รองจาก Social Security และสูงกว่างบกลาโหมแล้วไปแล้ว
และมีงานวิจัยจาก Jones & De Rugy พบว่า "การใช้จ่ายของรัฐที่มากเกินไป มี Multiplier ติดลบ" - หมายถึง ยิ่งรัฐใช้เยอะ ภาคเอกชนยิ่งหดตัว
ความเสี่ยงจริง ก็คือ Disinflation/Stagflation มากกว่า Default ครับ
สรุปคือ หนี้เยอะๆ มันจะดูดเงินเราไปจ่ายดอกเบี้ยหมด แทนที่จะลงทุนใน Productive Asset
ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจค่อยๆ ฝืดในระยะยาว
---------------------------------
พอมองในมุมนี้ ผมตีความยังไงกับค่าเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน?
1. อย่าเทขาย USD เพราะกลัว "อเมริกาล่ม" ครับ
USD ยังเป็น Reserve Currency อันดับ 1 และ Mechanism ที่ทำลาย กรุงโรม ไม่มีอยู่ในสหรัฐฯ การถือ USD ผ่านพันธบัตร/หุ้นยังเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
2. ทอง Bitcoin คือ Hedge ไม่ใช่ Replacement ของ USD
ถือไว้บางส่วนเป็นประกัน Inflation ก็ดี แต่อย่าทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อว่า Fiat จะตาย เพราะตามที่ผมเขียนข้างบน Fiat USD ไม่ได้กำลังตายแบบที่เล่ากัน
3. ระวังหุ้นสหรัฐฯ ที่พึ่ง Government Spending สูง
ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ตัดงบจริง (เพื่อแก้ปัญหาดอกเบี้ยจ่าย $1.2T) — Defense Contractor, Healthcare ที่พึ่ง Medicare, บริษัทรับจ้างรัฐ จะกระทบหนัก
4. ติดตาม Inflation มากกว่า Debt-to-GDP
ถ้า CPI สหรัฐฯ พุ่งเกิน 4-5% ต่อเนื่อง → เฟดไม่มีทางเลือกนอกจากขึ้นดอกเบี้ย → รัฐต้องดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม ... นั่นคือสัญญาณว่าระบบเริ่มสะดุดจริง
แต่ถ้า CPI ยังอยู่ 2-3% หนี้ที่สูงขึ้นยังจัดการได้ครับ
---------------------------------
โลกการลงทุนมีการเล่าเรื่องที่ดราม่ามากเกินไปครับ
"อเมริกาจะล่มสลาย" เป็นเรื่องเล่าที่ขายดีมากบน Social Media (และผมเองก็เคยหลงเชื่อไปด้วย)
แต่พอเจาะตัวเลขจริงๆ แล้ว เราต้องระวังการตัดสินใจลงทุนบนเรื่องเล่าที่ฟังง่ายแต่ผิดในรายละเอียด
ผมไม่ได้บอกว่า "หนี้สหรัฐฯ ไม่มีปัญหา" นะ ปัญหามีจริง (ดอกเบี้ยจ่ายปีละ $1.2T เป็นเรื่องใหญ่) แต่ปัญหาจริงคือ Inflation และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มากเกินจนไปเบียดเบียนภาคเอกชน
ส่วนตัวผมว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการเลือกที่ยากมากๆ
1. ตัดงบ Social Security/Medicare (ผู้สูงอายุซวย พรรคที่ทำเรื่องนี้ เลือกตั้งแพ้แน่นอน)
2. ปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกินค่าเงินช้าๆ (คนออมเงินเแยๆคือซวย เคนถือ Bond ก็ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นเอาๆ)
ทั้ง 2 ทางเจ็บคนละแบบ และนั่นแหละคือเรื่องที่นักลงทุนต้องดูกันต่อครับ
Mr.Messenger รายงาน