SIAM PARAGON NEXT TECH x SCBX เทคคอมมูนิตี้เพื่อการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน LINE Official Account LINE ID: @scbx_nexttech

Joined September 2023
534 Photos and videos
ถ้า 2026 นับเป็นยุครุ่งเรืองของ AI การจะปลุกกระแส Solopreneur หน้าใหม่ให้เฟื่องฟู และประสบความสำเร็จ จนสร้างธุรกิจให้ทำเงินได้ด้วยตัวคนเดียว คงไม่ใช่เรื่องยาก… ในอดีต การจะสร้างแบรนด์สักแบรนด์ให้ไปรอด โดยมีทีมงานเพียงคนเดียวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปัจจุบันในยุค AI เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่ “เป็นไปไม่ได้” อีกแล้ว เพราะเราสามารถเปลี่ยน AI ให้เป็นทีมเบื้องหลังที่ช่วยสร้างแบรนด์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกได้ว่านอกจากจะช่วยวาง CI และ Visual Brand ได้แล้ว ยังช่วยสร้างคอนเทนต์ให้ได้อีกด้วย ในงาน “AI Future Ready” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 69 ณ SCBX NEXT STAGE @ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ที่ผ่านมา ได้มีการแสดง Use case การใช้งาน ChatGPT ใน Workshop หัวข้อ “Create Better Content with AI” by คุณจุ้ย สุรจิตร COO บริษัท Airova จากการทำ Workshop ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยน ChatGPT ให้กลายเป็นผู้ช่วยสร้างแบรนด์ให้ได้ทั้งแบรนด์ แบบไม่ต้องจ้างทีมเอเจนซี แต่ Solopreneur ก็สามารถทำทุกขั้นตอนได้เองด้วยตัวคนเดียว... ซึ่งวันนี้เราจะมาแจก Prompt ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการสร้างแบรนด์และทำคอนเทนต์ได้จริง โดย Tools ที่ต้องใช้ คือ AI “ChatGPT” Model GPT-Image2 (สามารถ Gen รูปได้ดี) สามารถใช้ได้ทั้งบนมือถือและในคอมพิวเตอร์ สำหรับ 3 ส่วนงานที่ ChatGPT ทำได้ มีดังนี้ 1. Think • หา Idea / Angle / Hook • แตกหัวข้อให้เป็น Series • วางแผนคอนเทนต์ 2. Write • Caption / Script / CTA • Rewrite ให้เหมาะสมในแต่ละ Platform • ปรับสไตล์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย 3. Design • Image / Thumbnail / Poster • Visual Prompt Style Direction • VDO (Video Content) ซึ่ง Prompt ที่ดี = Context (บริบท) ที่ชัด เพราะ ChatGPT ไม่ได้อ่านใจเรา แต่มันตอบทุกอย่างจากข้อมูลที่เราให้ ดังนั้น การจะป้อนข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) ให้ ChatGPT ทำงานให้เราได้ตรงใจและตรงจุด สิ่งที่เราต้องรู้เกี่ยวกับแบรนด์ของเราคือ Goal (เราต้องการอะไร?) / Audience (เราจะสื่อสารกับใคร?) / Style (โทน อารมณ์ สไตล์ ของแบรนด์เป็นแบบไหน?) / Platform (ลงโพสต์ที่ไหน รูปแบบเป็นอย่างไร?) อันดับแรกที่เราต้องทำคือ กดเข้า chatgpt.com/projects เพื่อสร้างโปรเจกต์ (โครงการ) แบรนด์ที่ต้องการให้ ChatGPT ช่วยคิดงานให้ แล้วกดปุ่ม “สร้าง” ตามด้วยพิมพ์ชื่อโปรเจกต์ที่ต้องการ หรือหากยังไม่เคยสร้างโปรเจกต์ใน ChatGPT มาก่อน ให้ Log in เข้า ChatGPT >> Create Project (โปรเจกต์ หรือ โครงการ) บริเวณมุมซ้ายบนของหน้าเว็บ ChatGPT แล้วกดสร้าง >> พิมพ์ชื่อโปรเจกต์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การสร้าง Brand Context (อัตลักษณ์ของแบรนด์) อยู่ในโปรเจกต์ของ ChatGPT เพื่อความสะดวกในการใช้งานในครั้งต่อ ๆ ไป เพราะเราจะสามารถกลับมาตรวจสอบหรือสอบถามข้อมูลใหม่ ๆ ในโปรเจกต์เดิมได้จากหน้าแชทนี้ โดยไม่ต้องอธิบายบริบทใหม่กับ ChatGPT ทุกครั้ง และยังสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ต่อได้กับการสร้าง Content Idea การสร้าง Script VDO หรือการสร้าง Campaign ใหม่ ๆ ได้ด้วย รวมทั้งยังสะดวกในการส่งต่อให้ทีมใช้งานร่วมกัน หรือแม้แต่นำไปใช้งานต่อกับ AI ตัวอื่นก็ยังได้ เมื่อ Create Project (โปรเจกต์) เรียบร้อยแล้ว ส่วนต่อไปจะเป็น Prompt ที่สามารถ Copy ไปใช้งานต่อใน ChatGPT ได้เลย ดังนี้ #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #SiamParagonSCBXNextTech #ChatGPT #AIFutureReady #AIROVA #AIWorkshop
4
1
81
8️⃣ ทำ Infographic อะไร: สร้างภาพ Infographic อธิบาย [สินค้า, บริการ, แคมเปญ] สไตล์: 3D รายละเอียด: เป้าหมายคนรักสุขภาพ {ต่อไปใน Prompt ข้อ 9 จะเป็นการให้ ChatGPT วิเคราะห์ภาพจาก Reference (ภาพอ้างอิง) ที่เราส่งให้ ซึ่งเมื่อเราแนบ Reference ลงไปแล้ว ChatGPT ก็จะตอบคำถามจาก Prompt ข้อ 9 ออกมาเป็นการวิเคราะห์รายละเอียดขององค์ประกอบภาพตามที่เราแนบให้ เช่น ใช้ฉากหลังหรือพร็อพเป็นแบบไหน / มีสินค้าวางอยู่อย่างไร / มีแสงและเงาอย่างไร / มี Mood and Tone แบบไหน} 9️⃣ เทคนิค “หา keyword” วิเคราะห์ภาพ Reference นี้ ตอบออกมาเป็น Master Prompt ที่มี visual style แบบตัวอย่าง เป็นภาษาไทย ที่นำไปใช้กับสินค้าอื่นๆ ได้ {ใน Prompt ข้อถัดไป จะเป็นการให้ ChatGPT สร้างภาพ (Gen ภาพ) จาก Reference ที่ให้ไป โดยในทีนี้สมมุติว่าเราแนบภาพ Reference เป็นภาพแก้วมัทฉะ และให้ ChatGPT สร้างภาพจากแก้วมัทฉะในสไตล์ของแบรนด์ ตามโจทย์ที่เราต้องการ} 🔟 สร้างภาพ (Gen ภาพ) จากตัวอย่างที่แนบให้ ช่วยสร้างภาพเป็นสไตล์ที่พิมพ์มาให้หน่อย จาก [รูปแก้วมัทฉะ] สร้างภาพจาก master prompt ให้ที ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่าง Prompt สำหรับ Solopreneur มือใหม่ ที่เพิ่งเริ่มสร้างแบรนด์และสร้าง Content ให้กับเพจหรือช่องทางต่าง ๆ ของแบรนด์ สามารถนำไปเป็นไอเดียต่อยอดให้เหมาะสมกับแบรนด์ของตน ** ทั้งนี้ Prompt ดังกล่าวที่แนบให้ เป็นเพียงตัวอย่างอ้างอิงที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยไม่มีเจตนาให้คัดลอกผลงานที่ได้จาก Prompt นี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แนะนำให้ใช้เป็น Reference เท่านั้น และนำไปปรับให้เข้ากับแบรนด์ของตนก่อนนำไปเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลแค่ไหน สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม คือ “การไม่หยุดพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วัน” เพราะการจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้นั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต Key Takeaway : AI ที่ใช้ได้จริง ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “คน” ขอบคุณข้อมูลจากงาน “AI Future Ready” Workshop หัวข้อ “Create Better Content with AI” by คุณจุ้ย สุรจิตร COO บริษัท Airova ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
146
4️⃣ เขียน Caption / Script จาก Brand Context และ content idea ช่วยเขียน [caption, script] ดีเทล : [สำหรับ facebook มี hook ให้คนหยุดนิ้วอ่าน] {ต่อไปใน Prompt ข้อ 5-8 จะเป็นเนื้องานต่าง ๆ ในแบรนด์ ที่เราสามารถเข้ามาถาม ChatGPT ได้ตามต้องการ โดยใช้ Prompt ในข้อ 5-8 ที่ให้ไว้ เมื่อเราอยากได้เนื้องานส่วนไหน ก็สามารถ Copy Prompt ตามนี้ไปใช้ได้เลยทีละข้อ แล้วปรับข้อมูลไปตามเนื้องานที่เราต้องการ แต่ต้องมั่นใจว่าการสั่งจาก Prompt ในข้อ 5-8 นั้น เป็นการถามต่อจากโปรเจกต์ที่สร้างไว้เท่านั้น} 5️⃣ ได้ Content แล้วทำอะไรต่อได้อีก ? 1. Rewrite สำหรับ Platform อื่น - “ช่วย rewrite content นี้ - ให้เหมาะกับ platform: TikTok, Instagram, Facebook, X” 2. เปลี่ยน Emotional Angle - ช่วย rewrite content นี้ให้ emotional มากขึ้น และทำให้คนรู้สึก relatable มากขึ้น 3. เปลี่ยน Tone / Vibe - “ช่วย rewrite content นี้ ให้เป็น Tone: .........” 4. แตกต่อเป็นหลาย Format - “ช่วยแตก content นี้ต่อเป็น: - Reel script - Carousel post - POV content.......” 6️⃣ ให้สร้างภาพจาก Caption [วาง caption] จาก caption นี้ช่วยสร้างภาพสำหรับทำภาพประกอบ social media โดยวิเคราะห์ mood & feeling, subject, visual style, lighting, composition, color tone ให้ภาพดูเหมาะกับโพสต์นี้ 7️⃣ ทำภาพ Poster Promote อะไร: สร้างภาพ Poster โปรโมท [สินค้า, บริการ, แคมเปญ] >> ตัวอย่างเช่น โปรโมท Promotion ใหม่ สไตล์: อนิเมะ รายละเอียด: โปรโมชันเปิดร้าน วันที่ 21 พ.ค. มัจฉะลาเต้ 1 แถม 1
104
1️⃣ Brand Context ช่วยถามคำถามทีละข้อพร้อมตัวอย่างคำตอบ เพื่อสร้าง Brand Context สำหรับแบรนด์ของฉัน โดยครอบคลุม: สินค้า/บริการ - กลุ่มเป้าหมาย - จุดเด่นแบรนด์ - Tone & Style - Brand Personality - Visual Direction - สิ่งที่ไม่อยากให้แบรนด์ดูเป็น เมื่อถามครบแล้ว ช่วยสรุปออกมาเป็น Brand Context เพื่อใช้ทำ Content, Image, Video และ Campaign ต่อได้ {เมื่อใส่ Prompt ในข้อ 1 เรียบร้อยแล้ว ChatGPT จะค่อย ๆ ถามคำถามเราทีละข้อ ตามที่ลิสต์ไป เรามีหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับแบรนด์ เช่น ชื่อแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย จุดเด่นแบรนด์ ฯลฯ เมื่อตอบครบทุกข้อจนถึงข้อสุดท้าย “สิ่งที่ไม่อยากให้แบรนด์ดูเป็น...” เรียบร้อยแล้ว ChatGPT จะสร้าง Brand Context มาให้เอง จากนั้น ให้เราใส่ Prompt ตามข้อ 2 ต่อได้เลย} 2️⃣ ขอไอเดียจาก Brand Context จาก Brand Context นี้ ช่วยระดมไอเดียคอนเทนต์สำหรับ: [สินค้า / บริการ / แคมเปญ] ตัวอย่างเช่น [ร้าน Seaside Matcha] Objective: [เป้าหมายของรอบนี้ เช่น โปรโมทแคมเปญซื้อ 1 แถม 1 / เพิ่ม awareness / ทำให้คนอยากมาร้าน] Output: - Content Ideas - Hooks - Content Angles - Content Series {เมื่อใส่ Prompt ข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว ChatGPT จะให้ Content Idea มาหลายข้อ ให้เราเลือก Idea ที่ชอบ หรือ Idea ที่คิดว่าเหมาะกับแบรนด์และสามารถนำไปใช้งานได้จริง จากนั้น ให้นำเม้าส์ไปชี้ที่ Idea ที่เลือก แล้วคลิกขวาที่ Idea นั้น และจะมีคำว่า “ Ask ChatGPT หรือ “ ถาม ChatGPT ขึ้นมา ให้กดปุ่มนั้น และใส่ Prompt ข้อ 3 ต่อได้เลย การทำเช่นนี้จะเท่ากับเป็นการถามข้อมูลต่อจาก Idea ที่เราเลือก เพื่อให้ ChatGPT ช่วยแตกไอเดียเพิ่มจากที่คิดมา ให้ได้ตาม Prompt ในข้อ 3} 3️⃣ แตกไอเดียเพิ่ม ช่วยแตกไอเดียนี้ต่อให้: - น่าสนใจขึ้น - หลากหลายขึ้น - แชร์ได้มากขึ้น - Emotional มากขึ้น - Viral มากขึ้น - แตกเป็น Series ได้ - ใช้ได้หลาย Platform {เมื่อได้ Idea ตามที่ถามไปใน Prompt ข้อ 3 แล้ว ให้ทำเหมือนเดิม คือ นำเม้าส์ไปชี้ที่ Idea ที่เลือก แล้วคลิกขวา จนเจอปุ่ม “ Ask ChatGPT หรือ “ ถาม ChatGPT จากนั้นใส่ Prompt ข้อ 4 เพื่อให้ ChatGPT เขียน Caption หรือ Script ให้ จาก Idea ที่เราเลือก}
54
Lead ทีมในยุค AI ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีตัวแปรในการทำงานเพิ่มขึ้นมาอีกตัว เรียกได้ว่าทีม Lead จะต้องวางระบบและโครงสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้สอดรับกับการมี AI เข้ามาช่วยงาน โดยจะต้องให้ทีมงานทุกคนมีส่วนร่วมในการใช้ AI ขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อม ๆ กัน เพราะการใช้งานแยกกันเป็นรายบุคคล ไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้กลายเป็น AI Organization ได้ แต่จะต้องปรับจากโครงสร้างโดยรวมทั้งองค์กร ในงาน AI2: What Leaders Must Do Next เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 69 ณ SCBX NEXT STAGE @ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ที่ผ่านมา ได้มีประเด็นที่บรรยายโดย คุณธัญญพัฒน์ นิรุตติศาสน์ Chief of Staff, Rise ซึ่งกล่าวถึง “Shift” ที่ผู้บริหาร หรือ ทีม Lead ควรทำเพื่อเปลี่ยนผ่านจากองค์กรดั้งเดิม ไปสู่ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Organization) โดยแบ่งออกเป็น 4 Shift ดังนี้ 1. Mindset From “Will AI Replace Me” To “How do I amplify myself with AI” ต้องปรับ Mindset ของตัวเองและทีมงาน จากความคิดที่ว่า AI จะมาแทนที่ เปลี่ยนเป็น Mindset ที่ว่าจะนำ AI มาปรับใช้กับการทำงานของเราได้อย่างไร? AI ช่วยเพิ่มสกิลอะไรให้เราได้บ้าง? เพราะ Mindset เหล่านี้จะช่วยเพิ่ม Productivity และดึง Potential ของเราออกมาได้ดียิ่งขึ้น 2. Leadership Skills From “Vertical Organization Structure” to “AI Strategic Judgement” คือการตัดสินใจในภาพใหญ่ขององค์กร โดยคำนึงถึง AI เป็นองค์ประกอบหลัก โดยผู้นำทีมจะต้องมีทักษะและความรู้ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ • AI Literacy ต้องมีความรู้เรื่อง AI • Business Acumen ทักษะทางด้านธุรกิจ • Design Skills ทักษะในการออกแบบโครงสร้างองค์กร 3. Organization Structure From “Large Team” to “Smaller Teams AI Agents Per Manager” จากเดิมที่การทำงานอาจจะต้องใช้ทีม Junior 4-5 คนต่อ Manager 1 คน แต่เมื่อมี AI Agents เข้ามาช่วย อาจปรับโครงสร้างทีมให้กลายเป็น 1 Manager 2 Junior 3 AI Agents เลยก็ได้ เท่ากับว่าสามารถลดจำนวนคนในทีมไปได้ประมาณ 3 คน โดยทีมงานที่ถูกตัดออกไปนี้ก็ยังสามารถ Shift ตัวเองเพื่อไป Reskill เพิ่มเติมในด้าน AI และเพิ่ม Value ให้กับตัวเองในองค์กรได้ 4. Culture From “Punishing Mistakes” to “Open Experiment Sandbox and System Recheck” เปลี่ยนจากการมีบทลงโทษเมื่อคนในทีมทำงานผิดพลาดจากการใช้ AI เป็น Tools หลัก ก็ควรเลือกปรับองค์กรของตนให้กลายมาเป็น AI Sandbox เพื่อให้คนในทีมมีพื้นที่ Safe Zone สำหรับฝึกฝนและพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการใช้ AI ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้มีการแชร์ไอเดียการใช้ AI ระหว่างกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเปิดมุมมองใหม่ ๆ ร่วมกัน ซึ่งเมื่อมี Safe Space ร่วมกันในทีม จะทำให้การเรียนรู้เรื่อง AI กลายเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและสนุกมากขึ้น ช่วยเปลี่ยน Mindset ของคนในทีมให้กลายเป็นคิดบวกกับการมี AI เข้ามาช่วยงาน นอกจากประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่ผู้บริหาร หรือ ทีม Lead ต้องให้ความสำคัญ และตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ เพื่อปรับองค์กรให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มระบบ 1. ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะนำ AI เข้ามาใช้กับการทำงานในส่วนไหนบ้าง? แบ่งงานจาก SOP (Standard Operating Procedure) ในองค์กร ว่างานไหนมีความเสี่ยง สูง กลาง ต่ำ และให้ AI เข้ามาช่วยในส่วนไหนได้บ้าง 2. เมื่อใช้ AI เข้ามาช่วยงานเรียบร้อยแล้ว ใครเป็นคนตรวจสอบผลงานที่ได้จาก AI? เมื่อแบ่งงานที่จะให้ AI เข้ามาช่วยได้แล้ว ให้ Assign Owner ของงานนั้น ๆ เพื่อกำหนดบทบาทของผู้รับผิดชอบชิ้นงานจาก AI เพื่อให้มีคน Monitor งานนั้น ๆ อยู่ตลอด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้ 3. หาก AI ทำงานออกมาไม่ตรงตามที่คาดหวัง มีวิธีจัดการกับมันยังไง ใครเป็นผู้ดูแล? เมื่อมีผู้รับผิดชอบชิ้นงานต่าง ๆ แล้ว ก็จะสามารถปรับปรุงแก้ไขผลงานที่ได้จากการใช้ AI เข้ามาช่วย ให้ดีขึ้นได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็น Shift ที่ผู้บริหาร หรือ ทีม Lead เริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้ Align ไปกับ AI ได้ทั้งระบบ ขอบคุณข้อมูลจากงาน AI2: What Leaders Must Do Next by RISE and Harvard Business Impact หัวข้อ “Shift ที่ ทีม Lead ควร เพื่อปรับองค์กรในยุค AI“ โดย คุณธัญญพัฒน์ นิรุตติศาสน์ Chief of Staff, Rise #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #SiamParagonSCBXNextTech #AI2WhatLeadersMustDoNext #RISE
38
ถ้ามีที่ที่ฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย 6% คุณจะย้ายไปฝากด้วยไหม? อีลอน มัสก์ วางแผนจะสร้าง X Money ธุรกิจการเงิน ตั้งแต่เข้าซื้อ Twitter เมื่อปี 2022 โดยจะทำให้กลายเป็น Super App แบบเดียวกับ WeChat จากจีน ซึ่งเป็นแอปที่เป็นทั้งโซเชียลมีเดีย แอปส่งข้อความ แอปชำระเงิน ซื้อสินค้า และการลงทุนได้ในที่เดียว เพื่อสร้างกระแสรายได้ใหม่และเพิ่ม Engagement ของผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม X อีลอน มัสก์ไม่ได้เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เขามีประสบการณ์ตรงจากการร่วมก่อตั้งบริษัทที่ต่อมากลายเป็น PayPal ทำให้เขามั่นใจมากว่าเข้าใจธุรกิจ Fintech เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเขาไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการการเงิน แล้วเขาจะทำยังไงให้ X กลายเป็น Super App ได้จริง ๆ X จะกลายเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก? อีลอน มัสก์เคยบอกว่าจะทำให้ X กลายเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขามองว่าชีวิตทางการเงินทั้งหมดของคนคนหนึ่ง สิ่งที่เกี่ยวกับเงิน จะอยู่บนแพลตฟอร์ม X ไม่ต้องมีบัญชีธนาคารอีกต่อไป ตัดคนกลาง ลดต้นทุนลง เขาไม่ได้อยากสร้างแค่ "กระเป๋าเงิน" แต่อยากสร้าง Loop ให้ผู้ใช้ติดอยู่ใน X อ่านข่าวหุ้น → เทรดได้เลย → ฝากเงินได้ดอกเบี้ยสูง → ใช้จ่ายด้วยบัตร X → ทุกอย่างอยู่ในแอปเดียว ทำไมคนต้องมาฝากเงินที่ X Money 1. ดอกเบี้ย 6% — ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร เหยื่อล่อคนให้ย้ายเงินมา 2. บัตรเดบิต Metal สุดพิเศษ — สร้าง Status Symbol จากการสร้างบัตรเดบิตที่มีชื่อผู้ใช้ X สลักอยู่บนบัตร 3. ใช้ฐานผู้ใช้ 600 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม — ข้อได้เปรียบที่คู่แข่งสู้ไม่ได้ เพราะ X มีผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 560-570 ล้านคนอยู่แล้ว 4. ดึง Creator Economy — คนทำคอนเทนต์ไม่ต้องออกไปรับเงินที่อื่น สามารถทำคอนเทนต์บน X แล้วรับเงินได้เลย 5. Smart Cashtags — เทรดหุ้นและคริปโตโดยไม่ต้องออกจากแอป 6. Grok AI เป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว Grok เป็นมากกว่าแค่แชตบอต แต่เป็น Intelligent Agent ที่ทำงานด้านการเงิน ถ้าโมเดลของ X Money ประสบความสำเร็จจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้น? 1. เงินออกจากระบบธนาคาร เมื่อ X ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 6% จะเกิดแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้คนย้ายไป X 2. ธนาคารจะสูญเสีย Data สิ่งที่มีค่ากว่าเงิน ทุกครั้งที่คุณรูดบัตรหรือโอนเงินผ่าน X Money X จะรู้ว่าผู้ใช้ซื้ออะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ในราคาเท่าไหร่ และบ่อยแค่ไหนเมื่อรวมกับสิ่งที่ผู้ใช้โพสต์ ติดตาม และคลิกบน X ทำให้ X สามารถขายโฆษณาที่ตรงเป้าหมายในระดับที่ Facebook และ Google ยังทำได้ไม่ถึง เพราะรู้ทั้งความคิด ความสนใจ และพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง ๆ ของผู้ใช้ในที่เดียวกัน 3. ก้าวข้ามพรมแดน สู่ระบบชำระเงินระดับโลก ธนาคารทำงานเฉพาะเวลาทำการ มีค่าธรรมเนียมการโอนข้ามประเทศที่แพง และถูกจำกัดด้วยกฎหมายของแต่ละประเทศ แต่ X ไม่มีเวลาปิดทำการ ไร้พรมแดน ข้อสังเกตเกี่ยวกับ X Money - ตัวเลข 6% อาจมี "เพดาน" หรือเป็นอัตราแบบ "ขั้นบันได" - ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนให้ X ก่อน ถึงจะได้สิทธิ์รับดอกเบี้ยสูง - อาจเริ่มแค่ในสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยอาจต้องรออีกนาน เพราะต้องผ่านเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย - อีลอน มัสก์ ต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าระบบ Cybersecurity ของ X แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับความมั่งคั่งของคนทั้งโลกได้ แม้ว่าตอนนี้ X Money ยังไม่มีแผนเปิดให้ใช้นอกสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าอีลอนมัสก์สามารถดึงดูดคนสหรัฐฯ มาใช้งาน X Money ได้ แผนที่จะเปิดบริการต่อไปในประเทศอื่นก็คงจะตามมาในไม่ช้า เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของอีลอน มัสก์คือทำให้คนทั้งโลกใช้ X แอปเดียวที่ครอบคลุมทุกอย่างในชีวิตดิจิทัล ที่ควบคุมทั้งการไหลของข้อมูลและการไหลของเงิน และ X จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีอำนาจมากที่สุดที่เคยมีมา #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #XMoney #X #SuperApp #EverythingApp
2
101
ทำไม ARTEMIS ต้องกลับไปดวงจันทร์ ทั้งที่เคยไปมาแล้ว 50 ปีก่อน? ARTEMIS เป็นโครงการสำรวจดวงจันทร์ที่นำโดย NASA โดยมีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุค Apollo หลังจาก Apollo เคยไปมาแล้วเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ครั้งนี้เรากลับไปดวงจันทร์อีกทำไมกัน? Apollo มีเป้าหมายแค่การส่งมนุษย์ขึ้นดวงจันทร์ครั้งแรก ARTEMIS จะใช้ดวงจันทร์เป็นฐานทดลอง สำหรับการสำรวจอวกาศลึกในอนาคต โดยเริ่มจากดาวอังคาร โดยโครงการดำเนินการเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ ARTEMIS I - IV และตอนนี้เราก็เพิ่งประสบความสำเร็จจากภารกิจ ARTEMIS II เมื่อเมษายน 2026 ที่ส่งนักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ Christina Koch, Victor Glover, Reid Wiseman และ Jeremy Hansen บินวนรอบดวงจันทร์ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เดินทางไกลเกิน Low Earth Orbit (ห่างจากโลกประมาณ 160 – 2,000 กิโลเมตร) นับตั้งแต่ปี 1972 โดยที่ภารกิจเริ่มตั้งแต่ ARTEMIS I–IV ตามลำดับขั้น ดังนี้ ARTEMIS I ในปี 2022 ได้ทำการทดสอบจรวดและยาน แต่ไม่มีมนุษย์ ARTEMIS II ในปี 2026 ได้ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์ ARTEMIS III ในปี 2027 มีแผนทดสอบยานลงจอดในวงโคจรโลก ARTEMIS IV ในปี 2028 มีแผนเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก ซึ่ง NASA ประสบความสำเร็จกับ ARTEMIS I กับ II และกำลังเตรียมขั้นต่อไป NASA วางแผนสร้างฐานที่อยู่ถาวรบริเวณขั้วโลกใต้ดวงจันทร์ ซึ่งในอนาคตจะรองรับนักบินอวกาศได้ถึง 4 คน พักอาศัยได้ ส่วน Gateway Station ซึ่งเป็นสถานีอวกาศในวงโคจรดวงจันทร์นั้น จะทำหน้าที่เป็นจุดเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจดาวอังคาร ดังนั้นดวงจันทร์ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือฐานเพื่อไปยังดาวอังคารและดวงอื่น ๆ ต่อไป ทำไมต้องเป็นขั้วใต้ของดวงจันทร์ถึงพิเศษ? ขั้วใต้ของดวงจันทร์มีหลุมอุกกาบาตที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์เลยมาหลายพันล้านปี ซึ่งหลุมเหล่านี้เย็นถึง -210°C เย็นพอที่น้ำแข็งจะไม่ระเหยหายไป การที่มีน้ำแข็งแปลว่า เราสามารถละลายน้ำแข็งให้กลายเป็นน้ำได้ และแยกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนได้ ซึ่งใช้สำหรับหายใจและยังใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ด้วย เนื่องจากปัญหาใหญ่ที่สุดของการสำรวจอวกาศคือ น้ำหนัก เพราะทุกกิโลกรัมที่ส่งจากโลกมีต้นทุนมหาศาล เชื้อเพลิงจรวดคือสิ่งที่หนักที่สุดในภารกิจ ถ้าผลิตเชื้อเพลิงได้บนดวงจันทร์เอง ยานที่ไปดาวอังคารไม่ต้องแบกเชื้อเพลิงขากลับมาจากโลก แค่นี้ก็ลดน้ำหนักยานลงได้มหาศาล และลดต้นทุนทั้งภารกิจลงหลายเท่า ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงบอกว่า Water is the oil of space หรือ น้ำคือน้ำมันแห่งจักรวาล นั่นเอง ทำไม NASA ถึงอยากไปดาวอังคาร? 1. ดาวอังคารคือดาวเคราะห์ที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะเคยมีหรืออาจยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ ครั้งหนึ่งมันมีน้ำเหลวบนผิว 2. ถ้าพบว่าดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิต และมันมี DNA หรือโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกับโลก ก็อาจหมายความว่าสิ่งมีชีวิตเดินทางข้ามดาวเคราะห์มาได้ผ่านอุกกาบาต 3. เตรียมพร้อมสำหรับการตั้งถิ่นฐานระยะยาว NASA มองดาวอังคารเป็นจุดหมายถัดไปของอารยธรรมมนุษย์ หลังจากพิสูจน์ว่าอยู่บนดวงจันทร์ได้แล้ว ดาวอังคารคือก้าวต่อไป ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงของ NASA และมวลมนุษยชาติไม่ใช่แค่การไปดวงจันทร์หรือดาวอังคาร แต่เป็นเพื่อหาคำตอบว่า "เรามาจากไหน?" "เราอยู่พวกเดียวในจักรวาลนี้ไหม?" "เราจะไปได้ไกลแค่ไหน?" และนั่นอาจหมายความถึงการที่มนุษย์จะอยู่อาศัยนอกโลกได้อย่างถาวรก็เป็นได้ คุณคิดว่าจะเห็นมนุษย์ไปสำรวจดาวอังคารและดาวดวงอื่น ๆ ในช่วงชีวิตของคุณมั้ย? คิดเห็นยังไงมาแชร์กันได้เลย! #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #Artemis #โคจรรอบดวงจันทร์ #ดาวอังคาร #NASA
1
39
WHAT’S NEXT? It starts here. ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ SCBX NEXT TECH ปิดท้ายธีม PROUD TO BE, READY TO BECOME ด้วยกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงตัวตน แลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมต่อยอดความคิดสู่อนาคตที่หลากหลายทั้งในโลกของ AI, Creativity, Community, Diversity และ Innovation ที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคมยุคใหม่ 🔹 26 May - พิธีมอบรางวัล“เด็กไทยต้นแบบ”ในโครงการเด็กอวด(ทำ)ดี รุ่นที่ 3 (10.30 เป็นต้นไป) พิธีเชิดชูเยาวชนต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านความคิดสร้างสรรค์ การลงมือทำ และการมีส่วนร่วมเพื่อสังคม 🔹 27 May - AI Creator Night: Prompt to Premier (18.00 - 21.00) AI Meetup ตรั้งที่ 2 สำหรับสายครีเอทีฟ คอนเทนต์ และการตลาด เรียนรู้การใช้ AI เพื่อยกระดับการสร้างผลงานจริง 🔹 28 May - SCBX AI Outlook 2026: The Age of Abundant Intelligence (13.00 เป็นต้นไป) เวทีอัปเดตแนวโน้ม AI และผลกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม และอนาคตการทำงาน ผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI, Data และ Innovation 🔹 29 May - งานแถลงข่าว NEXT Station: อนาคตกรุงเทพฯ (13.00 เป็นต้นไป) พื้นที่ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตเมือง ผ่านมุมมองของ policy, creative space และ public participation เพื่อขับเคลื่อน Active City ของทุกคน 🔹 30 May - 1 Jun - Bangkok Pride Forum 2026 (10.30 เป็นต้นไป) เวทีเสวนาและกิจกรรมที่เปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และ community forum 🔹 3 Jun - “Lost In Your Eyes” Photo Book (13.00 เป็นต้นไป) งานเปิดตัวหนังสือและวงพูดคุยโดย IMAN พร้อม special guest และบทสนทนาเกี่ยวกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ศิลปะ และตัวตนในโลกปัจจุบัน 📍 จากการเข้าใจตัวตน สู่ความกล้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech #SCBXNEXTTECH #SiamParagon
45
โลกการทำงานทุกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครใช้ AI” ได้ดี แต่กำลังวัดกันว่า “ใครออกแบบองค์กรให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบได้ก่อน” ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังคงยึดติดกับความกลัว กลับมีคนอีกกลุ่มที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย AI ทำงานร่วมกันได้ดีจนไม่ต่างจากการมีผู้ช่วยนับ 10... ในงาน “BE THE TOP 10% WITH CLAUDE CODE” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 69 ณ SCBX NEXT STAGE @ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ที่ผ่านมา มีการเปรียบเทียบความต่างระหว่างองค์กรแบบดั้งเดิม กับ องค์กร AI-Native โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ AI-Native Organization เป็นองค์กรที่ไม่ได้แค่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน แต่กลับใช้ AI วางระบบการทำงาน (Workflow) หัวใจสำคัญของการวาง Workflow ด้วย AI คือการเทรนด์พนักงานในองค์กรทุกคนให้กล้าเปิดใจใช้ AI ใน Everyday Task ให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้เสมือนเป็นเครื่องมือตัวหนึ่ง ไม่ต่างจากการใช้ Google Slide Google Doc หรือ Google Sheet ความต่างระหว่าง องค์กรที่ “ยังทำงานแบบเดิม” กับองค์กรที่ “ออกแบบ Workflow การทำงานใหม่โดยให้ AI ช่วย Scale” 1. Idea Sharing vs Idea Bottleneck องค์กรแบบเดิม: ไอเดียมักอยู่กับคนบางกลุ่ม ต้องรอหลายขั้นตอนกว่างานจะเดิน AI-Native: ทุกคนสามารถใช้ AI ช่วยคิด สร้าง และพัฒนางานได้ทันที 2. Connected Data vs Data Silo องค์กรแบบเดิม: ข้อมูลแยกส่วน กระจัดกระจาย ทำให้งานต่อกันยาก AI-Native: ข้อมูลเชื่อมถึงกันทั้งระบบ เพื่อให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้ลื่นไหลกว่า 3. Automated Workflow vs Manual Process องค์กรแบบเดิม: งานจำนวนมากยังต้องทำซ้ำแบบ Manual เสียเวลาและทรัพยากร AI-Native: งาน Routine และ Workflow ที่ซ้ำซ้อน ถูก AI ช่วยรันแบบอัตโนมัติ 4. Multiple Output vs One Person One Task องค์กรแบบเดิม: 1 คน มักทำได้ทีละ 1 งาน AI-Native: 1 คน ใช้ AI ช่วยจัดการหลาย Task พร้อมกันได้ 5. Systemized Knowledge vs Human-Dependent Knowledge องค์กรแบบเดิม: ความรู้มักติดอยู่กับคน AI-Native: ความรู้ถูกจัดเก็บเป็นระบบ พร้อมใช้และต่อยอดได้ทั้งองค์กร พูดง่าย ๆ คือ AI-Native Organization ไม่ได้ใช้ AI เพื่อ “แทนคน”แต่ใช้ AI เพื่อ “ลดงานที่ไม่จำเป็น” และปลดล็อกศักยภาพของคนให้ไปทำงานที่สำคัญกว่า แล้วผู้บริหารต้องเริ่มอย่างไร? Trick สำหรับผู้บริหาร ในการนำ AI เข้ามาใช้งานในองค์กร (ให้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานในทุกฝ่าย) 1. ต้องมี Mindset ในการ Invest AI ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนได้ทั้งระบบ ปัญหาการใช้ AI ที่พบส่วนใหญ่ในระดับองค์กร คือ องค์กรไม่กล้าลงทุนกับ AI ไม่กล้า Invest AI ดี ๆ ให้พนักงานใช้ จึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและระบบการทำงาน หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและก้าวทันคู่แข่งได้จริง ผู้บริหารจะต้องกล้าลงทุนและกล้าสเกลงานในจุดนี้ #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #SiamParagonSCBXNextTech #ClaudeCode #BETHETOP10PERCENTWITHCLAUDECODE #FutureSkill #AIAcademybyFutureSkill #Bethetop10 #AIAcademy
1
69
2. ความรู้ & ประสบการณ์ที่มากพอ ตลอดจนการใช้งานจริงของผู้บริหาร อีกหนึ่งปัญหาที่พบ คือ ผู้บริหารไม่มีความรู้ด้าน AI มากพอ และไม่เคยนำ AI ไปใช้งานจริง จึงไม่เกิดภาพในหัวว่าจะสามารถนำไป Apply กับจุดใดในองค์กรได้บ้าง หากต้องการปรับใช้กับทั้งระบบได้จริง สิ่งที่องค์กรควรทำเป็นอันดับแรกคือ ผู้บริหารจะต้องรู้จักนำ AI เข้ามาใช้งาน และสั่งสมองค์ความรู้ให้ได้มากที่สุด ก้าวทันฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ AI ที่มีการอัปเดตตลอดเวลา จึงจะสามารถนำไป Adapt เข้ากับระบบโครงสร้างต่าง ๆ ในองค์กรได้ 3. ต้องสื่อสารกับพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Productive Communication Skill) สื่อสารว่าจะใช้ AI ในส่วนไหน จนพนักงานเห็นภาพเดียวกัน และเกิดภาพในหัวจนแตกออกมาเป็นขั้นตอนการทำงานร่วมกับ AI ได้ 4. ต้องประเมินจุดคุ้มทุน และความเสี่ยงต่าง ๆ ในการใช้ AI ประเมิน Cost และ Benefit ที่จะได้จากการใช้ AI ในแต่ละ Process เช่น ค่าจ้างพนักงาน เมื่อเทียบกับค่า Subscription AI แต่ละตัว ต้นทุนด้านเวลาและแรงงาน หรือแม้แต่ความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญในองค์กร ที่เกิดจากการใช้ AI 5. ปรับ Mindset ของพนักงาน ที่มีต่อการใช้ AI ฝึกให้พนักงานเรียนรู้และเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วย “เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ไม่ได้เข้ามา “แทนที่” ฝึกให้พนักงานกล้าที่จะใช้ AI ทำงานอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่การสร้าง AI-Native Organization ฝึกให้พนักงานในองค์กรรู้จักแตก Workflow การทำงานในแต่ละ Task ของตน ออกมาเป็นขั้นตอน และแจงงานให้ AI อย่างเป็นระบบ เพราะสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Native Organization ต้องเริ่มจาก “Mindset ของผู้นำ และความกล้าขององค์กร” ในระดับบุคคลเอง คนที่จะใช้ AI ได้เต็มประสิทธิภาพ มักมีจุดร่วมคล้ายกันคือ • Curious enough to learn สงสัยใครรู้ เพราะจะนำมาซึ่งความอยากเรียนรู้ และปรับใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด • Adaptive enough to change สกิลในการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ หมั่นใช้งานจนชิน และต่อยอดปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสเกลอื่น ๆ ต่อไป • Skilled enough to apply มีความรู้ที่มากพอจนนำไปปรับใช้งานได้ตามต้องการ • Disciplined enough to improve ต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านข้อผิดพลาด และประสบการณ์ จนเกิดความเชี่ยวชาญ • Wise enough to use AI correctly หากเลือกใช้งานในทางที่ถูก เราจะสามารถ “เรียนรู้และศึกษา” สิ่งที่ได้จาก AI และนำ Knowledge ที่ได้เหล่านั้นไปพัฒนาตัวเอง หรือนำไปศึกษาค้นคว้าต่อ ไม่ใช่การ “ลอก” ข้อมูลหรือนำข้อมูลจาก AI มาใช้โดยปราศจากการกลั่นกรอง และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ในการใช้ AI และสร้างองค์กรให้กลายเป็น AI-Native Organization จากงาน “BE THE TOP 10% WITH CLAUDE CODE” โดย Speaker ทั้ง 4 ท่าน ได้แก่ • ดร.วศิน ตรีสินธุรส (อาจารย์โต) CEO & Founder Innovation Vantage Co.,Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Transformation • คุณโอชวิน จิรโสตติกุล (วิน) CEO & Founder of Futureskill • คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช Founder Member & Business Director, Futureskill • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรรณพ อารีพรรค ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการทางวิชาการ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต Key Takeaway “เพราะเราทุกคนเลือกได้ว่าจะใช้ AI บนความกลัว หรือ ใช้เพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโต…”
68
ห้องรกแต่ไม่มีแรงเก็บห้องเลย เป็นเพราะขี้เกียจจริง ๆ เหรอ? เคยเป็นไหม บางช่วงรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ๆ ไม่อยากทำอะไรเลย แค่เก็บห้องหรือทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังรู้สึกหนักเกินไป แบบในข่าวที่เคยได้เห็น ผู้เช่าที่ย้ายออกแล้วพบว่าห้องที่มีแต่ขยะเต็มไปหมด ไม่ยอมเก็บทิ้ง หลายคนอาจจะคิดว่า คนเราจะใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้ได้จริงเหรอ หรือเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ แต่อาจจะต้องถามว่า เขามีปัญหาอะไรกันแน่ หรือเขาอาจอยู่ภาวะ Executive Dysfunction ก็เป็นได้ แล้วภาวะนี้คืออะไรกันล่ะ? Executive Dysfunction คือภาวะที่ความสามารถในการจัดการชีวิตต่ำลงชั่วคราวเพราะสมองรับมือไม่ไหว เมื่อสมองล้าเรื่องเล็กที่สุดก็ทำได้ยาก ยิ่งห้องรก ยิ่งเพิ่มภาระสมอง พอเห็นของวางระเกะระกะ สมองจะรับรู้ว่าเป็นงานที่ยังไม่เสร็จ ทำให้เราเครียดกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว ภาวะนี้มักเกิดจากต้นเหตุหลัก คือ Burnout หรือสมองล้าสะสม เมื่อใช้งานสมองหนักหรือนานเกินไป สารสื่อประสาทที่ควบคุมการสั่งการและแรงจูงใจจะเริ่มทำงานผิดเพี้ยน และมันไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องห้องรกเท่านั้น แต่กระทบทุกด้านของชีวิต เช่น ตอบ email งานสำคัญไม่ได้สักที ทั้งที่รู้ว่าต้องตอบ, นั่งมองหน้าจอนาน 2 ชั่วโมงแต่ยังพิมพ์ไม่ออกสักคำ, อยากโทรหาหมอ อยากนัดเพื่อน อยากทำประกัน แต่กดโทรไม่ได้ หรือแม้แต่อยากอาบน้ำ รู้ว่าต้องอาบ แต่ลุกออกจากเตียงไม่ได้ เราจะเช็กอาการ Executive Dysfunction ได้ยังไง? 1. มีงานที่รู้ว่าต้องทำ แต่ผัดวันประกันพรุ่งซ้ำ ๆ โดยไม่มีเหตุผล 2. ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง แม้แต่งานง่าย ๆ 3. ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากอะไรก่อน ทั้งที่งานไม่ได้ซับซ้อน 4. มาสายเป็นประจำทั้งที่ตั้งใจจะไม่สาย 5. รู้สึกผิดและโทษตัวเองหนักมากทุกครั้งที่ทำอะไรไม่เสร็จ แล้วต่างจากความขี้เกียจยังไง? ความขี้เกียจคือไม่อยากทำ และไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่ทำ แต่ Executive Dysfunction คืออยากทำจนใจจะขาด แต่ทำไม่ได้ และจะรู้สึกผิดกับตัวเองอย่างหนัก กดดัน ร้องไห้ โทษตัวเองซ้ำ ๆ ถ้าเราคิดว่าตัวเองอยู่ในภาวะนี้แล้วควรทำยังไง? ระยะสั้น - ลดแรงต้านของสมอง อย่าคิดว่าต้องเก็บห้องทั้งห้อง ให้คิดว่าหยิบของชิ้นนี้ขึ้นมาก่อน หรือเอาแค่ชิ้นนี้ไปทิ้งก่อน เริ่มทำแค่ 5 นาที สมองจะต่อต้านน้อยกว่า วิธีนี้ใช้ได้กับทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด email ขึ้นมาแค่อ่านโดยยังไม่ต้องตอบ หรือแค่ลุกไปเปิดน้ำก่อนค่อยอาบ ระยะยาว - แก้ที่ต้นเหตุของการ Burnout ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ก็อาจจะกลับมาอยู่ในภาวะนี้ซ้ำ ๆ สิ่งที่ควรเริ่มทบทวนคือ นอนหลับเพียงพอไหม มีเวลาว่างที่ไม่ต้องทำอะไรเลยบ้างไหม หรือคิดว่าภาระในชีวิตตอนนี้มากเกินกว่าที่สมองจะรับไหวไหม ถ้ารู้สึกว่ากำลังรับทุกอย่างไว้คนเดียวมากเกินไป อาจถึงเวลาที่ลองแบ่งเบาบางเรื่อง เปิดใจให้คนรอบข้างได้ช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง แม้ว่าการเริ่มต้นทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเวลาสั้น ๆ อาจจะดูง่ายสำหรับคนปกติ แต่ถ้าอยู่ในภาวะนี้อาจจะต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองที่ไม่อยากทำ แม้จะอยากทำแค่ไหนก็ตาม แล้วพอไม่ทำก็รู้สึกผิดและโทษตัวเอง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องย้อนกลับไปมองต้นเหตุของอาการเหนื่อยล้าของสมอง ที่อาจมาจากการใช้ชีวิตที่หนักเกินไป ไม่มีเวลาหยุดพัก ทำให้ Burnout เพราะถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ก็อาจจะกลับไปอยู่ในภาวะนี้อีกครั้ง แล้วคุณล่ะ เคยอยู่ในภาวะ Executive Dysfunction บ้างไหม มาแชร์กันหน่อย! #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #ห้องรก #ExecutiveDysfunction #ภาวะExecutiveDysfunction #BurnOut
2
88
WHAT’S NEXT? It starts here. พฤษภาคมนี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อภายใต้ธีม PROUD TO BE, READY TO BECOME ชวนทุกคนภูมิใจในตัวตน ความคิด และสิ่งที่เชื่อ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ เติบโต และเชื่อมต่อกับอนาคตในรูปแบบของตัวเอง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้าน AI, Education, Diversity, Creativity และ Social Impact ที่สะท้อนโลกยุคใหม่ซึ่งเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับทุกคน 🔹 11 May - AI[I] in Transform Solutions (12.00 - 17.00) งานเสวนาครอบรอบ 20 ปั N2N พ้รอม workshop ด้าน AI สำหรับสายงานต่างๆในองค์กร 🔹 15–18 May - IDAHOBIT 2026: At the Heart of Democracy (11.00 เป็นต้นไป) เสวนาและกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนความหลากหลาย ความเท่าเทียม และสิทธิของ LGBTQ 🔹 20 May - AI2: What Leaders Must Do Next (13.30 - 17.00) อัปเดตมุมมอง AI และการ Transform องค์กร ผ่านแนวคิดจาก Harvard Executive Education และผู้นำด้านนวัตกรรม 🔹 21 May - AI Future Ready by AiLearning x SCBX NEXTTECH (13.00 - 18.00) Interactive Workshop สำหรับทดลองใช้ AI จริง ทั้งด้าน productivity, content creation และ AI website tools 🔹 22 May - NEXT TECH SOUNDSCAPE: Pride Month (10.00 เป็นต้นไป) พื้นที่สำหรับ Young Voices ได้แสดงออกผ่านเสียงดนตรีและการแสดง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหลากหลายและการยอมรับ 🔹 23 May - Road Traffic Injury Pitching Challenge 2026 (10.00 เป็นต้นไป) รอบ Final Pitching ของโครงการนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง 📍 จากการเข้าใจตัวตน สู่ความกล้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech #SCBXNEXTTECH #SiamParagon
74
ถ้าอยากสุขภาพดีแต่ไม่มีเวลา มีวิธีอะไรช่วยได้บ้าง? ในยุคที่เร่งรีบแบบนี้ หลายคนอาจคิดว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คงดี จะได้มีเวลาเผื่อไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วเราไม่อาจมีเวลามากกว่าที่มีอยู่ได้ แต่ยังอยากดูแลสุขภาพอยู่ เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วมีวิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ไหม ที่ไม่ต้องพยายามมากก็สุขภาพดีได้บ้างไหม คำตอบคือ มีแน่นอน เราสามารถสร้างรูทีนสำหรับ Longevity แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันได้ง่าย ๆ ทำยังไงมาดูกัน! Longevity ฉบับคนไม่มีเวลา 1. การกิน แค่สลับลำดับการกินไม่ต้องงด เมื่อเรากินผัก (ใยอาหาร) เข้าไปก่อน มันจะไปรออยู่ในลำไส้เล็กเพื่อสร้างชั้นเจลบาง ๆ เหมือนเป็นตาข่าย พอเรากินแป้งหรือน้ำตาลตามลงไป ตาข่ายนี้จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล เข้าสู่กระแสเลือด เซลล์ไม่แก่เร็ว - ให้เรียงลำดับการกินใหม่ กินผัก -> โปรตีน -> คาร์โบไฮเดรต/น้ำตาล ตามลำดับ สมองคนเราตัดสินปริมาณอาหารด้วยสายตา ถ้าใส่ในจานที่เล็กลงจนดูเต็มจาน สมองจะคิดว่า "เยอะขนาดนี้ อิ่มชัวร์!" - หลอกสมองให้คิดว่าอิ่ม ด้วยการเปลี่ยนไซซ์จาน โดยใช้จานขนาดเล็กลง 20% ร่างกายจะอิ่มเองโดยธรรมชาติ ลดแคลอรีเกินแบบไม่รู้ตัว 2. การนอน เน้นคุณภาพ ไม่ใช่จำนวนชั่วโมง ร่างกายเราถูกออกแบบมาให้ผลิตเมลาโทนิน (ฮอร์โมนแห่งการซ่อมแซมและชะลอวัย) เมื่อเรตินาในตาไม่ได้รับแสง แม้แสงไฟสลัว ๆ ก็สามารถยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนนี้ได้ - ปิดไฟให้สนิท เพราะห้องที่มืดสนิทช่วยให้ Melatonin หลั่งสูงสุด แม้นอนแค่ 5-6 ชม. ก็สดชื่นได้ - วางมือถือก่อนนอนแค่ 15 นาที (ใช้ช่วงเวลานี้ไปล้างหน้าแปรงฟัน) สมองจะเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้เร็วกว่าเดิม รับแสงแดดตอนตื่น แสงแดดตอนเช้า (ช่วง 07.00 - 09.00 น.) จะช่วยกระตุ้นการหลั่งคอร์ติซอลให้พุ่งสูงขึ้น เพื่อให้เราตื่นตัวและมีพลังงานทำงาน - รับแสงแดดตอนตื่นนอน ช่วยเซตนาฬิกาชีวิต ช่วยให้คืนนี้หลับง่ายขึ้นเอง ดื่มน้ำหลังตื่นตอน หลังจากนอนมา 6-8 ชม. ร่างกายเราจะอยู่ในภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เลือดจะข้นกว่าปกติ - ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันที 1 แก้ว เพื่อล้างสารพิษและกระตุ้นระบบขับถ่าย เป็นการ Detox ที่ง่ายที่สุด 3. การพักผ่อน พักแบบ Micro-Rest ระหว่างวัน เวลาเราจ้องจอ กล้ามเนื้อตาจะเกร็งค้างไว้ตลอด การมองไกลไปที่ระยะ 6 เมตร ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้ยืดเหยียด ลดอาการตาแห้งและปวดหัว - ระหว่างทำงานทุก 20 นาที ให้สลับไปมองไกล 20 วินาที ลดความเครียดสะสมของสมองและสายตา การหายใจสั้น ๆ ตอนเหนื่อยทำให้สมองขาดออกซิเจน ยิ่งทำให้เพลีย การหายใจลึก ๆ ช่วยเติมเชื้อเพลิงให้เซลล์สมองกลับมาทำงานได้เต็มที่ - หายใจลึก ๆ เมื่อนึกได้ ทำทุกครั้งที่รู้สึกเพลีย ช่วยลดคอร์ติซอล (ฮอร์โมนเครียด) การฟังเพลงที่ชอบ ที่ทำให้เรารู้สึกดีหรือมีพลัง จะกระตุ้นการหลั่งโดปามีน และเพลงยังช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างและลดเสียงในหัวที่กำลังกังวลเรื่องงาน - ฟังเพลงที่ชอบ 5-10 นาที ช่วยกระตุ้นโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและการให้รางวัล ช่วยลดอาการ Burnout และความหงุดหงิดจากงานได้ทันที 4. การดูแลตัวเอง แฝงการดูแลตัวเองไปกับกิจวัตรประจำวัน การนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมงทำให้เอนไซม์ที่ช่วยเผาผลาญไขมัน (Lipoprotein Lipase) ลดลงอย่างมาก - แค่ลุกขึ้นยืนตอนคุยงานหรือคุยโทรศัพท์ ช่วยเผาผลาญและยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้ การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย นั่นคือก้นและขา ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้นทันที - ขึ้นบันไดแทนลิฟต์แค่ 1-2 ชั้นต่อวัน แต่ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้นเยอะ สรุปทริกสำหรับการดูแลสุขภาพแบบคนไม่มีเวลา ไม่ต้องพยายามมาก แค่เปลี่ยนลำดับการกินเริ่มจาก "ผัก-โปรตีน-แป้ง" เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาล และใช้จานเล็กลง 20% หลอกสมองให้อิ่มไวโดยไม่ต้องอด เน้นคุณภาพการนอนด้วยการ "ปิดไฟให้มืดสนิท" เพื่อเร่งการหลั่งเมลาโทนิน และรับแสงแดดตอนเช้าเพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตให้สดชื่น เพราะสุขภาพดีไม่ได้เริ่มที่มีเวลา แต่เริ่มที่วิธีคิด แค่ปรับรูทีนเล็กน้อย ชีวิตก็ยืนยาวได้แล้ว! แล้วคุณล่ะ คิดว่ามีวิธีดูแลสุขภาพแบบไหนอีกบ้าง ที่ไม่ต้องพยายามแต่เห็นผล มาแชร์กันหน่อย! #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #Longevity #Longevityสำหรับคนไม่มีเวลา #เปลี่ยนลำดับการกิน #นอนในที่มืดสนิท
275
WHAT’S NEXT? It starts here. พฤษภาคมนี้ SCBX NEXT TECH ก้าวสู่ช่วงเวลาใหม่ภายใต้ธีม PROUD TO BE, READY TO BECOME ชวนทุกคนเปิดรับความเป็นไปได้ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการศึกษา เทคโนโลยี การเงิน นวัตกรรม สังคมที่สะท้อนตัวตน ความคิด และทิศทางของโลกที่เปลี่ยนไป 🔹 2 May - ABAC’s Dean Private Table “Shape Your Future with ABAC” (10.00 เป็นต้นไป)เปิดบทสนทนาออกแบบอนาคตในแบบของคุณ กับมุมมองจากผู้นำด้านการศึกษา 🔹 3 May - Change Fanday (10.00 เป็นต้นไป) งานรวมพลนักแสดงซีรีส์ 6 เรื่อง จาก CHANGE2561 ที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์ดีๆไปด้วยกัน 🔹 4 May - Ramathibodi Pitching Challenge 2026 (12.00 - 19.30) เวที Final Pitching ด้านนวัตกรรมสุขภาพ สู่การใช้งานจริง 🔹 5 May - Thailand Digital Asset Leadership Forum: Road to SEABW 2026 (12.00 - 18.30) มุมมองอนาคต Digital Assets และเศรษฐกิจยุคใหม่ 🔹 6 May - งานแถลงข่าว “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030” (13.00 เป็นต้นไป) TCEB แถลงก้าวสำคัญของประเทศไทยสู่เวทีโลกด้านความหลากหลาย 🔹 7 May - Be the Top 10% with Claude Code (13.00 เป็นต้นไป) ยกระดับทักษะการทำงานด้วย Clade Code 🔹 9 - 10 May - Registration Zone of FaraTALK “Humans of Science - มนุษย์วิทย์” (10.00 เป็นต้นไป) จุดลงทะเบียนงาน FaraTALK “Humans of Science วันที่ 9 - 10 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจัด ณ พารากอน ฮอลล์ 📍 จากการเข้าใจตัวตน สู่ความกล้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านทางเพจ SCBX Next Tech #SCBXNEXTTECH #SiamParagon
107
🌈พฤษภาคมนี้ ถึงเวลาภูมิใจในตัวตน…และพร้อมก้าวสู่สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า SCBX NEXT TECH - PROUD TO BE, READY TO BECOME เมื่อ “ตัวตน” ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือจุดเริ่มต้นของทุกความเป็นไปได้ เดือนพฤษภาคมนี้ขอชวนคุณเปิดประตูสู่การค้นหาตัวเองในมิติใหม่ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้าน AI, Digital Assets, Innovation และ Diversity พร้อมพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้ “เป็นในแบบที่ตัวเองเป็น” และ “เติบโตในแบบที่อยากเป็น” 📌 Highlight เดือนพฤษภาคม 🔹 2 พ.ค. - ABAC’s Dean Private Table "Shape Your Future with ABAC" เปิดบทสนทนาออกแบบอนาคตในแบบของคุณ กับมุมมองจากผู้นำด้านการศึกษา 🔹 3 พ.ค. - CHANGE FANDAY งานรวมพลนักแสดงซีรีส์ 6 เรื่อง จาก CHANGE2561 ที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์ดีๆไปด้วยกัน 🔹 5 พ.ค. - Thailand Digital Asset Leadership Forum Road to SEABW 2026 เจาะลึกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ Regulation ถึง Tokenization 🔹 6 พ.ค. - งานแถลงข่าวประกาศ “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030” TCEB ที่ได้รับมอบหมายตามนโนบายรัฐบาล เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN ) ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านสิทธิและความเท่าเทียมให้เห็นเป็นรูปธรรม 🔹 7 พ.ค. - BE THE TOP 10% WITH CLAUDE CODE เสริมศักยภาพ AI & Business เพื่อก้าวสู่คนทำงานระดับ Top 🔹 15 - 18 พ.ค. - IDAHOBIT 2026 : At the Heart of Democracy เวทีสะท้อนสิทธิ LGBTIQ ผ่านสัญลักษณ์ Amsterdam Rainbow Dress พร้อมกิจกรรม เสวนา และเรื่องราวจากผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากหลายภาคส่วน 🔹 23 พ.ค. - Road Traffic Injury Pitching Challenge 2026 เวทีแข่งขันนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ 🔹 29 พ.ค. - 1 มิ.ย. - Bangkok Pride Forum 2026 เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม พื่อขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตที่ยั่งยืน 📍ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวตน และเปิดรับทุกความเป็นไปได้ใหม่ ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #SiamParagonSCBXNextTech #SiamParagon #ProudToBeReadyToBecome #FromIdentityToPossibility #ABAC #APCOM #BangkokPride #CHANGE2561 #DRAGBANGKOK #IDAHOBIT #RTIPC #SCBX #TCEB #TFA
135
ข่าวดีของชาว DEV (Software Developer) ที่ไม่อยากถูกฟรีซหน้าคอมทั้งวัน! เพราะล่าสุด GitHub เปิดตัวฟีเจอร์ Remote Control CLI Sessions ใน Copilot CLI (หน้าจอสั่งงานด้วยตัวอักษร) ให้เหล่า DEV ทำงานที่ไหนก็ได้แบบไม่ต้องพกคอมไปด้วย แต่สั่งงานได้ผ่านมือถือเครื่องเดียว… ในงาน GitHub Copilot Dev Days ณ SCBX NEXT STAGE @ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา มีหนึ่งไฮไลท์ที่ช่วยปลดล็อกชีวิต DEV ให้ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อผ่าน AI Agent (ผู้ช่วยอัจฉริยะ) นั่นก็คือการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Remote CLI ที่เพิ่งปล่อยออกมาให้ทดลองใช้เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 69 ฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนให้ GitHub Mobile กลายเป็นเหมือน "ศูนย์บัญชาการ" ส่วนตัวที่ช่วยควบคุมและสั่งงานได้ทุกที่ทุกเวลา เปรียบเหมือนการย้าย Terminal (หน้าจอสั่งงานหลักในคอม) ที่บ้านไปไว้ในมือถือเครื่องเดียวและสั่งงานผ่านมือถือได้เลย ฟีเจอร์ที่เรียกได้ว่าเป็น Game Changer ในวงการ Software Developer 1. ทำงานแบบอิสระได้ทุกที่ แบบไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ • รันงานต่อได้ ไม่ต้องรอ : แม้ต้องลุกจากหน้าคอมกะทันหัน ระบบก็ยังทำงานต่อให้เองที่ "หลังบ้าน" (Background) สามารถสั่งงานหนักๆ ทิ้งไว้แล้วใช้คำสั่งพิเศษ /keep-alive เพื่อประคองเครื่องที่บ้านไม่ให้หลับ แม้ว่าตัวเราจะไม่ได้อยู่หน้าคอม เปรียบเหมือนมี "ตัวแทน" (Cloud Delegate) คอยเฝ้างานให้ตลอดเวลา • สั่งงานจากที่ไหนก็ได้ : แค่หยิบมือถือมาเปิด Remote Session แล้วพิมพ์สั่งงาน สิ่งที่สั่งจะวิ่งตรงกลับไปที่คอมพิวเตอร์ที่บ้านทันที เหมือนมีรีโมทคอนโทรลคุมเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวที่พกติดตัวไปได้ทุกที่ 2. คุมงานด่วนได้ทันใจ เสมือนนั่งอยู่หน้าคอม (Real-time Control) • ตรวจสอบและแก้ไขได้ทันที : ไม่ว่าจะเช็กสถานะโปรเจกต์ หรือต้องแก้บั๊ก (Bug) ด่วน ก็สามารถสวมบทบาท "หัวหน้างาน" เพื่อมอบหมายงาน (Delegate) และคุมทิศทาง (Steer) ของงานได้แบบวินาทีต่อวินาที • เชื่อมต่อข้อมูลไร้รอยต่อ : ทุกอย่างที่สั่งงานบนมือถือจะ Sync (ซิงค์) กลับไปที่คอมพิวเตอร์ที่บ้าน และอัปเดตสถานะกลับมาที่มือถือทันที 3. เริ่มต้นง่าย & ความปลอดภัยสูง • สแกนแล้วใช้งานได้เลยทันที : เชื่อมต่อง่ายแค่กด Ctrl E (กรณีใช้งานผ่านมือถือ) ระบบจะสร้าง QR Code หรือลิงก์ให้สแกนผ่านมือถือ แล้วเริ่มงานได้ใน 1 วินาที ไม่ต้องตั้งค่าให้วุ่นวาย หรือจะเลือก Open in Browser กรณีเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บในมือถือก็ยังได้ • ความเป็นส่วนตัวสูง : ทุกการเชื่อมต่อเป็นแบบส่วนตัว (Private) เห็นได้เฉพาะเครื่องที่ซิงค์เข้าด้วยกันเท่านั้น ปลอดภัย ข้อมูลไม่รั่วไหล และนี่ก็คือฟีเจอร์ดี ๆ ที่จะมาช่วยจบปัญหาคลาสสิก ‘ตัวอยู่นอกบ้าน แต่ใจห่วงงานที่รันค้างไว้’... เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์และ AI สามารถทำงานไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ได้อย่างแท้จริง #SCBXNEXTTECH #GitHubCopilot #VSCoderemote #RemoteCLI #DevLife #WorkFromAnywhere #AgenticDevelopment #InnovationHub
8
3
903
การพักเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นับเป็นความล้มเหลวรึเปล่า? คุณเคยรู้สึกว่า เหนื่อยจนแทบไม่มีแรง หรือเบิร์นเอาต์จนไม่อยากทำอะไรบ้างไหม ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว คนมากมายก็เคยรู้สึกแบบเดียวกัน ในโลกที่หมุนไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุด คุณเองก็วิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ไม่มีวันหยุดเช่นกัน เพราะกลัวจะตกขบวนหรือ FOMO (Fear of Missing Out) เหนื่อยล้าแต่ก็กลัวเกินกว่าจะหยุด ถ้าหยุดอยู่กับที่จะโดนแซงหรือเปล่า แล้วเราควรจะทำยังไงเมื่อไม่มีพลังงานเหลือแล้ว คำตอบคือ “ไปพัก” พักแล้วกลับมาใหม่ได้จริงไหม? หลายคนกลัวว่าพักแล้วจะไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนเดิม แต่มีคนพิสูจน์แล้วว่า การไปพักแล้วกลับมาอาจจะทำได้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นเรื่องราวของ Alysa Liu นักสเก็ตลีลาที่โลกเคยจับตามอง เธอเป็นแชมป์สหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ตอนอายุ 13 แต่เบื้องหลังคือการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง และแรงกดดันมหาศาล จนความสุขในการเล่นสเก็ตของเธอหายไปหมดสิ้น ทำให้เธอประกาศอำลาวงการตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี เพื่อไปใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป เธอได้ไปเรียนหนังสือ เดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน ไปเดินป่าที่ Everest Base Camp ในเนปาล และได้ไปเล่นสกีแบบที่ทำไม่ได้ตอนเป็นนักกีฬาสเก็ต ความรู้สึกสนุกตอนเคลื่อนไหวบนหิมะทำให้เธอรู้ตัวว่า เธอยังรักเวลาที่ร่างกายเคลื่อนไหวบนแผ่นน้ำแข็งอยู่ แต่เงื่อนไขการกลับมาครั้งนี้เธอจะต้องทำด้วยความสุข เธอเลือกเพลงเอง ออกแบบท่าเต้นเอง และควบคุมตารางซ้อมเอง จนคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่มิลาโน-คอร์ตินาในปี 2026 ที่ผ่านมาโดยการสเก็ตด้วยท่วงท่าที่สวยงาม มีความสุข ไร้กังวลจนคนดูสัมผัสได้ การกลับมาอีกครั้งที่ใคร ๆ ก็บอกว่ายาก เป็นไปไม่ได้ เธอทำให้มันกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แม้จะเคยบอกว่าพอแล้ว แต่ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะหยุดเพราะล้มเหลว หรือล้มเลิกด้วยความตั้งใจ เพียงแค่อย่ากลัวการกลับมา การจะกลับมาเดินในเส้นทางเดิมของเธออาจจะยากกว่าเดิม แต่เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การมองไปที่จุดหมายปลายทางอย่างเดียว แต่ความสุขระหว่างทางก็สำคัญ ดังนั้นระหว่างที่ใช้ชีวิตและวิ่งต่อไปอย่างหนักหน่วง อย่าลืมมองหาความสุขเล็ก ๆ ระหว่างทาง เหมือน Alysa Liu ที่ได้ไปใช้ชีวิตวัยรุ่น ไปเที่ยวกับเพื่อน ทำสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากสเก็ต ทำให้ได้คิดทบทวนว่าสิ่งที่ต้องการจริง ๆ แล้วคืออะไร รวมทั้งเลือกทำสิ่งที่ใจต้องการจริง ๆ เพราะการเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองจะทำให้ทุกการกระทำของเรามีความหมาย ไม่เหมือนโรบอตที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ฤดูกาลที่มาถึงไม่เท่ากัน อย่างที่คิมรันโดได้เขียนไว้ในหนังสือ “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ว่า ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลเบ่งบานเป็นของตัวเอง ไม่ต้องรีบวิ่งตามจังหวะใคร เพราะเวลาผลิบานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดอกไม้ที่ดูเหมือนเหี่ยวเฉาร่วงโรยไปแล้ว ก็อาจจะกลับมาผลิบานครั้งที่สอง (The Second Bloom) ในฤดูกาลถัดไป และครั้งนี้เองที่ดอกไม้จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและงดงามกว่าครั้งแรกก็เป็นได้ คุณเคยพักแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่บ้างรึเปล่า มาแชร์กันได้ที่คอมเมนต์เลย! แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #TheSecondBloom #การหยุดพักไม่ใช่ความพ่ายแพ้ #AlysaLiu #อลิซาหลิว
101
การทำการตลาดเพื่อเอาชนะใจ Gen Z เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญ เพราะ Gen Z กำลังก้าวเข้ามาเป็นผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าของคนทุก Gen ไม่ใช่แค่การ “เลือกซื้อ” เพื่อตัวเอง แต่ Gen Z ยังเปรียบเสมือน Influenced Gen ที่ส่งผลต่อการ “เลือกของทุกคนในบ้าน” แบรนด์ที่ทำให้ Gen Z เชื่อใจและยอมเป็นลูกค้าได้ในระยะยาว จึงเป็นแบรนด์ที่ “ชนะ” ได้อย่างแท้จริง ข้อมูลจากงาน “GEN Z TOP BRAND 2026: สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 69 ณ SCBX NEXT STAGE @SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เผยให้เห็นว่า Gen Z ไม่เลือกแบรนด์ที่ราคา แต่เลือกแบรนด์ที่ Trust จากการเก็บข้อมูลด้วย Social Listening และ Survey กว่า 3,000 ตัวอย่าง พบว่า Gen Z ไม่ได้อยู่ในโลกที่ข้อมูลขาด หรือตัวเลือกน้อย แต่อยู่ในโลกที่ “ข้อมูลล้น” และ “ตัวเลือกมากเกินไป” คีย์หลักที่แบรนด์ต้อง Crack เพื่อเอาชนะใจ Gen Z คือทำอย่างไรให้กลายเป็น “ผู้ถูกเลือก” ท่ามกลางคู่แข่งที่พร้อมจะขยับขึ้นแซงเราในทุกหน้า Feed Gen Z ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่า 7 ชั่วโมง/วัน และใช้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ทั้งยังมีตัวเลือกใหม่อยู่ตลอด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในทุกวัน #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #SiamParagonSCBXNextTech #GenZ #GENZTOPBRAND2026 #สุดยอดแบรนด์ครองใจGENZ
1
1
71
1. Gen Z กว่า 60% จะหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ด้วยการดูรีวิวจากหลายแพลตฟอร์มก่อนเลือกแบรนด์ เพราะเขาโตมาในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และมีความมั่นคงทางการเงินน้อยกว่าคนเจนก่อน ๆ มีรายได้เริ่มต้นไม่สูงมาก แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งสูง จึงส่งผลให้ Gen Z ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้น ทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ เขาจะคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่กับเงินที่จ่าย? แบรนด์นี้เชื่อถือได้หรือเปล่า? ซื้อแล้วจะเสียดายทีหลังไหม? เพราะเขาอยู่ในโลกที่ -การเงินมีความเสี่ยง และไม่ Stable -ตัวเลือกเยอะ -ข้อมูลเข้าถึงง่าย “Trust Value” จึงเป็น Decision Filter หลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนเจนนี้ 2. Gen Z ไม่ได้เชื่อสิ่งที่แบรนด์พูด แต่จะ “Verify” ทุกอย่างก่อนเชื่อ โดยพิจารณาจากรีวิวต่าง ๆ ในแพลตฟอร์มที่เขาใช้ ดังนั้น แบรนด์จึงไม่ได้แข่งกันที่ Message แต่แข่งกันที่ “Proof” ใครทำให้คนเจนนี้เชื่อได้มากกว่า = มีแต้มต่อมากกว่า 3. Gen Z อยู่ในโลกที่มี “ตัวเลือกแบรนด์” ไม่จำกัด และการเปลี่ยนแบรนด์ “ไม่มีต้นทุน” คู่แข่งจึงอยู่แค่ใน Feed ถัดไป การเจอแบรนด์ในยุคนี้ ไม่ได้มาจากการค้นหาเองเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากอัลกอริทึมจัดสรร อีกทั้งการเปลี่ยนแบรนด์ของ Gen Z นั้นแทบไม่มีต้นทุนเลยก็ว่าได้ ไม่ต้องไปค้นหาแบรนด์ใหม่ด้วยตัวเอง ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพียงแค่เลื่อน Feed ใหม่ ๆ ก็เจอแบรนด์คู่แข่งได้ทันที นั่นหมายความว่าแบรนด์ใหม่ ๆ สามารถเข้ามาอยู่ในสายตาของ Gen Z ได้ง่ายขึ้น และในวันที่ Switching Cost หรือต้นทุนการเปลี่ยนแบรนด์แทบเป็นศูนย์ หากแบรนด์พลาดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Value / Experience หรือ Credibility ผู้บริโภคก็พร้อมจะเปลี่ยนไปหา “ตัวเลือกที่ดีกว่า” ใน Scroll ถัดไปทันที 4. Gen Z ไม่ได้เลือกแบรนด์ที่ราคา แต่เลือกที่ “ความคุ้มค่า” แบรนด์ที่ชนะ คือแบรนด์ที่ Justify Value ได้ Gen Z ไม่ได้ชอบของ “ราคาสูง” หรือเลือกที่ “ราคาถูก” แต่เลือกจากความคุ้มค่าที่จะได้รับ “ราคา” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อของคนเจนนี้ และแบรนด์ที่จะถูกเลือก จะต้องถูก Justify ด้วย Value ให้ได้เสียก่อน 5. Gen Z ใช้แบรนด์เป็นเครื่องมือในการ “บอกตัวตน” ของตัวเอง Gen Z เติบโตมาพร้อมกับความต้องการค้นหาตัวตน ต้องการคำตอบว่าเขาเป็นใคร? ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร? ส่งผลให้คอนเทนต์ประเภท MBTI / Personal Color / Personality-based Content เป็นคอนเทนต์ที่ Gen Z ให้ความสนใจเป็นพิเศษ และแบรนด์ที่ Connect กับตัวตนของคนเจนนี้ได้ จะเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกมากกว่า หากจะขายแค่ “สินค้า” ก็จะตอบโจทย์ได้แค่ในมุมของ Functional แต่หากจะขายแบรนด์ จะต้องตอบโจทย์ให้ได้กว้างขึ้นในมุมของ Identity Layer 6. Gen Z ไม่ได้ “ไม่ออมเงิน” / แต่เลือก “ออมเงินเพื่อใช้” ไม่ได้ “ออมเพื่อรวย” พวกเขาเลือกเก็บเงินเพื่อนำเงินไปใช้ชีวิต เพื่อให้ใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้เลือกออมเพื่อเก็บเหมือนคนเจนก่อน ๆ และยังชอบที่จะทำงานหนักเพื่อหาเงินจากหลากหลายช่องทาง แล้วนำเงินมาใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแบบที่ชอบ ทั้งยังชอบเรียนรู้เรื่องราวการเงินผ่าน TikTok / YouTube / Finfluencer และมักจะมีพฤติกรรมการใช้เงินแบบ Buy Now Pay Later 7. Instagram & Tiktok เป็นแพลตฟอร์มที่ Gen Z ใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด แม้ว่า Facebook จะได้ใจคนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย รวมทั้งมีเปอร์เซ็นต์การใช้งานมากที่สุด แต่ Instagram & Tiktok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ Gen Z เลือกใช้มากที่สุด แล้วแบรนด์ที่เอาชนะใจ Gen Z ได้ คือแบรนด์ที่มีอะไรต่าง? สิ่งที่แบรนด์เหล่านี้มีร่วมกันคือ สามารถสร้าง “Trust” หรือ “ระบบความเชื่อใจ” ได้ทั้งระบบ ซึ่งนอกจาก Trust จะมีความหมายในแง่ของความเชื่อใจแล้ว ยังหมายถึงมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ โดยขอยกตัวอย่างในเคสของแบรนด์ชาตรามือ ที่สามารถสร้าง T.R.U.S.T จนเป็นแบรนด์ที่เข้าไปนั่งในใจ Gen Z ได้สำเร็จ
134
ทำไมต้องทำการตลาดที่ให้คุณค่ากับการสร้างคอมมูนี้ตี้ที่แข็งแกร่ง? เคยได้ยินไหมว่า การตลาดที่พยายามคุยกับทุกคน คือจุดเริ่มต้นของการไม่ได้คุยกับใครเลย ยิ่งในโลกที่คนเราได้รับข้อมูลมากมายในแต่ละวัน และผู้บริโภคสร้างเกราะป้องกันเมื่อเจอโฆษณามากขึ้น กลับกันพวกเขากำลังโหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของบางอย่าง หรือที่เราเรียกว่า คอมมูนิตี้ ทำให้เกิดเป็น Tribal Marketing ที่ไม่ใช่แค่ Niche Market แต่มันคือการสร้าง "เผ่าพันธุ์" ที่เชื่อมคนที่มี DNA มีความเชื่อเดียวกัน โดยมีแบรนด์เป็นหัวหน้าเผ่า แล้วทำไมต้อง Tribal Marketing? หัวใจสำคัญของ Tribal Marketing คือ 1. อุดมการณ์ที่มีร่วมกัน ความเชื่อที่แบรนด์และคนในเผ่ามีร่วมกัน ข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะมันคือสิ่งที่ยึดทุกคนในเผ่าไว้ด้วยกัน แม้แบรนด์จะยังไม่มีสินค้าใหม่ก็ตาม เช่น ถ้าขายสบู่ สรรพคุณคืออาบสะอาด แต่ความเชื่อคือเราเชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการให้เกียรติร่างกาย อีกทั้งแบรนด์ที่สร้างชนเผ่าได้ชัดเจนมักจะกล้าเลือกข้าง เช่น Patagonia เชื่อเรื่องการรักษ์โลกแบบสุดโต่ง ใครที่ไม่สนเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่พวกเรา เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า เขาไม่ได้รู้สึกว่าแค่จ่ายเงินซื้อของ แต่เขารู้สึกว่ากำลังสนับสนุนสิ่งที่เชื่อ 2. โค้ดลับที่คนนอกไม่เข้าใจ การพูดคุย สื่อสาร และสนทนาภาษาเดียวกันเป็นจุดร่วมของการสร้างชนเผ่า เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณในการอยากเป็นวงใน การสร้างภาษาหรือสัญลักษณ์เฉพาะจะช่วยคัดกรองคนและสร้างความภูมิใจให้คนในกลุ่มได้ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่มองเห็นด้วยตาแล้วรู้ทันทีว่า คนนี้พวกเดียวกัน เช่น โลโก้ Apple บนแล็ปท็อป, ถุงผ้าพิมพ์ลายชื่อแบรนด์ดัง 3. แบรนด์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่พ่อค้า - การตลาดแบบเก่า (The Seller) แบรนด์คือพ่อค้าที่บอกว่า "ของฉันดีนะ ซื้อสิ!" เมื่อซื้อเสร็จก็จบ - Tribal Marketing (The Hub) แบรนด์คือศูนย์กลางที่สร้างพื้นที่ให้คนที่มีความชอบเหมือนกันมาเจอกัน โดยมีแบรนด์เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้ลูกค้าคุยกันเอง เพราะคนในเผ่าเดียวกันเชื่อถือได้มากกว่าคำโฆษณาของแบรนด์เป็นร้อยเท่า 4. สร้างตัวตนว่าฉันคือใครและส่งต่อพลัง - แบรนด์คือกระจกสะท้อนตัวตน สินค้าคือสัญลักษณ์ที่ช่วยยืนยันตัวตนของผู้ใช้ เช่น คนถือถุงผ้า Gentlewoman กำลังบอกว่า "ฉันทันสมัย" เมื่อตัวตนชัดเจน คนจะเกิดความภาคภูมิใจและผูกพันกับแบรนด์ลึกซึ้งขึ้น - แบรนด์ต้องมอบพลังให้คนในเผ่ารู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีความหมาย เช่น การเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มเสนอไอเดียสินค้าใหม่ ทำให้พวกเขาอยากแชร์เรื่องราวของแบรนด์ลงโซเชียลหรือบอกต่อเพื่อน ไม่ใช่เพราะอยากช่วยแบรนด์ขายของ แต่เพราะการพูดถึงแบรนด์นี้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของเขาดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น Case Studies ของ Tribal Marketing ที่ชัดเจนก็มีหลายแบรนด์ เช่น 1. Patagonia เผ่า "นักสู้เพื่อโลก" ⭐️ แบรนด์นี้เปลี่ยนจาก "คนซื้อเสื้อผ้า" ให้กลายเป็น "นักอนุรักษ์" ⭐️ สิ่งที่แบรนด์สื่อสาร : กล้าบอกให้ลูกค้าหยุดซื้อถ้าไม่จำเป็น เพื่อแสดงจุดยืนว่าอุดมการณ์สำคัญกว่ากำไร ตัวตนของคนในเผ่า : การใส่เสื้อผ้าที่มี "รอยซ่อม" ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือ "เหรียญตรา" (Badge of Honor) ที่ประกาศว่าฉันแคร์โลกมากกว่าแฟชั่นฉาบฉวย 2. Lululemon เผ่า "คนรักสุขภาพที่ดูดี" ⭐️ แบรนด์นี้เปลี่ยนจาก "คนออกกำลังกาย" ให้กลายเป็น "คนที่มีวินัยและรสนิยม" ⭐️ สิ่งที่แบรนด์สื่อสาร : ชีวิตที่ดีไม่ได้เริ่มจากกล้ามเนื้อ แต่เริ่มจาก "สติ" (Mindfulness) และการดูแลตัวเอง ตัวตนของคนในเผ่า : คนที่ใส่แบรนด์นี้คือคนที่จัดการชีวิตได้ดี การใส่ชุดโยคะเดินไปไหนมาไหนคือการบอกโลกว่า "ฉันแบ่งเวลามาดูแลตัวเองได้นะ" ในโลกดิจิทัลที่ผู้คนรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวมากขึ้น การที่แบรนด์ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางของเผ่า คือการบอกลูกค้าว่า มีคนเห็นคุณและเข้าใจคุณ ไม่ว่าแบรนด์อื่น ๆ จะทำสินค้าได้ดีกว่า หรือทำราคาได้ถูกกว่า แต่สิ่งที่แบรนด์อื่นไม่มีเลยก็คือ ความเชื่อที่แบรนด์มีร่วมกับคนในเผ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน และไม่สามารถเดินจากไปได้ง่าย ๆ แล้วคุณล่ะ คิดว่าตัวเองเป็นชนเผ่าไหน? มาแชร์เรื่องของตัวเองกัน! #SmarterBetterRicher #SCBXNextTech #FutureScape #การตลาดแบบชนเผ่า #TribalMarketing #ความเชื่อที่มีร่วมกัน #คอมมูนิตี้
207